- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 260 สตรีสูงศักดิ์ช่วยเหลือ เรื่องราวในอดีตของกลุ่มมารหลัว
บทที่ 260 สตรีสูงศักดิ์ช่วยเหลือ เรื่องราวในอดีตของกลุ่มมารหลัว
บทที่ 260 สตรีสูงศักดิ์ช่วยเหลือ เรื่องราวในอดีตของกลุ่มมารหลัว
บทที่ 260 สตรีสูงศักดิ์ช่วยเหลือ เรื่องราวในอดีตของกลุ่มมารหลัว
ในสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาขนานแท้ที่ใช้ร่วมกับวิชาลับเสริมพลัง พลังทำลายล้างที่ระเบิดออกมานั้น มากพอที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนต้องขวัญผวา
ยิ่งไปกว่านั้น การเตรียมการอื่นๆ ของหวังอี้ก็เริ่มทำงานไปพร้อมๆ กัน
ห่างออกไปพันเมตร ภายในอาณาเขตของค่ายกลพรางตา
โลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ศพอาฆาตไท่หยินกระโดดออกมา ก่อนจะหันไปทางเฒ่ามารเบญจพิษแล้วโค้งคำนับให้แต่ไกลอย่างรวดเร็ว
คำสาปศพหยินจุติอาฆาต!
สุดยอดวิชาคาถาสายศพที่ช่วยลดทอนสถานะของศัตรู! การลดทอนพลังลงถึงห้าส่วน ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ยังต้องทรุด แน่นอนว่าการที่คำสาปจะสัมฤทธิ์ผลได้ ระดับพลังของทั้งสองฝ่ายต้องห่างกันไม่มากจนเกินไป
ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ที่เฒ่ามารเบญจพิษไม่อาจหลุดพ้นไปจากเงื่อนไขนี้ได้
หลังจากศพอาฆาตโค้งคำนับเสร็จ ภารกิจของมันก็ถือว่าเสร็จสิ้น มันกระโดดกลับเข้าไปในโลงศพตามเดิม และผู้ที่ปรากฏตัวออกมาเป็นรายต่อไปก็คือศพอสนี
หวังอี้ปล่อยหมัดมังกรอสูรที่แฝงไปด้วย [ใจสังหารซิวหลัว] ออกไป โจมตีพร้อมกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ มังกรอสูรหยินมรณะที่แปรสภาพมาจากพลังปราณและเลือดลม พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับกระแสอากาศแห่งจิตสังหารอย่างฉับพลัน!
ซัดเฒ่ามารเบญจพิษจนลอยละลิ่วขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะระเบิดออกเสียงดังสนั่น
ในเวลาเดียวกัน ศพอสนีก็กระโดดข้ามระยะทางนับพันเมตรเข้ามาอย่างรวดเร็ว สายฟ้าจำนวนมหาศาลรวมตัวกันบนร่างของมัน เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท กลุ่มควันรูปดอกเห็ดพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน
เฒ่ามารเบญจพิษถูกซัดให้ตกลงมาอีกครั้ง และในขณะเดียวกัน หวังอี้ก็กระตุ้นการใช้งานครั้งสุดท้ายของยันต์วิเศษอสนีสวรรค์ เสาอสนีที่แทบจะปรากฏขึ้นในชั่วพริบตา ฟาดผ่าลงมาอีกระลอก
อัดเฒ่ามารเบญจพิษจมลึกลงไปในพื้นดิน
การโจมตีแบบต่อเนื่องชุดนี้ ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย ครั้งนี้... หวังอี้มั่นใจแปดส่วนว่าต้องสำเร็จ เขาไม่เชื่อหรอกว่า ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับแก่นทองคำขั้นเจ็ดคนหนึ่ง จะแข็งแกร่งไปได้สักแค่ไหนเชียว
ท่ามกลางความระแวดระวัง ฝุ่นควันค่อยๆ จางหายไป
ภายในหลุมลึกหลายสิบเมตร จู่ๆ ก็มีเสียงร้องที่แตกต่างกันดังขึ้น
เสียงกบ เสียงแมลงร้อง... และเสียงขู่ฟ่อของงู
คางคก ตะขาบ แมงป่อง กิ้งก่า งู
นี่คือสัตว์มีพิษทั้งห้าที่คนทั่วไปรู้จักกันดี และพวกมันก็คือสัตว์อสูรพิษประจำตัวของวิชา [คัมภีร์เบญจพิษ] ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะตัวที่เฒ่ามารเบญจพิษฝึกฝน เขาสามารถหล่อเลี้ยงสิ่งของประจำตัวได้ถึงห้าอย่างในเวลาเดียวกัน
และนี่ก็คือรากฐานความแข็งแกร่งของเขา การดึงเอาสัตว์พิษทั้งห้ามาใช้กับวิชาแยกร่าง ไม่ว่าจะใช้ต่อสู้หรือใช้สำรวจหาสมบัติ ล้วนไร้พ่ายมาโดยตลอด
สัตว์อสูรพิษกับแมลงกู่นั้นมองดูเผินๆ อาจจะคล้ายคลึงกัน แต่แท้จริงแล้วพวกมันคือสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"วิชาวัฏจักรเบญจพิษ!"
ควันพิษห้าสีพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุมลึกอย่างฉับพลัน แปรสภาพเป็นเงามายาของสัตว์อสูรพิษทั้งห้า เฒ่ามารเบญจพิษยืนอยู่ท่ามกลางเงามายาเหล่านั้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
สภาพของเขาดูย่ำแย่มาก
จากเดิมที่มีรูปร่างผอมแห้งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ดูราวกับโครงกระดูกที่ถูกห่อหุ้มด้วยผิวหนังมนุษย์ ภายใต้ผิวหนังมีแมลงจำนวนมากกำลังไต่ยั้วเยี้ยไปมา
พวกมันกัดกินเลือดเนื้อของเขาไปพร้อมๆ กับการรักษาอาการบาดเจ็บ
รอยไหม้ที่เกิดจากสายฟ้า และบาดแผลที่เกิดจากกรงเล็บของศพอสนี กำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของหวังอี้เริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
วิชาวัฏจักรเบญจพิษดูเหมือนจะเป็นวิชาที่มีประโยชน์หลากหลาย ไม่เพียงแต่จะมีอานุภาพในการโจมตีที่โดดเด่นเท่านั้น แต่มันยังสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ และป้องกันการโจมตีจากศัตรูได้อีกด้วย
การสืบทอดวิชาเช่นนี้ ไม่น่าใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไปจะมีโอกาสได้ครอบครอง
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อมูลจากหอสดับลม เฒ่ามารเบญจพิษเคลื่อนไหวอยู่ในป่ากระดูกอสูรสวรรค์มานานกว่าสามร้อยปีแล้ว การที่เขาจะได้รับวาสนาอะไรบางอย่างในดินแดนลี้ลับแห่งนี้ ก็เป็นเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลดี
มิน่าเล่าถึงไม่ได้สนใจการสืบทอดวิชาระดับวิญญาณแรกกำเนิดของเขาเลย บางทีตัวเขาเองอาจจะมีวิชาระดับนั้นอยู่แล้วก็เป็นได้
"…ไอ้หนู"
โดนกับดักซ้อนเข้าไปถึงสองชั้น อาการบาดเจ็บของเฒ่ามารเบญจพิษจึงสาหัสมาก ทว่ามันก็ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องตายสถานเดียว ในขณะที่เขาควบคุมควันพิษห้าสี
เขาก็จ้องมองหวังอี้เขม็ง พลางเอ่ยขึ้น
"ไพ่ตายของเจ้าไม่เลวเลย แถมยังมีแผนการที่ล้ำลึกอีกต่างหาก"
"แต่น่าเสียดายที่พลังบำเพ็ญเพียรของเจ้ายังอ่อนด้อยไปสักหน่อย หากยันต์วิเศษนั่นมีพลังถึงระดับสามขั้นสูงสุดล่ะก็ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะพลาดท่าให้เจ้าจริงๆ ก็ได้
"แต่ตอนนี้… ไปลงนรกซะเถอะ!!!"
กรุ๊งกริ๊ง~
ไม้เท้างูที่หวังอี้คอยระแวดระวังมาโดยตลอด กลับไม่ใช่อาวุธวิเศษประจำตัวของเฒ่ามารผู้นี้ แท้จริงแล้วมันคือห่วงกระดิ่งเงินที่เขาถืออยู่ในมือต่างหาก
ดูเผินๆ เหมือนของเล่นเด็ก ทว่ามันกลับส่งเสริมซึ่งกันและกันกับสัตว์อสูรเบญจพิษประจำตัวของเขา ทันทีที่เสียงกระดิ่งดังกังวานขึ้น
ควันพิษห้าสีก็แปรเปลี่ยนเป็นห่วงพิษพุ่งเข้าโจมตีหวังอี้อย่างต่อเนื่อง
สถานะอักขระสายฟ้าบนร่างของเขายังไม่สิ้นสุดลง
ความเร็วของเขาจึงเหนือล้ำกว่าปกติมาก เพียงแค่ตวัดเท้าเตะครั้งเดียว แผ่นดินก็ปริแตกออกอย่างรวดเร็ว ก้อนหินขนาดยักษ์ตั้งชันขึ้นมาราวกับไม้กระดก ดูคล้ายกับภูเขาขนาดย่อม
ในชั่วพริบตาที่ห่วงเบญจพิษพุ่งเข้าปะทะกับก้อนหินยักษ์
ฝุ่นควันหนาทึบก็กระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องและสายฟ้าแลบ หวังอี้กับศพอสนีก็แยกย้ายกันไปคนละทาง อ้อมหลบห่วงพิษห้าสี แล้วพุ่งเข้าโจมตีร่างจริงของเฒ่ามารอย่างดุเดือด
วิหคอสนีร่ำร้อง!
มังกรอสูรหยินมรณะที่ถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้าและหมอกโลหิตพุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง ศพอสนีแผดเสียงคำรามลั่น
เมฆดำที่ยังไม่สลายตัวไปบนท้องฟ้า ก็ฟาดสายฟ้าลงมาอีกห้าสาย สายฟ้าเหล่านั้นแปรสภาพเป็นโซ่ตรวน เข้ารัดพันแขน ขา และลำคอของเฒ่ามารเอาไว้แน่น ดึงรั้งให้เขาอยู่ในท่ากางแขนกางขาอย่างไม่อาจขัดขืนได้
ศพอสนีมีทั้งพลังโจมตีและพลังป้องกันที่สมดุล ไม่ว่าจะสู้ระยะใกล้หรือระยะไกลก็ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งสิ้น
นับตั้งแต่เลื่อนขั้นเป็นระดับสาม มันก็ได้ครอบครองวิชาวิเศษประจำตัวที่ชื่อว่า [เรียกอสนีปลุกสายฟ้า]!
อีกทั้งยังมี "เสื้อศพสายฟ้า" ที่ไม่ด้อยไปกว่าศพเกราะในระดับเดียวกันเลย
และ "พลังอาฆาตอสนีบริสุทธิ์" ที่ไม่ด้อยไปกว่าศพอาฆาต เจียงซือล้วนมีความสามารถเฉพาะตัว และเมื่อมาอยู่ในมือของศพอสนี มันก็จะเกิดการกลายพันธุ์ในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าศพอสนีแทบจะไม่มีจุดอ่อนตามแบบฉบับของเจียงซือทั่วไปเลย
[วิชาควบคุมสายฟ้า] ของมันเข้าขั้นสมบูรณ์ โซ่ตรวนสายฟ้าชุดนี้ก็เกิดจากวิชาควบคุมสายฟ้านี่แหละ
กลยุทธ์บุกทะลวงของหวังอี้ ช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทว่าเฒ่ามารเบญจพิษที่มีประสบการณ์การต่อสู้สูงส่ง จะไม่ระแวดระวังเขาได้อย่างไรกัน
การโจมตีขนาบซ้ายขวาของเขา สามารถฉีกร่างของเฒ่ามารเบญจพิษออกเป็นสองซีกได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางห่าฝนเลือดที่โปรยปรายลงมา เลือดเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นหยดเลือดพิษห้าสี
ขณะที่หวังอี้กำลังจะถอยฉากหลบ ห่วงพิษห้าสีก็พุ่งตามมาจากด้านหลัง กระแทกเข้าที่แผ่นหลังของเขาอย่างจัง ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนและคามเจ็บปวดจากพิษที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เขายากที่จะยืนตัวตรงได้ในทันที
เขาหันขวับไปมองหลุมลึกที่เขาเพิ่งจะซัดเฒ่ามารร่วงลงไป
เป็นไปตามคาด
เฒ่ามารผู้เชี่ยวชาญวิชาแยกร่างพิษ ได้บินออกมาจากหลุมนั้นอีกครั้ง สัมผัสเทวะของหวังอี้รับรู้ได้หลายต่อหลายครั้ง ว่าเจ้านี่คือร่างจริงอย่างแน่นอน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ใจเย็นๆ"
เขาเตือนตัวเองในใจ หวังอี้หรี่ตาลง พยายามคิดหาหนทางรับมือ เขาเคยคิดเผื่อเอาไว้แล้วว่าแผนการซุ่มโจมตีอาจจะล้มเหลว และได้เตรียมวิธีรับมือเอาไว้แล้ว
ทว่าการที่อีกฝ่ายโดนกับดักเข้าไปเต็มๆ แต่ยังคงดื้อด้านได้ขนาดนี้ มันเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลมาก
"ไอ้หนู รู้สึกคันยุบยิบที่อวัยวะภายในบ้างหรือยังล่ะ?
"วิชาวัฏจักรเบญจพิษของข้า เป็นการหลอมรวมพิษร้ายแรงทั้งห้าชนิดเข้าด้วยกัน แทบจะไม่มีใครแก้พิษนี้ได้ เจ้าก็เตรียมตัวรอวันกลายเป็นแอ่งหนองได้เลย~ คิกๆๆๆ!"
ไม่ถูกสิ!
หากอีกฝ่ายไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ก็ต้องสามารถบดขยี้เขาได้อย่างแน่นอน ไม่ใช่มาใช้วิธีเอาพิษมาค่อยๆ ทรมานเขาให้ตายอย่างช้าๆ แบบนี้
กลัวว่าเขาจะมีไพ่ตายเหลืออยู่งั้นหรือ? ไม่น่าใช่!
น่าจะเป็นเพราะร่างจริงได้รับบาดเจ็บสาหัสต่างหาก ถึงขั้นที่ต้องมอบอาวุธวิเศษประจำตัวอย่าง [กระดิ่งเงินเบญจพิษ] ให้ร่างแยกนำมาใช้… นี่มันกลัวตายชัดๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความกดดันในใจของหวังอี้ก็ลดลงไปมาก
เป้าหมายแรกเริ่มของเขาก็คือการทำให้เฒ่ามารเบญจพิษบาดเจ็บสาหัส เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีแรงตามล่าเขาได้อีกระยะหนึ่ง รอจนกว่าคางคกหยกไร้มลทินจะลอกคราบเสร็จสมบูรณ์
และกลายร่างเป็นตัวเต็มวัยอย่างแท้จริง รอยประทับติดตามหัวกะโหลกพิษบนร่างของเขา ก็จะสามารถลบออกได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความสามารถของคางคกหยกไร้มลทินที่สามารถสะกดข่มวิถีพิษได้ เขาถึงขั้นสามารถเป็นฝ่ายตามล่าเฒ่ามารเบญจพิษกลับได้เลยทีเดียว เพียงแต่อีกฝ่ายดันมาเจอเขาในจังหวะที่เหมาะสมพอดีเท่านั้นเอง
"ฮ่าๆๆๆ"
"ไอ้แก่หน้าผี เจ้ากลัวแล้วล่ะสิ!"
"จะบอกอะไรให้เอาบุญนะ มารเฒ่าตี้จ้างยังมอบไพ่ตายให้ข้าอีกเพียบ หากไม่อยากตายตกไปตามกันก็ไสหัวไปซะ"
ตู้มมม! หวังอี้เริ่มเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
ลำแสงสายฟ้าสองสายพุ่งทะยานเข้ามา เฒ่ามารเบญจพิษกำลังจะถอยหลังหลบ ทว่าจู่ๆ เขาก็รู้สึกใจหายวาบ เมื่อดวงตาคู่หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของเขา
การโจมตีทางจิตใจของหมัดสังหารซิวหลัวน้อย ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
ในชั่วพริบตาที่ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ลำแสงสายฟ้าจากทั้งซ้ายและขวาก็พุ่งเข้ามาฉีกร่างของเขาออกเป็นสองซีกอีกครั้ง
การที่ร่างแยกต้องมาตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่ร่างจริงก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทำให้เฒ่ามารเบญจพิษต้องแบกรับความกดดันอย่างหนักหน่วง วิชาแยกร่างพิษของเขาไม่ได้ใช้ได้ไม่จำกัดเสียหน่อย
ทุกครั้งที่ใช้งาน เขาจะต้องแบ่งพลังส่วนหนึ่งออกไป
ทว่าในตอนนี้ ร่างจริงของเขากลับต้องการพลังส่วนนี้อย่างยิ่ง เพื่อมากดข่มอาการบาดเจ็บเอาไว้ สายฟ้าอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งที่กำลังอาละวาดอยู่ภายในร่างกาย รวมไปถึงพลังอาฆาตแห่งดวงจันทร์ที่เกาะติดหนึบราวกับหนอนชอนไช
ล้วนส่งผลกระทบต่อเขาอย่างรุนแรง
"บัดซบเอ๊ย"
เมื่อรู้ว่าคงต้องยุติการต่อสู้ลงเพียงเท่านี้ เฒ่ามารก็ไม่ได้สร้างร่างแยกขึ้นมาขัดขวางอีก ทว่าเขากลับใช้วิธีกระจายเสียง เพื่อสานต่อกลยุทธ์หัวเราะเยาะกดดันศัตรูต่อไป
"ข้าจะไปตามหาศพของเจ้า โดนพิษร้ายแรงทั้งห้าเข้าไป เจ้าอยู่ได้อีกไม่นานหรอก"
หวังอี้ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป
เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะสู้ต่อ เขาก็เหยียบลงบนหลังของศพอสนี แล้วใช้วิชาควบคุมศพบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของแคว้นโหยว
ส่วนพิษร้ายแรงทั้งห้าในร่างกายนั้น เขาแทบจะไม่ได้ใส่ใจมันเลย ร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับสาม ย่อมไม่ถูกพิษที่ยังไม่ถึงระดับสี่คร่าชีวิตได้ง่ายๆ หรอก
แต่มันก็ขับไล่ออกไปได้ยากเช่นกัน ทำได้เพียงแค่ต้องกัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดไปก่อน รอให้คางคกหยกไร้มลทินตื่นขึ้นมา ก็จะสามารถถอนพิษได้แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้ประโยชน์จากความโชคร้ายในครั้งนี้ ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นก็เป็นได้
การบำเพ็ญเพียรสายกายาเมื่อถึงระดับสาม จะต้องเน้นไปที่การฝึกฝน [ไขกระดูกเทวะ] เป็นหลัก เมื่อใดที่กระดูกสันหลังมังกรเต็มไปด้วยไขกระดูกเทวะ ก็หมายความว่าเขาได้บรรลุถึงระดับสามขั้นสูงสุดแล้ว
ตอนนี้มันยังมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น ยังห่างไกลจากเป้าหมายอีกยาวไกล คงต้องอาศัยของวิเศษฟ้าดินต่างๆ มาช่วยหล่อเลี้ยง และหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการขัดเกลามัน
การใช้ร่างกายต่อสู้ ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีขัดเกลาเช่นกัน
ครึ่งชั่วยามต่อมา สถานะอักขระสายฟ้าก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ อักขระสายฟ้าที่ดูเหมือนรอยสักบนร่างของหวังอี้ ค่อยๆ จางหายไป เขาจะต้องดูดซับปราณอสนีให้เพียงพอ ถึงจะสามารถใช้งานมันได้อีกครั้ง
ส่วนความคืบหน้าของอักขระวายุนั้นยังมีเพียงน้อยนิด จึงยากที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ในเวลานี้
ทว่า...
ในขณะที่เขาหยุดพักเพื่อฟื้นฟูปราณแท้ เงาร่างที่คุ้นตาของใครบางคนก็เดินตรงเข้ามาหาเขา ในมือของนางหิ้วศพที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ร่างจริงของเฒ่ามารเบญจพิษนั่นเอง!
ผู้มาเยือนคือคนที่หวังอี้เคยพบหน้ามาก่อน เขาเคยเรียกนางแบบติดตลกว่า 'สตรีสูงศักดิ์แห่งไท่หู' นางคือผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสายตรงของอารามเพลิงอสนีบาต ผู้เชี่ยวชาญวิชาย่นปฐพีจนถึงขั้นแตกฉาน
และในตอนนี้...
นางที่กำลังแผ่กลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด กลับกำลังหิ้วศพของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นเจ็ดอยู่...
หางตาของหวังอี้อดไม่ได้ที่จะกระตุก
"สหายเต๋าโปรดหยุดอยู่ตรงนั้น เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?"
สตรีสูงศักดิ์แห่งไท่หูหยุดฝีเท้าลง นางโยนศพทิ้งไว้ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะอธิบาย
"เมื่อครู่ข้าอยู่แถวๆ นี้พอดี บังเอิญสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายฟ้าตอนที่พวกเจ้าต่อสู้กัน ข้าก็เลยจำเจ้าได้..."
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ
"มารร้ายตนนี้ก่อกรรมทำเข็ญมานับไม่ถ้วน สมควรตายเป็นอย่างยิ่ง ข้าแค่อยากจะถามเรื่องราวของกลุ่มมารหลัวจากเจ้าเพิ่มเติม ศพนี่ถือเป็นของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน"
หวังอี้เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที แม้ว่าเฒ่ามารเบญจพิษจะบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว แต่การที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดอย่างนาง ไม่เพียงแต่จะจับตัวเขาได้อย่างแม่นยำ แต่นางยังสามารถสังหารเขาได้โดยไร้รอยขีดข่วนอีกต่างหาก
เพียงเพื่อจะถามเรื่องกลุ่มมารหลัวจากเขาเนี่ยนะ มันไม่ดูเป็นเรื่องเล่นๆ ไปหน่อยหรือไง?
บางทียันต์วิเศษในมือของสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ อาจจะเป็นแค่ไพ่ตายระดับล่างสุดของนางก็ได้...
หวังอี้ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
"เรื่องที่ข้ารู้ ข้าก็บอกเจ้าไปหมดแล้ว เจ้าไม่ได้ไปซื้อข่าวจากหอเทียนเป่ามาหรือไง?"
"ไปมาแล้ว แต่การที่เจ้ามีหน้ากากผีปฐพีหลัวไว้ในครอบครอง แสดงว่าเจ้าต้องรู้ข้อมูลที่ลึกกว่านั้นแน่ เรื่องราวเกี่ยวกับมารเฒ่าหยินหยางและกลุ่มมารหลัว ข้าอยากรู้ทุกอย่างเลย"