- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 264 คดีเลือดเมืองหวงไป๋
บทที่ 264 คดีเลือดเมืองหวงไป๋
บทที่ 264 คดีเลือดเมืองหวงไป๋
บทที่ 264 คดีเลือดเมืองหวงไป๋
มีคำกล่าวว่า เมื่อพกพาอาวุธมีคม จิตสังหารย่อมก่อเกิด
หลังจากสัมผัสเทวะทะลวงเข้าสู่ระดับสามขั้นกลาง เคล็ดวิชาลับทางสัมผัสเทวะต่างๆ ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด ที่สำคัญที่สุดคือศพอสนีและศพอาฆาตไท่หยิน ซึ่งเพิ่งผ่านการสกัดกลั่นใหม่อีกครั้ง
ทั้งสองร่างสามารถต่อสู้พร้อมกันได้แล้ว หวังอี้ที่ได้เรียนรู้ทักษะสัมผัสเทวะขั้นสูงของนิกายวิญญาณสวรรค์ เริ่มแตกฉานในการแบ่งแยกสมาธิควบคุมหลายสิ่ง ประกอบกับพลังรบของร่างต้นของเขาเอง
ตอนนี้เขาสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นต้นทั่วไปได้อย่างแท้จริงแล้ว
เดิมทีเขาก็กำลังคันไม้คันมือ อยากหาคนมาลองวิชาอยู่พอดี และคนกลุ่มนี้ก็ดันรนหาที่มาส่งให้ถึงหน้าประตู
แล้วเขาจะยอมทนกลืนความขุ่นเคืองนี้ได้หรือ?
"เจ้าคิดจะทำอะไร?!! ที่นี่คือเมืองหวงไป๋นะ!"
มันผู้นั้นดูเหมือนจะไม่คาดคิดเลยว่า เพียงแค่เอ่ยปากขอให้ถอดหน้ากากออกดูสักตา จะไปกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงเช่นนี้
อีกอย่างก็จ่ายให้ไปตั้งเยอะแล้ว จะให้อีกสักหน่อยจะเป็นไรไป? ไม่เห็นหรือไงว่าพวกมันมากันตั้งเยอะแยะยังไม่ได้อะไรกลับไปเลยสักอย่าง?
คู่กรณีจะคิดอย่างไรในใจนั้น...
หวังอี้ไม่รู้ และยิ่งไม่มีอารมณ์จะมานั่งเดา แต่ความโลภไม่รู้จักพอนี่แหละที่น่ารำคาญสิ้นดี
"หนวกหู"
รูม่านตาของหัวหน้าระดับสร้างรากฐานหดเกร็ง มันแทบจะมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ ก็รู้สึกได้ถึงของเหลวสีแดงและขาวที่สาดกระเซ็นเต็มหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทะลวงเข้าจมูกอย่างบ้าคลั่ง
ร่างของมันสั่นเทาขณะหันไปมอง
ศิษย์สายนอกที่คุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน บัดนี้ล้วนกลายเป็นเศษเนื้อแหลกเหลว เปลี่ยนหอสุราแห่งนี้ให้กลายเป็นนรกบนดิน
สวรรค์เมตตาเถอะ
มันก็เป็นแค่ผู้ดูแลตัวเล็กๆ ระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเองนะ!
"ผู้อาวุโส... ผู้อาวุโส..."
หวังอี้พลิกฝ่ามือหยิบขลุ่ยผีคร่ำครวญออกมา เมื่อไม่มีวิชาเกราะมารกลืนวิญญาณมาแย่งชิง วิญญาณดิบเหล่านี้ก็จะถูกนำไปสกัดกลั่นเป็นอีกาหยิน เพื่อเติมเต็มพลังวิญญาณให้กับอาวุธวิเศษ
ก่อนหน้านี้ ตอนประลองเวทกับเทวะแดงที่ภูเขาผีหยิน
โดนลูกหลงจากสายฟ้าของพยัคฆ์ปรโลกเข้าไป ฝูงอีกาหยินกลืนวิญญาณที่อุตส่าห์สะสมมาหลายปีพลันมลายหายไปในพริบตา พอดีเลย จะได้เอาผู้บำเพ็ญเพียรของอารามหวงเฉวียนมาเติมเต็มส่วนที่เสียไปสักหน่อย
เสียงเรียกไม่ได้การตอบรับ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่กำลังจะร้องขอชีวิตพลันหน้ามืดทะมึน ก่อนตาย สิ่งเดียวที่มันเห็นคือนิ้วมือสีดำสนิทที่พุ่งมาจิ้มทะลวงหว่างคิ้วของมัน
นั่นคือดรรชนีสลายวิญญาณ
หลังจากเก็บศพเดินได้เหล่านั้นลงในโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยิน สัมผัสเทวะของหวังอี้ก็แผ่ซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมไปทั่วทั้งเมือง!
เนื่องจากเป็นชายแดนในภาวะสงครามพิเศษ เมืองหวงไป๋จึงเน้นการเป็นที่ตั้งทัพเป็นหลัก ชาวบ้านธรรมดาล้วนถูกอพยพไปยังเมืองที่อยู่แนวหลังหมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะลากผู้บริสุทธิ์มาติดร่างแหมากนัก
สามลมหายใจต่อมา เขาใช้วิชาลับหมื่นลี้เผยร่องรอยตรวจสอบดูรอบหนึ่ง
เขาก็พบว่า เมืองหวงไป๋มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นต้นเพียงสองคนรับหน้าที่เป็นแม่ทัพชั่วคราว ทั้งที่ตามทฤษฎีแล้วควรจะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นสูงสุดประจำการอยู่สิ
"หรือว่าช่วงนี้มีเหตุการณ์พลิกผันอะไรเกิดขึ้น?"
ไม่รอให้เขาได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
ตึก ตึก ตึก…
เวลานั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากบันได ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นสามในชุดเสี่ยวเอ้อร์วิ่งลงมาจากชั้นบน เมื่อเห็นสภาพอันน่าสยดสยองที่ชั้นล่าง สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไปทันที
"ใครก็ได้มาที! มีโจรชั่วจากนิกายโลหิตวิญญาณผกผันลอบเข้ามาแล้ว!"
สัญชาตญาณของหวังอี้สั่งให้หยุดเสียงร้องนั่น เขาเพิ่งยกมือขึ้น แต่แล้วก็วางลง
"ก็แค่ฝูงสวะ"
ขลุ่ยผีคร่ำครวญถูกยกขึ้นแตะริมฝีปาก
หวีด~ หวี๊ดดด~~~
เสียงมารบงการจิตครอบคลุมเต็มพื้นที่ดังกังวานขึ้นอย่างแผ่วเบา ผู้บำเพ็ญเพียรในบริเวณใกล้เคียงที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ ก็พลันยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
เสียงขลุ่ยไพเราะเสนาะหู ราวกับสามารถชักนำผู้คนให้ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความสุขอันเกษมสันต์
มันล่องลอยไปพร้อมกับสายลมที่พัดพา กระจายออกไปทั่วทั้งเมือง ยิ่งสัมผัสเทวะแข็งแกร่งมากเท่าไร อานุภาพยามที่หวังอี้ใช้วิชาลับเสียงวิญญาณนี้ก็ยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น
ภายใต้การใช้พลังแบบไม่เสียดายปราณตราบใดที่ยังไม่เกินระดับสาม ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเสียงมารบงการจิต ด้วยขนาดของเมืองหวงไป๋ แทบไม่มีใครสามารถดิ้นหลุดจากมนตร์สะกดนี้ได้เลย
…………
ณ จวนเจ้าเมืองหวงไป๋
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นต้นสองคนกำลังถกเถียงกันอยู่
"ผู้อาวุโสสยง นี่มันต้นผลวิญญาณปฐพีเชียวนะ ท่านไม่อยากมีส่วนแบ่งสักหน่อยหรือ?"
"ผู้อาวุโสหลี่ อยู่ตำแหน่งใดก็ต้องทำหน้าที่นั้น ตอนนี้ท่านกับข้าเป็นแม่ทัพชั่วคราวของเมืองหวงไป๋ ในเมื่อสหายเมิ่งกับพวกไปแล้ว พวกเขาย่อมต้องได้อะไรติดมือกลับมาบ้าง"
"ถึงเวลานั้น เราสองคนค่อยไปขอซื้อจากพวกเขาสักผลสองผลก็สิ้นเรื่อง"
"โอ๊ย ท่านนี่ไม่เข้าใจเลย นี่มันผลวิญญาณปฐพีนะ!"
ผู้อาวุโสหลี่มีสีหน้าร้อนรน
"ของพรรค์นี้หายากนัก มันสามารถนำไปหลอมโอสถวิชาหวงเฉวียนได้ แค่เม็ดเดียวก็เพิ่มพลังเวทได้นับพันสาย หากพวกเราได้มันมา การทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำขั้นกลางก็อยู่แค่เอื้อม"
"โอสถวิชาหวงเฉวียน?"
ผู้อาวุโสสยงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน เขาเพิ่งเข้าร่วมอารามหวงเฉวียนได้ไม่นานนัก อดีตเขาเคยเป็นอัจฉริยะตัวน้อยของนิกายเขาปรโลกมาก่อน แต่เพื่อสืบทอด [มหามุทราหวงเฉวียน] เขาถึงได้มาร่วมกับอารามแห่งนี้
"ถ้าพูดแบบนี้ ก็น่าไปเยือนจริงๆ สู้ยกหน้าที่ดูแลเมืองหวงไป๋ให้พวกระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดพวกนั้นจัดการไปไม่ดีกว่าหรือ?"
"แคว้นจู๋เยว่ก็สงบศึกมานานแล้ว คิดว่าคงไม่มีสงครามเกิดขึ้นกะทันหันหรอกมั้ง..."
"แย่แล้ว! แย่แล้ว!!"
คำพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงตะโกนก็ดังมาจากนอกตำหนัก
ชายชราระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดที่มีเลือดไหลออกจากหูทั้งสองข้าง แทบจะล้มลุกคลุกคลานเข้ามาคุกเข่าต่อหน้ายอดฝีมือระดับแก่นทองคำทั้งสอง ก่อนจะใช้สัมผัสเทวะส่งเสียงสื่อสาร
"ใต้เท้าทั้งสอง มีคนของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันบุกโจมตีเมืองหวงไป๋ มันช่าง... ศพเกลื่อนกลาดไปหมดแล้วขอรับ!"
"อะไรนะ? แล้วทำไมถึงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย!"
ผู้อาวุโสหลี่กระชากร่างของมันขึ้นมา เขารู้สึกโกรธจัดกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ เขาเพิ่งจะวางแผนไปชิงต้นผลวิญญาณปฐพีแท้ๆ ดันมีเรื่องแบบนี้แทรกเข้ามาเสียได้
เมื่อเห็นเขาพาลโกรธใส่คนอื่น ผู้อาวุโสสยงจึงรีบเอ่ยขึ้น
"ข้าจะออกไปดูสถานการณ์เอง ท่านเปิดใช้งานค่ายกลเสร็จแล้วก็ค่อยตามมาสมทบกับข้า รีบจัดการให้จบๆ ไป... เราสองคนจะได้ไปลองเสี่ยงดวงกันต่อ"
"…ก็ดี!"
ผู้อาวุโสสยงหิ้วคอคนผู้นั้นขึ้นมา สอบถามสถานการณ์ไปตลอดทาง เมื่อพบว่าลูกน้องของตนหูหนวกสนิทไปแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
"เหตุใดเจ้าจึงทำลายโสตประสาทของตัวเอง?"
"เสียงมาร! เป็นเสียงมารที่น่าสะพรึงกลัวมากขอรับ!"
ผู้อาวุโสสยงขมวดคิ้วแน่น
"ตั้งสติหน่อย ศัตรูมีกี่คนกันแน่? อยู่ระดับไหน?"
"หึหึ~"
จู่ๆ ตาเฒ่าระดับสร้างรากฐานที่เสียสติก็หัวเราะออกมาอย่างแปลกประหลาด ทำเอาผู้อาวุโสสยงรู้สึกหนาวสั่นวาบไปถึงขั้วหัวใจ เขารีบเหวี่ยงร่างมันออกไป พร้อมกับเหาะขึ้นสู่ที่สูงทันที
ต่อมา เขาก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้ขนหัวลุก
ทั่วทั้งเขตเมืองทิศใต้ ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต่างนอนพังพาบอยู่บนพื้นพร้อมกับรอยยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นระดับหลอมปราณหรือสร้างรากฐานก็ไม่มีใครรอดพ้น มีเพียงพื้นที่ตรงกลางเท่านั้นที่มีร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย
ส่วนพื้นที่อื่นๆ กลับดูคล้ายกับว่า... ฆ่าฟันกันเองโดยไม่มีร่องรอยการขัดขืนใดๆ เลย
บริเวณชายขอบเขตเมืองทิศใต้ มีผู้บำเพ็ญเพียรจากเขตเมืองทิศเหนือจำนวนมากมาชุมนุมกัน ทว่าพวกเขากลับยืนนิ่งงันอยู่หลังเส้นแบ่งเขตที่มองไม่เห็น ไม่กล้าก้าวข้ามไปแม้แต่ก้าวเดียว
"ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? แล้วศัตรูอยู่ที่ไหน?"
พวกผู้บำเพ็ญเพียรที่เร่งรุดมาจากเขตเมืองทิศเหนือ เมื่อเห็นผู้อาวุโสสยงก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้นทันที
"คนเดียว! ศัตรูมีเพียงคนเดียวขอรับ!"
"มันใช้วิชาลับเสียงวิญญาณ วิญญาณของคนเหล่านี้หลังจากตายไปก็ถูกดูดกลืนไปหมด อย่างน้อยก็มีผู้บำเพ็ญเพียรกว่าพันคนตายอยู่ที่นี่"
"คนผู้นั้นสวมหน้ากาก พลังสัมผัสเทวะต้องถึงระดับแก่นทองคำอย่างแน่นอน เสียงมารที่ใช้ควบคุมผู้คนนั้นร้ายกาจมาก ต่อให้ทำลายโสตประสาทตัวเองทิ้งก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยง"
จากคำบอกเล่าของทุกคน ผู้อาวุโสสยงก็พอจะจับใจความที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง ส่วนเรื่องผู้บำเพ็ญเพียรที่ตายไปเหล่านั้น เขาไม่มีเวลามามัวใส่ใจแล้ว การจับตัวคนร้ายสำคัญกว่า
"แล้วเจ้าโจรชั่วนั่นอยู่ที่ไหน?!!"
"พวกข้าไม่ทราบขอรับ เมื่อครู่นี้ยังเห็นอยู่บนยอดหอคอยนั่นเลย"
พอผู้อาวุโสสยงได้ฟัง รูม่านตาก็พลันหดเกร็ง เขารู้ตัวแล้วว่านี่คือแผนการแยกกันตี การที่ค่ายกลยังไม่ถูกเปิดใช้งานสักทีนั่นแหละคือหลักฐาน
"แย่แล้ว"
เขาสบถเบาๆ ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งทะยานกลับไปยังจวนเจ้าเมืองทันที
ทว่า หลังจากทั้งสองแยกกันยังไม่ถึงหนึ่งเค่อ
พอเขากลับมาถึงจวนเจ้าเมือง ก็เห็นสายฟ้าอันบ้าคลั่งระเบิดกระจายออกมาจากด้านใน ทำเอาแทบจะราบเป็นหน้ากลองไปทั้งจวน
"โฮก!!!"
ศพอสนีผู้ดุร้ายแผดเสียงคำรามลั่นฟ้า ก่อนจะก้มหน้าอ้าปากงับหัวของผู้อาวุโสหลี่หลุดกระเด็นในคำเดียว มันชูร่างไร้หัวขึ้นสูง แหงนหน้ารับหยาดโลหิตแห่งปราณวิญญาณอันชุ่มฉ่ำ
ศพอาฆาตไท่หยินที่อยู่ข้างๆ ถูกสายฟ้าสะกดข่มขวัญเอาไว้ ได้แต่แสดงท่าทีหวาดหวั่น อยากจะเข้าไปใกล้ก็ไม่กล้า
"อึก~"
ผู้อาวุโสสยงที่มองเห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
นี่มันผ่านไปแค่เท่าไรเอง ผู้อาวุโสหลี่ที่มีประสบการณ์มากกว่าและมีพลังรบเหนือกว่าเขาไปขั้นหนึ่ง กลับถูกจัดการลงในเวลาอันสั้นเช่นนี้...
อันที่จริง สิ่งที่หวังอี้ทำนั้นเรียบง่ายมาก
ผลลัพธ์จากการพรางตัวอันสมบูรณ์แบบของวิชาพรางตัวบวกกับหน้ากากผีตี้หลัว ผสมผสานกับยุทธวิธีลอบสังหารตัดหัว ภายใต้ความได้เปรียบจากการลอบโจมตี ศพทั้งสองจึงลงมือพร้อมกัน
คำสาปศพหยินจุติอาฆาต ตัดทอนพลังสภาพลงไปถึงห้าส่วนโดยตรง จากนั้นใช้ดรรชนีสลายวิญญาณระดับสามควบคุมอย่างเด็ดขาดอยู่หลายลมหายใจ
ศพอสนีจุติจากฟากฟ้า พร้อมกับสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด กวาดล้างทุกสิ่งให้ราบคาบ
ท้ายที่สุดแล้ว
ทั้งสามชีวิตซึ่งรวมถึงหวังอี้ ล้วนมีพลังฝีมือเหนือกว่าระดับแก่นทองคำทั่วไป ในสถานการณ์เช่นนี้ การลอบโจมตีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำสายนอกธรรมดาๆ คนหนึ่ง...
อย่าว่าแต่จะรอดชีวิตเลย แม้แต่เวลาให้ตอบสนองก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ!
"เจ้าคิดจะไปไหน?"
จู่ๆ ก็มีเสียงคนแปลกหน้าดังขึ้น
ทำให้ผู้อาวุโสสยงที่กำลังค่อยๆ ย่องถอยหลังอย่างลับๆ ถึงกับตัวแข็งทื่อ
"ฮะ... ฮ่าๆ... สหายเต๋า เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า ท่านกับข้าไม่ได้มีความแค้นเคืองอันใดต่อกัน ไม่เห็นต้องมาต่อสู้กันเอาเป็นเอาตายเลย"
"แต่ลูกน้องของเจ้าดึงดันจะหาว่าข้าเป็นสายลับของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันให้ได้ ข้าให้โอสถวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงไปตั้งหลายขวดมันก็ยังไม่พอใจ ยังจะมาขอถอดหน้ากากข้าอีก"
"เจ้าว่า มันสมควรตายหรือไม่ล่ะ"
พอได้ยินว่าต้นเหตุคือเรื่องแบบนี้ ผู้อาวุโสสยงก็แทบอยากจะสับกระดูกคนผู้นั้นให้แหลกเป็นผุยผง นิสัยสันดานของคนอารามหวงเฉวียนนี่มันแย่กว่านิกายเขาปรโลกเยอะเลยจริงๆ
ตั้งแต่หัวจรดหางมีแต่พวกที่คอยจ้องจะรีดไถหินวิญญาณ ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะอดกลั้นจริงๆ
"ชดใช้! ข้าแซ่สยงยินดีชดใช้ให้ สหายเต๋าเสนอราคามาได้เลย ข้ารับรองว่าจะจ่ายให้ และอารามหวงเฉวียนก็จะไม่มาหาเรื่องท่านด้วย"
"เจ้าล้อข้าเล่นหรือไง เอาคำพูดไร้เดียงสาพรรค์นี้มาหลอกข้า"
ฟุ่บ!
เพียงแค่การถ่วงเวลาไม่กี่ประโยค หลังจากสูบแก่นโลหิตของผู้อาวุโสหลี่ไปจนหมดเกลี้ยง ศพอสนีก็ยังไม่หนำใจ มันคำรามลั่นพร้อมกับลากสายฟ้าฟาดพุ่งทะยานเข้ามา
"บัดซบ มหามุทราหวงเฉวียน!"
"โอ้?"
เมื่อเห็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้นตา นัยน์ตาของหวังอี้ก็พลันเป็นประกาย เขาสั่งการศพอาฆาตให้ร่ายคำสาปศพหยินจุติอาฆาตอีกครั้ง พลังเทวะเรียกอสนีบาตของศพอสนีก็ถูกสกัดเอาไว้ได้จริงๆ
ฝ่ามือขุ่นมัวสีเหลืองทะยานผ่านไปที่ใด สายฟ้าทั้งปวงก็ล้วนถูกสลายกลายเป็นปราณวิญญาณดั้งเดิมและจางหายไป วิชาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการหนุนเสริมจากพลังเวทนั้น อยู่คนละระดับกันจริงๆ
ต่อให้ความเชี่ยวชาญสู้หวังอี้ไม่ได้ แต่อานุภาพกลับรุนแรงยิ่งกว่าที่เขาใช้เสียอีก
"เจ้าฝึกฝน <คัมภีร์หวงเฉวียนปี้ลั่ว> งั้นรึ?"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า!"
เมื่อแตกหักกันอย่างสิ้นเชิง ผู้อาวุโสสยงก็ไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถามของหวังอี้อีก ในใจเขาคิดเพียงแต่ว่าจะหาทางหนีเอาชีวิตรอดได้อย่างไร
หวังอี้เห็นดังนั้นกลับไม่ได้ใส่ใจนัก
"ไม่พูด? ไม่พูดข้าก็จะดูด้วยตัวเอง"
เปรี้ยงงงง!!!
ศพอสนีพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง ผู้อาวุโสสยงกดมือขวาลง มหามุทราหวงเฉวียนถูกซัดออกไปอีกระลอก ขณะที่กำลังจะใช้วิชาวิถีหลบหนีถอยร่น กลับพบว่าใต้ดินมีหัตถ์ผีสีซีดจำนวนมากโผล่ขึ้นมาคว้าจับตัวเขาไว้อย่างแน่นหนา
ห่างออกไป ศพอาฆาตไท่หยินปักสองมือลงไปใต้พื้นดิน นั่นคือการใช้วิชาควบคุมพลังอาฆาตแทรกแซงการต่อสู้จากระยะไกล
ขณะที่ศพอสนีถูกซัดกระเด็นออกไป ร่างต้นของหวังอี้ก็ลงมือในที่สุด
เสียงมังกรคำรามดังกึกก้อง ร่างของเขาพุ่งทะยานดั่งลำแสงสีเลือดโฉบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสสยงมีสีหน้ายินดี คิดว่าแผนการหลอกล่อสำเร็จแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเรียกใช้อาวุธวิเศษประจำตัวเพื่อมอบการโจมตีปลิดชีพให้แก่หวังอี้...
จิตใจก็พลันสั่นสะท้าน
อสุรา(ซิวหลัว)แห่งการสังหารกำลังจ้องมองเขาอยู่อย่างเงียบงัน ราวกับมีภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ตู้มมม!
หนึ่งหมัด!
ร่างของผู้อาวุโสสยงถูกพับครึ่งในทันที ความเจ็บปวดแสนสาหัสปลุกให้เขาได้สติขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าศีรษะของตนถูกหวังอี้คว้าไว้ในมือแล้ว พร้อมกับเรือกระดาษสีดำนับไม่ถ้วนที่หลั่งไหลพุ่งเข้ามาที่หว่างคิ้วของเขา...