เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250 สร้างรากฐานขั้นแปด ศพอสนีเผชิญทัณฑ์

บทที่ 250 สร้างรากฐานขั้นแปด ศพอสนีเผชิญทัณฑ์

บทที่ 250 สร้างรากฐานขั้นแปด ศพอสนีเผชิญทัณฑ์


บทที่ 250 สร้างรากฐานขั้นแปด ศพอสนีเผชิญทัณฑ์

หลงอี้หรานอดประหลาดใจไม่ได้ สิ่งที่หวังอี้พูดถึงย่อมเป็นการทะลวงขอบเขตบำเพ็ญเพียรสายกายา ช่างบังเอิญนักที่จะได้ผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปพร้อมกันทั้งสาม ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอีกระลอก

เขาไม่เพียงแต่ได้รับการชำระล้างจากชีพจรมังกรจนศักยภาพร่างกายยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ในมือยังมีของวิเศษสำหรับทะลวงระดับอย่าง [หยาดของเหลววิเศษใจบงกชหลิวหลี] อยู่อีกด้วย

ดังนั้นความมั่นใจจึงมีมากกว่าหลงอี้หรานเสียอีก

ให้ศพอสนีทดลองเป็นด่านแรก รอจนกว่าเขาจะประเมินอานุภาพของทัณฑ์อสนีได้แล้ว จึงค่อยให้หลงอี้หรานทดสอบประสิทธิภาพของธงค่ายกลกระจายอสนีอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาถึงจะลงมือทะลวงขอบเขตด้วยตัวเอง

หากเป็นเช่นนี้ ความปลอดภัยในการสำรวจโบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์ต่อไปก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องถอยออกไปเพื่อรอมาใหม่ในคราวหน้า ครั้งนี้เขาจะต้องเติมเต็มการสืบทอดเคล็ดวิญญาณโบราณให้สมบูรณ์จงได้

มิเช่นนั้น ศพกลายพันธุ์ที่เขาหลอมขึ้นมาทั้งสามตน คงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ออกศึกพร้อมกัน แบบนั้นมันจะไปใช้ได้ยังไงล่ะ!

"ข้าเข้าใจแล้ว"

หลังจากตรวจสอบสถานะของ [ค่ายกลวิเศษกระจายอสนีหลบภัยใจสวรรค์] เสร็จ หลงอี้หรานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมเชย

"เป็นธงค่ายกลที่ล้ำลึกจริงๆ พลังต่อต้านสายฟ้าของมันแทบจะไปถึงขีดสุดของวัสดุที่ใช้ทำแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการต้านทานอานุภาพสวรรค์ นั่นแหละคือหัวใจสำคัญเลย"

"อานุภาพสวรรค์?"

"ใช่ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์อสนีจริงๆ อานุภาพสวรรค์อันทรงพลังขุมนั้นมากพอที่จะบดขยี้เจตจำนงของผู้บำเพ็ญเพียร ส่งผลให้ไม่อาจรีดเร้นพลังฝีมือออกมาได้ถึงแปดส่วน"

หวังอี้ถึงกับกระจ่างแจ้ง ตอนที่เขาสร้างรากฐาน เขาต้องสูญเสียเวลาและเรี่ยวแรงไปอย่างมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องและประสบการณ์จากคนรุ่นก่อน

หลังจากไปยังเมืองหยกวิญญาณ เขาก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องเคล็ดลับการควบแน่นแก่นทองคำให้ลึกซึ้งมากนัก

ความสนใจทั้งหมดของเขาล้วนทุ่มเทให้กับการยกระดับพลังวิญญาณและสมาธิ เพราะนั่นคือเงื่อนไขพื้นฐานในการควบแน่นแก่นทองคำ กลับกลายเป็นว่าเขาแทบจะไม่รู้เรื่องปัจจัยภายนอกอย่างทัณฑ์อสนีเลยแม้แต่น้อย

พูดไปแล้วก็น่าละอายใจนัก ที่ดันต้องมาให้ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระช่วยให้ความรู้

"พวกเราถอยไปที่ขอบมิติแดนลับกันก่อนเถอะ ตรงทางเข้านิกายวิญญาณสวรรค์เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรสักระยะหนึ่ง พวกศพโลหิตคงไม่ตามไปไกลถึงขนาดนั้นหรอก"

"ได้"

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ทั้งสองก็รีบถอยออกจากซากปรักหักพัง ระหว่างทางหากพบศพโลหิต เขาจะใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูรอบหนึ่ง เพื่อค้นหาว่ามีพวกป้ายประจำตัวหรือของทำนองนั้นอยู่หรือไม่

หากมีก็เก็บมาแล้วแช่แข็งมันไว้ หากไม่มี ก็แช่แข็งมันไปตรงๆ เลย

ศพโลหิตเหล่านี้แม้จะน่ากลัว ทว่าเมื่อจับทางได้แล้ว การรับมือกับพวกมันก็ถือว่าไม่ยากเย็นนัก ในกรณีที่ไม่คำนึงถึงการสิ้นเปลืองปราณแท้ น้ำแข็งดำที่เขาสร้างขึ้นมาก็มากพอที่จะสะกดศพโลหิตธรรมดาเอาไว้ได้นานหลายปี

กว่าค่อนวันผ่านไป พวกเขาก็หลุดพ้นจากวงล้อมได้อย่างราบรื่น

บริเวณทางเข้าแดนลับเป็นเพียงสถานที่เดียวที่ไม่ถูกหมอกโลหิตปกคลุม ทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง

ซ่าาา...

ทันทีที่มาถึง หวังอี้ก็โยนกองป้ายประจำตัวทิ้งลงพื้น เสียงดังกราวร่วงหล่นกองรวมกันเป็นภูเขาขนาดย่อม

ของเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นป้ายประจำตัวศิษย์ ซึ่งมีแบ่งแยกเป็นสายนอกและสายใน

ทั่วทั้งแผ่นถูกปกคลุมไปด้วยคราบสนิมสีน้ำตาลแดง ดูเก่าคร่ำคร่าจนไม่น่าดู ส่วนจะใช้งานได้หรือไม่นั้น คงต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจเสียก่อนถึงจะรู้

เพียงแค่กระตุ้นรอยประทับที่อยู่ด้านใน หากมันสามารถทำปฏิกิริยากับค่ายกลและข้อห้ามภายในโบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์ได้ ก็แปลว่ายังใช้งานได้อยู่

"เจอป้ายประจำตัวผู้อาวุโสหรือป้ายประจำตัวเจ้าสำนักอะไรพวกนั้นบ้างไหม?"

"อันนี้ใช่หรือเปล่า?"

หลงอี้หรานคุ้ยเขี่ยเลือกดู ก่อนจะหยิบป้ายชิ้นหนึ่งออกมาจากกองเศษเหล็ก บนนั้นมีคราบสนิมค่อนข้างน้อย สลักอักษรโบราณคำว่า 'เทียน' เอาไว้ (เทียน = ฟ้า, สวรรค์)

หวังอี้เองก็หยิบป้ายประจำตัวที่สลักคำว่า 'ตี้' ออกมาพร้อมกัน (ตี้ = ดิน, ปฐพี)

"หรือว่า... นิกายวิญญาณสวรรค์ จะใช้ผู้อาวุโสฟ้าดินมาแบ่งแยกตำแหน่ง?"

"ตรงนี้มีป้ายประจำตัวศิษย์สายตรง ด้านหลังมีสลักชื่อไว้ด้วย"

หลังจากรับมาดู หวังอี้ก็ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด บ่นพึมพำออกมา

"หุนเทียนตี๋..."

เมื่อเห็นเขามีสีหน้าแปลกประหลาด หลงอี้หรานก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ

"ชื่อนี้มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?"

"ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องบังเอิญน่ะ"

"ป้ายประจำตัวผู้อาวุโสฟ้าดินกับป้ายประจำตัวศิษย์สายตรงชิ้นนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ เก็บรักษาเอาไว้ให้ดีล่ะ"

"ให้ข้าเก็บงั้นหรือ?"

"เจ้าลองดูสิว่าจะสามารถซ่อมแซมพวกมันได้หรือไม่ เอาพวกป้ายศิษย์ธรรมดาพวกนี้ทดลองดูก่อน"

"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง"

เมื่อเข้าใจเจตนาของหวังอี้ หลงอี้หรานก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง

"พี่หวัง ตั้งแต่ทำพันธสัญญาและร่วมทางมากับท่าน ดวงชะตาของข้าก็ดีขึ้นตั้งเยอะ เรื่องนี้วางใจยกให้ข้าจัดการเถอะ"

หวังอี้ไม่ได้ตอบกลับ พอพูดถึงเรื่องดวงชะตาทีไร

ดวงของเขามักจะเฮงซวยอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เคยตกเป็นทาสวิญญาณ ดวงตกจนไม่รู้จะตกลงไปยังไงได้อีก

แต่ทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไป เขากลับได้รับการปลุกปลอบใจ เพื่อนำเจตจำนงอันแข็งแกร่งกว่าเดิมมาใช้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากในปัจจุบัน

แน่นอนว่าโบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์แห่งนี้ ไม่อาจนับว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากได้

แม้จะมีความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานก็ผ่านพ้นมาได้ แถมยังได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อย รากฐานของนิกายย่อมมีมากกว่าชีพจรมังกรเพียงอย่างเดียวแน่นอน เป้าหมายต่อไปหลังจากหอคัมภีร์ก็คือสวนสมุนไพร

ในระหว่างที่แหงนหน้าขึ้นไป เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นรอยแยกสีดำสนิทบนท้องฟ้า หวังอี้จึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

"เฮ้อ..."

............

............

หลายเดือนต่อมา

กลิ่นอายที่พุ่งทะยานของหวังอี้ค่อยๆ ถูกรั้งเก็บกลับคืน แม้การชำระล้างจากชีพจรมังกรจะไม่ได้ทำให้เขาทะลวงระดับ ทว่าพลังวิญญาณ ปราณ และสมาธิทั้งสามด้านล้วนได้รับผลประโยชน์

เวลาเพียงสามปี ขีดจำกัดปราณแท้ที่เดิมทีมีอยู่สามพันสองร้อยกว่าหยด กลับเพิ่มสูงขึ้นมาถึงห้าหกร้อยหยด เมื่อรวมเข้ากับการเติบโตใน [ช่องจัดวาง] และการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงตลอดหลายเดือนมานี้

ในที่สุดก็ทะลุสี่พันหยด ในช่วงต้นเดือนหนึ่ง ของปีที่ 42 แห่งชีวิตการเป็นผู้ดูแล หวังผู้นี้ก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นแปดได้สำเร็จ!

เมื่อลองคำนวณเวลาดู เขาออกมาข้างนอกได้ห้าหกปีแล้ว ความเร็วในการก้าวหน้าเช่นนี้จะนับว่าช้าก็คงไม่ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่คิดเอาไว้

หลังจากนี้ก็แค่สั่งสมพลังต่อไป เพื่อขยายขีดจำกัดของปราณแท้

เมื่อไปถึงหกพันหยด ก็จะบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับสร้างรากฐานขั้นแปด และรวดเดียวทะลวงเข้าสู่ขั้นเก้า หวังอี้รู้สึกว่า... ต่อให้รอจนสิ้นสุดสัญญายี่สิบปี เขาก็อาจจะยังควบแน่นแก่นทองคำไม่ได้ด้วยซ้ำ

ทางฝั่งของจินเมี่ยวซ่าน ยังมีของวิเศษสำหรับหลบทัณฑ์สวรรค์อีกชิ้นที่ยังไม่ได้มา ก่อนจะควบแน่นแก่นทองคำ เขาต้องไปเอามันมาให้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งสามารถส่งข่าวผ่านทางหอจินหม่านในเมืองหมื่นพิษได้

หอจินหม่านในแถบแคว้นสันเขาเมฆาแห่งนี้ เจ้านายระดับสูงก็คือจินเมี่ยวซ่าน การติดต่อจึงสะดวกสบายยิ่งนัก ส่วนเรื่องข้อพิพาทในแคว้นจู๋เยว่นั้น เขาก็ยังคงนึกถึงอยู่เสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว เมืองหยกวิญญาณก็มีความเกี่ยวพันกับทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรหลังจากที่เขาควบแน่นแก่นทองคำสำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้น สมุนไพรวิญญาณสำหรับหลอมโอสถบำเพ็ญเพียรระดับสามสักชุด คงไม่ใช่เรื่องที่จะรวบรวมมาได้ง่ายๆ อีกต่อไป

แรงกดดันจากทางฝั่งจัวโส่วชิ่ง ทำให้เขาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากทะลวงขอบเขตสำเร็จ

หวังอี้ก็นำโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยินออกมา รูปลักษณ์ของศพอสนีตนนี้ ไม่มีเค้าโครงที่เหมือนกับศพวิญญาณอสนีที่มีสติปัญญาในหลุมลึกอสนีบาตจุติเลยแม้แต่นิดเดียว

พลังความแข็งแกร่งจุดสูงสุดของระดับสอง ทั่วทั้งร่างของมันเต็มไปด้วยลวดลายสายฟ้าสีม่วง

เขี้ยวสองซี่กดทับลงบนริมฝีปากล่างสีดำสนิท แค่พ่นลมหายใจเอาปราณศพออกมาก็ยังมีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ บนศีรษะล้านเลี่ยนสลักเอาไว้ด้วยอักขระสายฟ้า ทันทีที่มันออกมา มันก็แหงนหน้าคำรามกึกก้อง

ราวกับกำลังเฉลิมฉลองที่ในที่สุดก็จะได้ลืมตาดูโลก รูปร่างหน้าตาของมันดูน่าเกรงขามกว่าศพอาฆาตไท่หยินหลังค่อมตัวนั้นตั้งเยอะ มันจัดอยู่ในประเภทผสมผสานระหว่างเกราะป้องกันกับพลังอาฆาต สามารถโจมตีได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกล

เขาพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้วิชาหลอมศพทำพิธีเซ่นไหว้ขัดเกลามันอีกครั้ง หลังจากยกระดับทุกด้านจนถึงขีดสุดแล้ว ภายในโลงเลี้ยงศพอาฆาตก็ปรากฏร่างเจียงซือตนหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยยันต์อย่างแน่นหนาลอยออกมา

นั่นคือศพเกราะทองคำ ภายใต้การควบคุมของเขา ศพอสนีก็อ้าปากกัดทะลวงยันต์ขาดกระจุย ก่อนจะเริ่มดูดกลืนต้นกำเนิดของศพเกราะทองคำ

ปราณศพและพลังอาฆาตศพเกราะจำนวนมหาศาล ถูกมันกลืนกินลงท้องไปจนหมดสิ้น

เวลาผ่านไปไม่นาน

กระทั่งแก่นศพก็ถูกมันดูดกลืนเข้าไปจนหมด

นับจากนี้เป็นต้นไป ศพเกราะทองคำก็ถือว่าพังพินาศอย่างสมบูรณ์ ทว่าศพอสนีกลับได้รับผลประโยชน์มหาศาล หวังอี้นำโคมบงกชหยินออกมา แล้วใช้วิชาหลอมศพเริ่มยกระดับขอบเขตให้กับศพอสนี

เขาแกว่งกระดิ่งสะกดศพเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายควบคุมตัวเองไม่ได้หลังจากเลื่อนระดับ

สิบวันต่อมา

หวังอี้ก็ปลุกหลงอี้หรานที่กำลังจดจ่ออยู่กับการซ่อมแซมป้ายประจำตัวให้ตื่นขึ้นมา

ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"เตรียมธงค่ายกลวิเศษกระจายอสนีให้พร้อม ศพอสนีกำลังจะเผชิญทัณฑ์แล้ว"

หลงอี้หรานตอบรับด้วยความยินดี พร้อมกับลงมือเตรียมการในทันที

"จะให้ใช้ตั้งแต่เริ่มแรกเลยไหม?"

"ไม่ รอให้ศพอสนีทนไม่ไหวค่อยว่ากัน มันไม่เหมือนกับเจียงซือทั่วไป ทัณฑ์อสนีสามารถมอบประโยชน์อันใหญ่หลวงให้กับมันได้ พยายามต้านทานให้ได้มากที่สุดจะเป็นผลดีต่อการเลื่อนระดับในอนาคต"

"ข้าจะคอยจับตาดูอยู่ตลอด"

"ทำตัวสบายๆ เถอะ แค่สังเกตอานุภาพของทัณฑ์อสนีเอาไว้ก็พอ หลังจากมันแล้วก็ถึงตาเจ้านั่นแหละ"

"อืมๆ"

ครืนนน...

ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ ท้องฟ้าเหนือมิติแดนลับถูกเมฆดำทะมึนปกคลุม แม้แต่หมอกโลหิตเหล่านั้นก็ยังถูกบีบให้กระจัดกระจายออกไป เบื้องล่างคือร่างของศพอสนีที่ยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่

ตามปกติแล้ว โอกาสที่เจียงซือจะผ่านทัณฑ์สวรรค์สำเร็จนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าเวทนา ส่วนใหญ่ต้องอาศัยผู้บำเพ็ญเพียรคอยช่วยเหลือ เตรียมของวิเศษและค่ายกลต่างๆ นาๆ มาคอยสนับสนุน

หรือไม่อาจจะต้องพึ่งพารูปแบบฮวงจุ้ยพิเศษ เพื่อใช้ต่อต้านอานุภาพของทัณฑ์อสนี

แต่ศพอสนีกลับเป็นข้อยกเว้น

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์อสนีที่กำลังคืบคลานเข้ามา สัญชาตญาณก็สั่งให้มันแผดเสียงคำรามใส่เมฆดำที่หมุนวนเป็นเกลียว และเมื่อทัณฑ์อสนีสั่งสมพลังไปจนถึงจุดหนึ่ง

เสียงระเบิดดังกึกก้อง แสงสว่างจ้าจากสายฟ้าสายนี้สาดส่องไปทั่วฟ้าดิน

เปรี้ยง!

สายฟ้าสีขาวพุ่งฟาดใส่ร่างของศพอสนีด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน สายฟ้าสีม่วงภายในกายของเจ้าตัวนี้ก็ถูกบีบให้ปะทุออกมาเช่นกัน ประกายสายฟ้าสีม่วงขาวสาดซัดรัดพันเข้าด้วยกัน

นอกเหนือจากพื้นดินที่ถูกซัดจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่แล้ว ศพอสนีก็ไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เป็นหวังอี้ก็ยังต้องส่งเสียงเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ ศพอสนีสมแล้วที่เป็นสิ่งประหลาดหายากในหมู่ศพกลายพันธุ์

ขนาดทัณฑ์อสนีมันยังไม่เกรงกลัว ซ้ำยังแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรสำหรับการเติบโตของมันได้อีกต่างหาก

"ร้ายกาจ"

หลงอี้หรานยังคงประสานมุทราค้างเอาไว้ เตรียมพร้อมที่จะกระตุ้นธงค่ายกลวิเศษกระจายอสนีทั้งสิบสองผืนให้ทำงานอยู่เสมอ

ทัณฑ์อสนีแก่นทองคำ คือทัณฑ์สวรรค์ครั้งแรกในชีวิตการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญ ซึ่งมีความหมายว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะอย่างแท้จริง!

จำนวนครั้งของมันมีไม่มาก มีเพียงแค่สายฟ้าสามสายเท่านั้น

ในอนาคตยามที่ทะลวงเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด ถึงจะมีสายฟ้าเก้าสาย

ศพอสนีผ่านการฟาดฟันครั้งแรกมาได้แล้ว ทัณฑ์อสนีสายที่สอง สายฟ้าสีขาวเจือแสงสีฟ้า อานุภาพของมันขยายใหญ่ขึ้นเกือบสองเท่า ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว

ครืนนน!

ครั้งนี้ ศพอสนีก็ไม่ได้รับมือได้ง่ายดายเหมือนอย่างเคยแล้ว ผิวชั้นนอกของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเกรียม อักขระสายฟ้าสีม่วงบนหัวโล้นเปล่งแสงประกาย มันกำลังดูดซับพลังของทัณฑ์อสนีเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน ทัณฑ์อสนีสายสุดท้ายก็ฟาดผ่าลงมา

ไม่กี่อึดใจต่อมา หวังอี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ผ่านทัณฑ์สวรรค์สำเร็จแล้ว!

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ศพอสนีนั้นมีความพิเศษ การคงอยู่ของตัวมันราวกับว่าเกิดมาเพื่อเผชิญทัณฑ์สวรรค์โดยเฉพาะ และมันก็เป็นศพที่หวังอี้หลอมขึ้นมาเองกับมือด้วย

ไม่รู้ว่าตอนที่เขาต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์ หากเอามันมาใช้เป็นของวิเศษบังสายฟ้า มันจะใช้งานได้ดีหรือเปล่านะ

 ‘รู้สึกว่าน่าจะลองดูได้แฮะ แม้กระทั่งตอนที่ศพมารไม่อาจผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้ ก็อาจจะให้ศพอสนีมาช่วยรับหน้าแทน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายด้วย’

หวังผู้นี้พึมพำในใจเช่นนั้น

อีกด้านหนึ่ง การที่ไม่ได้ใช้งานธงค่ายกลวิเศษกระจายอสนี ก็ทำให้หลงอี้หรานถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเช่นกัน นางกลัวเหลือเกินว่าหากกะจังหวะพลาดไป จะทำให้ของรักของหวงของหวังอี้ต้องมีอันเป็นไป

การที่มันสามารถทนรับทัณฑ์อสนีได้ด้วยตัวเอง ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว

เมื่อมีการเผชิญทัณฑ์ของศพอสนีเป็นตัวอย่างทดลอง ทั้งนางและหวังอี้ต่างก็ประเมินอานุภาพของทัณฑ์อสนีแก่นทองคำเอาไว้ในใจได้บ้างแล้ว

หากนำไปเปรียบเทียบกับสายฟ้าพยัคฆ์ปรโลก ต่อให้เป็นทัณฑ์อสนีแก่นทองคำสายที่สามซึ่งมีอานุภาพทรงพลังที่สุด ก็ยังห่างชั้นจากสายฟ้าพยัคฆ์ปรโลกอยู่มากโข

ความห่างชั้นระดับนี้เรียกได้ว่าราวฟ้ากับเหว จากตรงนี้จะเห็นได้เลยว่าพลังของรูปแบบฮวงจุ้ยนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายอดเขาที่บิดเบี้ยวทั้งเก้าลูกของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน จะมีการพิจารณาเผื่อถึงเรื่องพวกนี้เอาไว้ด้วยหรือไม่

หวังอี้เก็บศพอสนีเข้าไปฟื้นฟูพลังในโลงเลี้ยงศพอาฆาต ก่อนจะหันไปเอ่ยถามหลงอี้หราน "ได้ประโยชน์อะไรบ้างไหม?"

"รู้สึกไม่เลวเลยล่ะ ที่สำคัญที่สุดคือทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่าอานุภาพสวรรค์ยากหยั่งถึงได้มากทีเดียว"

จบบทที่ บทที่ 250 สร้างรากฐานขั้นแปด ศพอสนีเผชิญทัณฑ์

คัดลอกลิงก์แล้ว