เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 255 สี่ราชาสมุนไพรมารโลหิต สถานการณ์ภายนอก

บทที่ 255 สี่ราชาสมุนไพรมารโลหิต สถานการณ์ภายนอก

บทที่ 255 สี่ราชาสมุนไพรมารโลหิต สถานการณ์ภายนอก


บทที่ 255 สี่ราชาสมุนไพรมารโลหิต สถานการณ์ภายนอก

"ข้างหน้านั่นคือจุดศูนย์กลางค่ายกลของสวนสมุนไพรแล้ว ระวังตัวให้ดีล่ะ"

"อืม"

ผลตอบแทนมหาศาลไม่ได้ทำให้ทั้งสองลดความระแวดระวังลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ หวังอี้ก็ยิ่งระแวดระวังมากขึ้นเท่านั้น เขาคอยจับตาดูลมที่พัดผ่านและหญ้าที่ไหวเอนอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุด

จุดศูนย์กลางค่ายกลหนึ่งในหลายแห่งของสวนสมุนไพรวิญญาณสวรรค์ ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา

เนื่องจากหมอกโลหิตนั้นหนาทึบจนเกินไป ต่อให้ได้รับการเสริมพลังจากเนตรทมิฬไท่หยิน เขาก็ยังมองเห็นได้ไกลสุดเพียงแค่หกถึงเจ็ดเมตรเท่านั้น ส่วนหลงอี้หรานยิ่งแย่กว่า มองเห็นได้แค่สองเมตรเท่านั้นเอง

ดูเหมือนว่าเนตรทองคำมองปราณจะไร้ผลกับหมอกโลหิตพวกนี้ หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ความสามารถของมันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในสถานการณ์แบบนี้

ทั้งสองค่อยๆ คลำทางเดินหน้าต่อไป

ทันใดนั้น…

หลงอี้หรานก็เดินชนเข้ากับแผ่นหลังของหวังอี้อย่างจัง นางพบว่าร่างกายของเขาแข็งทื่อไปแล้ว

"เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ พี่... หวัง..."

น้ำเสียงของนางค่อยๆ แผ่วลง นั่นก็เป็นเพราะว่าท่ามกลางหมอกโลหิตเบื้องหน้า ปรากฏดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งที่สุกสกาวราวกับโคมไฟกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ แม้ความสูงของมันจะสู้ยักษ์ศพโลหิตไม่ได้ แต่มันก็สูงถึงสิบกว่าเมตรทีเดียว

กระแสลมสีแดงขุ่นมัวสองสาย พวยพุ่งออกมาจากใต้ดวงตาคู่นั้น

ดูคล้ายกับเป็นลมหายใจของมัน

หมอกโลหิตที่ลอยคลุ้งอยู่รอบๆ ตัวมัน ค่อยๆ กระจายตัวออกตามการเคลื่อนไหวของเงาร่างยักษ์ เผยให้เห็นโสมเฒ่าร่างสีเทาอมน้ำตาลที่มีรอยเหี่ยวย่นมากมายปรากฏขึ้นแก่สายตา บริเวณคางของมันเต็มไปด้วยรากฝอยโสมยาวเฟื้อย

บนหัวมีใบไม้สีเขียวสิบสองแฉกงอกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหัว ลำตัว หรือแม้กระทั่งแขนขา ล้วนอ้วนกลมตุ๊ต๊ะ หากไม่ใช่เพราะใบหน้าที่เหี่ยวย่นเหมือนคนแก่ จะเรียกว่าทารกยักษ์ก็คงไม่ผิดนัก

อึก...

หลงอี้หรานลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

"นี่... นี่มัน... ราชาสมุนไพร?!!"

"หนี!"

ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายเหนือล้ำกว่ายักษ์ศพโลหิตไปไกลโข กลิ่นอายบนร่างของมันทะลวงเข้าสู่ระดับสี่อย่างแน่นอน บนร่างของมันนอกจากรากฝอยแล้ว ก็ยังมีลวดลายสีโลหิตปรากฏอยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามันก็ถูกพลังมารโลหิตกัดกร่อนไปแล้วเช่นกัน

เพียงแค่ทั้งสองก้าวถอยหลัง โสมมารโลหิตก็ราวกับถูกกระตุ้นกลไกบางอย่าง แขนสั้นป้อมของมันทะลวงผ่านห้วงมิติเข้ามาในพริบตา ก่อนจะตบฟาดลงมาอย่างดุดัน

ฟิ้ววว

หวังอี้ปลิวละลิ่วลอยละล่องถอยหลังไปราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากแล่ง ขณะที่ยังลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เขาก็รู้สึกได้ว่ากระดูกหลายซี่หักสะบั้น ลมปราณภายในปั่นป่วน อวัยวะภายในบอบช้ำอย่างหนัก

เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากคำโต

เพียงแค่ฝ่ามือเดียว เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส มากพอที่จะทิ้งเงาฝังใจเอาไว้ให้เขาได้เลย

หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไร้ซึ่งสติปัญญา และเปลี่ยนจากการตะปบเป็นการทุบตีแทนล่ะก็

เขาคงได้ไปเฝ้ายมบาลแน่นอนแล้ว

โครมมม!!!

หวังอี้พุ่งชนกำแพงสีขาวบริเวณขอบสวนสมุนไพรจนแหลกละเอียด และยังทะลวงผ่านสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ไปอีกหลายหลัง กว่าจะสามารถหยุดร่างเอาไว้ได้ในที่สุด

หลงอี้หรานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หวังอี้มองยันต์มิติหลบหนีที่กำแน่นอยู่ในมือซ้ายด้วยรอยยิ้มขมขื่น เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะกระตุ้นการทำงานของมันด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นห่วงเป็นใยความเป็นความตายของอีกฝ่ายเลย

ด้วยสภาพความแข็งแกร่งทางร่างกายของนางแล้ว สถานการณ์คงไม่สู้ดีนัก

นี่ถือเป็น... การเสี่ยงเพื่อความมั่งคั่งครั้งที่สามที่เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นจนได้

เขาแทบจะแพ้ทางประโยคนี้ไปแล้ว ของวิเศษล้ำค่าหรือราชาสมุนไพรหมื่นปีอะไรกัน นี่มันของเอาชีวิตชัดๆ!

ทันทีที่ทรงตัวได้ หวังอี้ก็กางปีกจันทร์น้ำค้างแข็งออก พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทางออกของแดนลับอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมกับหยิบเอาโอสถวิเศษระดับสุดยอดออกมากลืนลงท้องไปจนหมดเกลี้ยง

นับตั้งแต่ถูกตบกระเด็นจนกระทั่งหลบหนีออกมา กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปไม่ถึงสามอึดใจเท่านั้น

วินาทีต่อมา

เขาก็รู้สึกได้ถึงเงาดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมมายังเบื้องหลัง โสมมารโลหิต... ตามมาแล้ว และเป้าหมายที่มันไล่ตามก็คือเขาด้วย!

"บัดซบเอ๊ย!!"

หมัดโสมพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า หวังอี้รีบพลิกตัวกลับอย่างรวดเร็ว

สองมือประกบเข้าหากัน กระตุ้นพลังของมหามุทราหวงเฉวียนออกมาจนถึงขีดสุด บิดเอวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดชกมังกรอสูรหยินมรณะขนาดร้อยเมตรออกไป โดยมีเปลวเพลิงโอสถมังกรน้ำแข็งปกคลุมอยู่ทั่วร่างมังกร

ในชั่วพริบตาสั้นๆ นั้น เขาได้งัดเอาไพ่ตายทั้งหมดที่มีออกมาใช้อย่างไม่คิดชีวิต และสิ่งที่ตามมาก็คือฉากอันน่าสิ้นหวัง

มหามุทราหวงเฉวียนแหลกสลายลงในหมัดของโสมมารโลหิต หวังอี้รู้ตัวดีว่าสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว จึงรีบกระตุ้นยันต์มิติหลบหนีในทันที

จากนั้น...

มังกรอสูรหยินมรณะที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม ก็ราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ มันถูกหมัดโสมบดขยี้จนแหลกสลายไปทีละนิ้วๆ ทิ้งไว้เพียงแค่รอยไหม้สีดำเป็นตราบาปเอาไว้บนหมัดของมันเท่านั้น

เปรี้ยง!

ในช่วงเวลาความเป็นความตาย เตาเหมันต์อุกกาบาตก็ช่วยชีวิตหวังอี้เอาไว้ได้ สมแล้วที่เป็นถึงอาวุธวิเศษระดับสามขั้นกลาง ต่อให้โสมมารโลหิตจะมีพลังเทียบเท่าระดับสี่ก็ตาม

ทว่าเพียงแค่การชกธรรมดาๆ ย่อมไม่มีทางทำลายมันให้แหลกสลายไปได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้

หวังอี้จึงโดนโสมเฒ่าอัดกระเด็นไปอีกรอบ ปลิวถลาไปราวกับกระสอบทราย เตาเหมันต์อุกกาบาตบุบสลายไปเป็นวงกว้าง หวังอี้ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างในถูกแรงสั่นสะเทือนอัดจนบาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง

เขารู้สึกได้เลยว่ากระดูกบริเวณหน้าอกแทบจะแหลกละเอียดไปหมดแล้ว

แต่ก็นับว่าโชคดี

ผลของยันต์มิติหลบหนีถูกกระตุ้นขึ้นมา โสมมารโลหิตไร้ซึ่งสติปัญญา ย่อมไม่มีปัญญาขัดขวางวิชาหลบหนีผ่านมิติได้ มันจึงทำได้เพียงแค่เบิกตาโพลงมองดูหวังอี้กลายสภาพเป็นลำแสงสีเงิน หายวับไปกับตา

มันแผดเสียงคำรามลั่นฟ้า ศีรษะอันใหญ่โตส่ายไปมาเพื่อสอดส่องมองหา ยามที่มันก้มมองลงไปบนพื้นดิน มุมปากที่เหี่ยวย่นก็แสยะยิ้มออกมาอย่างน่าเกลียดน่ากลัว

ขาสั้นป้อมอวบอ้วนของมัน กระทืบลงบนพื้นดินอย่างแรง

ครืนนน~

แรงสั่นสะเทือนในครั้งนี้ ราวกับทำให้ผืนปฐพีของมิติแดนลับสั่นไหวไปทั่วทั้งมิติ รอยแยกขนาดใหญ่ปริแตกออก ยักษ์ศพโลหิตที่สูงนับหลายร้อยเมตร ค่อยๆ ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากรอยแยกเหล่านั้นทีละตนๆ

ณ สวนสมุนไพรวิญญาณสวรรค์อันห่างไกล หมอกโลหิตที่ลอยคลุ้งอยู่เริ่มกระจายตัวออก

เผยให้เห็นร่างของราชาสมุนไพรมารโลหิตอีกสามตน เดินย่างกรายออกมาจากหมอกหนาทึบ

มีทั้งต้นที่รูปร่างเหมือนเห็ดหลินจือ และต้นที่รูปร่างเหมือนโสมเหอโส่วอู พวกมันพุ่งทะยานออกมาหยุดยืนเคียงข้างโสมมารโลหิตอย่างพร้อมเพรียง กลิ่นอายของพวกมันล้วนอยู่ในระดับสี่ทั้งสิ้น และตัวตนสุดท้าย...

กลับมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับดอกทานตะวันสีดำสนิท มีเพียงแค่บนฐานดอกเท่านั้นที่ปรากฏใบหน้าคนสีแดงฉานประทับอยู่ กลิ่นอายของมันน่าสะพรึงกลัวที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับสี่ขั้นปลาย

เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดเลยทีเดียว!

ยักษ์ศพโลหิตที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาแต่ละตน มีจำนวนมากกว่าพันตน ทุกตัวล้วนอยู่ในระดับสาม มีตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงสุด

กองกำลังมารโลหิตที่หลงเหลืออยู่ภายในมิติแดนลับนิกายวิญญาณสวรรค์ ต่างก็เดือดพล่านขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง พวกมันเดินตามหลังฝูงศพโลหิตธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วน มุ่งหน้าตรงไปยังประตูทางเข้าของมิติแดนลับ

ภายในชีพจรปฐพี

หลงอี้หรานใช้วิชาลับฝืนเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับชีพจรปฐพี นางรักษาชีวิตเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด ทว่าร่างกายซีกหนึ่งก็แหลกเหลวกลายเป็นโคลนตม นางไม่ได้มีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างหวังอี้นี่นา

หากชักช้าไปเพียงแค่วินาทีเดียว นางคงได้ตายตกไปอย่างสมบูรณ์แน่ๆ

ในขณะเดียวกัน ผลสะท้อนกลับจากการเชื่อมต่อกับชีพจรปฐพีก็กำลังสำแดงฤทธิ์ ร่างกายของนางเริ่มกลายเป็นหินอย่างช้าๆ มันกัดกร่อนไปจนถึงขาข้างหนึ่งเต็มๆ ถึงได้หยุดลงอย่างฉิวเฉียด

นางไม่กล้าชักช้า กัดฟันใช้ธงพสุธามารดาปฐพีหลบหนีไปตามชีพจรปฐพีอย่างสุดกำลัง โบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์แห่งนี้... มีอันตรายระดับมหันตภัยซุกซ่อนอยู่จริงๆ!

แม้ในใจจะกังวลเรื่องของหวังอี้อยู่บ้าง แต่นางก็ไม่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่อีกต่อไป นางมุ่งหน้าตรงไปยังประตูทางเข้าของมิติแดนลับ สถานที่บัดซบพรรณนี้ ใครอยากมาก็มาเถอะ ขอไม่เอาด้วยล่ะ

............

............

ในเวลาเดียวกัน ณ โลกภายนอก

ภูเขาผีหยิน

"สถานที่บัดซบนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานหลายคนลอยตัวอยู่กลางอากาศ กอดอกมองสำรวจภูเขาผีหยินไปพลาง และคอยระแวดระวังเงาร่างคนมากมายที่ยืนอออยู่บนท้องฟ้าไปพลาง

เมื่อหลายปีก่อน

คู่เทวะแดงขาวได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตามคำบอกเล่าของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ พวกเขาได้ไล่ตามพี่น้องตระกูลว่านแห่งเมืองแมงป่องพิษ มุ่งหน้ามาทางภูเขาผีหยิน ก่อนจะหายสาบสูญไปในที่สุด

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พื้นที่บริเวณภูเขาผีหยินที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึนตลอดทั้งปี เมฆดำเหล่านั้นก็สลายตัวไปจนแทบจะไม่เหลือ ในขณะที่ลมหยินแกว่งวิญญาณกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น

แล้วก็มีหมอกโลหิตลอยคลุ้งขึ้นมาจากใต้ดินทีละน้อยๆ ก่อนจะแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาผีหยินในที่สุด

สถานที่แห่งนี้เดิมทีก็เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการจับผีอยู่แล้ว เมืองต่างๆ ในละแวกป่ากระดูกอสูรสวรรค์ รวมถึงเขตแดนของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่คล้ายกับ 'เมืองหมื่นพิษ' ขุมกำลังนิกายต่างๆ... ล้วนเดินทางมาเสาะแสวงหาผลประโยชน์จากที่นี่ทั้งสิ้น

นับว่าเป็น 'สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม' เลยทีเดียว ความผิดปกติของหมอกโลหิตจึงถูกค้นพบมาตั้งนานแล้ว

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนจำนวนมากถูกดึงดูดให้มาที่นี่

ผู้บำเพ็ญเพียรจากแคว้นสันเขาเมฆา แคว้นเยี่ยฉง และแคว้นโหยว ต่างก็เดินทางมาตรวจสอบ หลายคนเชื่อว่านี่คือลางบอกเหตุการณ์ปรากฏตัวของของวิเศษหายาก ซึ่งเรื่องทำนองนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนฉื่อเหวียน

มักจะถูกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระผู้โชคดีไปกระตุ้นกลไกเข้า จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาด และดึงดูดขุมกำลังต่างๆ ให้มาที่นี่

ในเรื่องนี้ [โบราณสถานยุคบรรพกาล·ตงจี๋จิง] มีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเต็มที่~

ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องแคว้นจู๋เยว่กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด คนของอารามหวงเฉวียนก็เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ ผ่านทางป่ากระดูกอสูรสวรรค์ในแคว้นโหยว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องเผชิญหน้ากับคนของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน

และนี่ก็คือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดสองฝ่ายในขณะนี้

คนจากยอดเขาพิษกู่ของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน มีจำนวนมากที่สุด นักพรตตะขาบมารที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองหมื่นพิษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำแห่งวิถีแมลงกู่ทั้งหกคนที่เร่งรุดเดินทางมาจากนิกาย

ตลอดจนเจ้าเมืองต่างๆ ที่สังกัดนิกายศักดิ์สิทธิ์ อย่างเช่น เมืองแมงป่องพิษ เมืองจางหลิว เมืองฟางเซียง... เป็นต้น ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกเขาแตกต่างกันไป มีทั้งสร้างรากฐานและแก่นทองคำ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ พวกเขาทุกคนต่างก็นำกองกำลังทหารมาด้วยจำนวนมหาศาล

หากหวังอี้อยู่ที่นี่ เขาก็คงจะจำสองพ่อลูกคู่หนึ่งได้อย่างแน่นอน

เจินเหรินงูมรกต และลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขา หลิ่วจินเซียน!

ฝ่ายหลังเข้ามาปะปนอยู่ในเมืองหมื่นพิษได้ระยะหนึ่งแล้ว นางมีฉายาว่าแม่นางแมลง ระดับพลังบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสี่ นางคือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ภูเขากระดูกดำอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่หวังอี้เท่านั้น

ทางฝั่งอารามหวงเฉวียน มีระดับแก่นทองคำรวมห้าคน และผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานอีกกว่ายี่สิบคน พวกเขายืนประจันหน้ากับนิกายโลหิตวิญญาณผกผันอยู่คนละฝั่งฟากฟ้า โดยเว้นระยะห่างเอาไว้พอสมควร

นอกจากนี้ ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอีกกว่าหมื่นคนที่ซ่อนตัวอยู่ตามป่าทึบใกล้กับภูเขาผีหยิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณ แต่ก็อาจจะมีระดับแก่นทองคำปะปนอยู่บ้างก็เป็นได้

ยังมีตระกูลระดับแก่นทองคำ สำนักระดับสาม และสำนักระดับหนึ่งเดินทางมาเข้าร่วมด้วย

นิกายมารอัคคี ตำหนักหยินกุ่ย หุบเขามารปฐพี ตระกูลว่านแห่งเมืองแมงป่องพิษ ตระกูลหร่วน... ตระกูลโจวแห่งหลิงเตี้ยน ตระกูลหยวน และอื่นๆ อีกมากมาย

ขุมกำลังที่พึ่งพิงอาศัยอยู่ในเขตอิทธิพลของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาย่อมต้องเอนเอียงไปทางนิกายศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้บำเพ็ญเพียรจากอารามหวงเฉวียนเป็นอย่างมาก

การเผชิญหน้าดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

นอกจากการส่งสายลับเข้าไปสำรวจหาความผิดปกติ ทุกคนต่างก็เฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น ปรมาจารย์ค่ายกลหลายคนฟันธงว่า ภายในเวลาสามปี สถานที่แห่งนี้จะต้องเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาอย่างแน่นอน

"ท่านพ่อ ท่านไม่คิดว่าหมอกโลหิตพวกนี้ มันดูคุ้นๆ ตาบ้างหรือเจ้าคะ?"

หลิ่วจินเซียนดึงเจินเหรินงูมรกตมาหลบมุมอยู่ด้านข้าง ก่อนจะส่งเสียงผ่านสัมผัสเทวะไปหาเขาในระยะประชิด จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครดักฟัง

เมื่อได้ยินคำถามของลูกสาว เจินเหรินงูมรกตก็ขมวดคิ้วมุ่น

"ก็คุ้นๆ อยู่นะ กลิ่นอายแบบนี้ดูคล้ายกับคนของยอดเขาโลหิตปรโลกเลย หรือว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นแผนการที่พวกเขาวางเอาไว้?"

เมื่อได้ยินคำว่า ยอดเขาโลหิตปรโลก หลิ่วจินเซียนก็ราวกับฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบส่งเสียงร้องอุทานออกมา

"ข้านึกออกแล้วท่านพ่อ ตอนเด็กๆ ข้าเคยไปทดสอบพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรคัมภีร์โลหิตที่ตำหนักมารโลหิต ข้าจำได้ว่าตอนที่ลู่เฉินโจวสัมผัสกับคัมภีร์โลหิต มันก็แผ่กลิ่นอายแบบนี้ออกมาเลยเจ้าค่ะ"

"ลู่เฉินโจว... แน่ใจนะ?"

คนผู้นี้คือหนึ่งในลูกศิษย์ของเจ้าตำหนักมารโลหิต เนื่องจากการบำเพ็ญเพียรวิชามารโลหิต ทำให้พลังของเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาสามารถดูดกลืนเลือดของคนอื่นเพื่อเพิ่มพูนพลังการบำเพ็ญเพียรของตนเองได้

แม้จะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลิ่วจินเซียน แต่เขากลับเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำขั้นปลายไปแล้ว และยังมีโอกาสที่จะบรรลุเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดอีกด้วย

"ลูกจำไม่ผิดแน่เจ้าค่ะ กลิ่นอายมันเหมือนกับลู่เฉินโจวในตอนนั้นไม่มีผิดเพี้ยนเลย"

สีหน้าของเจินเหรินงูมรกตพลันมืดครึ้มลง เขารีบหยิบยันต์มิติหลบหนีระดับสามออกมาแผ่นหนึ่ง ก่อนจะยัดมันใส่มือของหลิ่วจินเซียน

"หากสถานการณ์ไม่สู้ดี ให้รีบหนีไปทันทีเลยนะ"

"ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"

"พ่อจะไปติดต่อท่านอาอาจารย์อู๋ของเจ้าสักหน่อย เขาเป็นคนกว้างขวางและรอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์โบราณเป็นอย่างดี บางทีเขาอาจจะรู้ความลับบางอย่างของป่ากระดูกอสูรสวรรค์ในแถบนี้ก็เป็นได้"

"ได้เจ้าค่ะ"

กล่าวจบ เจินเหรินงูมรกตก็หยิบหยกสื่อสารออกมา เขากัดฟันหยิบหินวิญญาณระดับสูงออกมาห้าก้อนอย่างเสียดาย เพื่อใช้วิชาลับเสริมขอบเขตการสื่อสารของหยกสื่อสาร

แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่สามารถเชื่อมต่อไปถึงสำนักของนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง

ยังต้องอาศัยการส่งต่ออีกหลายทอด กว่าจะส่งข้อความไปถึงสำนักได้

ในเวลานั้นเอง ณ กลางอากาศเหนือภูเขาผีหยิน

ท่ามกลางสายตาของฝูงชน ลำแสงสีเงินก็พลันปรากฏขึ้น ร่างที่ดูสะบักสะบอมและสวมหน้ากากยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ลมหายใจปั่นป่วน สภาพดูเหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาหมาดๆ

หวังอี้: "..."

จบบทที่ บทที่ 255 สี่ราชาสมุนไพรมารโลหิต สถานการณ์ภายนอก

คัดลอกลิงก์แล้ว