- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 244 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่โบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณ!
บทที่ 244 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่โบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณ!
บทที่ 244 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่โบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณ!
บทที่ 244 ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่โบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณ!
หลงอี้หราน ใจป้ำโคตรๆ!
ครู่ต่อมา
เมื่อเห็นว่าหวังอี้ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเนื้อหาในคัมภีร์มารดาปฐพี หลงอี้หรานจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนขึ้นมา
"พี่หวัง ไว้มีเวลาค่อยๆ ศึกษาเถิด คัมภีร์มารดาปฐพีมิใช่วิชาที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ผู้บำเพ็ญเพียรบางคนทุ่มเทศึกษาจนผมหงอกขาวทั้งชีวิต ก็ยังยากจะเข้าใจได้ถ่องแท้"
"ก็จริง ทว่าเคล็ดวิชาในนี้ ปรมาจารย์ค่ายกลหลงทำความเข้าใจไปถึงขั้นไหนแล้วล่ะ?"
"ก็ได้อะไรมาบ้างนิดหน่อย"
พื้นฐานของนางแน่นหนาเป็นทุนเดิม พอวิชาสืบทอดถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ การนั่งสมาธิทำความเข้าใจตลอดปีกว่าที่ผ่านมา แท้จริงแล้วก็คือการยกระดับขีดจำกัดความสามารถด้านต่างๆ ของนางนั่นเอง
ต่อมา ทั้งสองก็เริ่มแบ่งปันสมุนไพรวิญญาณกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือทรัพยากรระดับสามเหล่านั้น ในบรรดานั้นมีตัวยาสักหนึ่งหรือสองชนิดที่ช่วยในการควบแน่นแก่นทองคำของหลงอี้หราน ดูเหมือนว่าในวิชาสืบทอดของนางจะมีสูตรโอสถแก่นทองคำรวมอยู่ด้วย
ผ่านการเจรจาอย่างฉันมิตร จึงแบ่งกันตามความต้องการ
ลงตัวที่คนละหกต้นพอดี พืชพิษระดับสามที่หวังอี้ได้มา ส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ปรุงยาได้ และหนึ่งในนั้นก็บังเอิญเป็นหนึ่งในวัตถุดิบของโอสถแก่นในหลิงหลง มีชื่อว่า <รากปราณขุ่นมัว>!
ฟังแค่ชื่อก็รู้แล้วว่ามันเป็นของวิเศษประเภทเดียวกับรากปราณทองคำ ทว่าสรรพคุณหลักของมันคือความแปดเปื้อนขุ่นมัว ซึ่งร้ายกาจยิ่งกว่าพิษสัมผัสเทวะเสียอีก
หากผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปเผลอกินมันเข้าไป เส้นลมปราณจะอุดตัน ร่างกายแปดเปื้อน จิตวิญญาณอ่อนแอ ทั้งยังทำลายศักยภาพและพรสวรรค์อย่างรุนแรง
ของพรรค์นี้กลับกลายเป็นหนึ่งในสามวัตถุดิบหลักประเภทรากปราณของแก่นในหลิงหลง ต่อให้เป็นเขาก็ยังคิดไม่ตก มองไม่ออกถึงหลักเภสัชวิทยาที่อยู่เบื้องหลังสูตรยานี้เลย
นอกเหนือจากนี้
อีกห้าต้นที่เหลือล้วนเป็นของดาดๆ เนื่องจากมันมีพิษเจือปน หากหาผู้ซื้อได้ถูกคน ราคาก็จะสูงขึ้นอีกสักหน่อย แต่ถ้านำไปขายให้กับหอการค้าอย่างหอเทียนเป่าหรือหอจินหม่าน...
ต้นหนึ่งได้ราคาสูงสุดก็แค่สองแสนกว่าหินวิญญาณเท่านั้น นับว่าไม่ค่อยคุ้มค่านัก
หลังจากกวาดสมุนไพรในสวนใต้ดินจนเกลี้ยง หวังอี้ก็พูดคุยกับหลงอี้หรานเรื่องโบราณสถานนิกายวิญญาณสวรรค์โบราณ โดยเน้นไปที่เบาะแสที่เขามีอยู่ในมือ
ในบรรดานั้น องค์ประกอบจุดสังเกตที่เป็นรูปตัวอักษร "山" (ภูเขา) กลับหัว ทำให้หลงอี้หรานรู้สึกทึ่งมาก นางกล่าวว่า
"พี่หวัง สิ่งที่เจ้าพูดถึงคือรูปแบบชนิดหนึ่งจริงๆ มันถือกำเนิดมาจากรูปแบบปฐพี ซึ่งปรมาจารย์ฮวงจุ้ยผู้เก่งกาจได้ดัดแปลงให้กลายเป็นรูปแบบมนุษย์ที่มีชื่อว่า [รูปแบบพยัคฆ์ปรโลกสะกดคุก]!"
หวังอี้ขมวดคิ้ว "หมายความว่าอย่างไร?"
นางอธิบายว่า "ในวิชาฮวงจุ้ยพิสดาร [ภูเขา] มักจะเป็นตัวแทนของความหมายในการผนึกสะกด ภูเขากลับหัว ก็คือการสะกดพร้อมกับปิดตายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในรูปแบบนั้นเอาไว้"
"เปรียบเสมือนลิ่มตอกที่ปลายโซ่เหล็ก ตรึงมันไว้กับผืนปฐพีจนแน่นหนา ราวกับคุกตารางที่ยากจะหลบหนีออกไปได้"
หวังอี้กระจ่างแจ้งในทันที "แล้วพยัคฆ์ปรโลกล่ะ หมายความว่าอย่างไร?"
"พยัคฆ์คือจ้าวภูผา ภูเขากลับหัวก็คือพยัคฆ์ปรโลก นิกายวิญญาณสวรรค์โบราณสืบทอดวิถีวิญญาณ รูปแบบนี้ก็น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังบรรดาวิญญาณหยินและวิญญาณอาฆาตที่พวกเขาจับมานั่นแหละ"
วิถีวิญญาณ แม้จะบอกว่าเป็นการฝึกฝนจิตวิญญาณ แต่แท้จริงแล้วก็คือพลังสัมผัสเทวะ
จิตวิญญาณกับสัมผัสเทวะนั้นแยกจากกันไม่ออก ทว่าก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง สัมผัสเทวะเปรียบเสมือนแขนขาของจิตวิญญาณ การฝึกฝนสามารถเพิ่มพละกำลัง ขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวมันเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย
มันเป็นความสัมพันธ์แบบได้ดีก็ดีด้วยกัน เสียหายก็เสียหายด้วยกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้ฝ่ายใด ก็ล้วนผลักดันให้อีกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกันได้
ยุคโบราณกาลวิถีมารรุ่งเรือง ในเมื่อนิกายวิญญาณสวรรค์ตั้งอยู่ในฉื่อเหวียน ก็ย่อมเป็นหนึ่งในนิกายมาร การสูบกลืนพลังของวิญญาณหยินและวิญญาณอาฆาตมาเพิ่มพูนพลังให้ตัวเอง ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่พบเห็นได้ทั่วไปในเคล็ดวิชามาร
ทว่า การกระทำเช่นนี้มักจะทำให้จิตวิญญาณของตัวเองแปดเปื้อนได้ง่าย และจะทำให้ยากต่อการควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดในอนาคต
หวังอี้พอจะเข้าใจความลี้ลับที่ซ่อนอยู่
เคล็ดวิญญาณโบราณก็คือวิธีแก้ปัญหานั้น เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จเป็นวิญญาณโบราณ ก็จะสามารถต่อต้านสิ่งเจือปน เจตจำนงที่สับสนวุ่นวาย รวมถึงความทรงจำเหล่านั้นออกไปได้ทั้งหมด
คนที่คิดค้นเคล็ดวิชานี้ขึ้นมา ช่างเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากเสียจริง
หลังจากคลายความสงสัยแล้ว หวังอี้ก็ถามถึงจุดสำคัญของเรื่อง
"แล้วจะหาอย่างไร?"
"พี่หวังวางใจเถอะ ในเมื่อมีรูปแบบที่ชัดเจนถึงเพียงนี้ พวกเราก็แค่ตามหาชีพจรหยินก็พอ ออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะ ประเดี๋ยวเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
"ก็ดี"
หลังจากใช้วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วง เมื่อไม่มีผู้ใดคอยขัดขวาง หวังอี้ก็เคลื่อนที่ใต้ดินได้อย่างไร้อุปสรรค และทะลวงขึ้นสู่ผิวดินได้อย่างง่ายดาย
วิธีการของหลงอี้หรานนั้นสมกับฐานะปรมาจารย์ค่ายกลของนางอย่างยิ่ง นางถือธงสามเหลี่ยมผืนเล็กๆ เอาไว้ เพียงแค่สะบัดเบาๆ ดินและเศษหินเหล่านั้นก็พากันแหวกทางให้
รอจนนางเดินผ่านไป พวกมันก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
มองไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเคยมีคนเดินผ่าน แม้แต่กลิ่นอายปราณแท้ก็ไม่หลงเหลือทิ้งไว้เลย ซึ่งนี่คือสิ่งที่วิชาพสุธาซ่อนเร้นไม่อาจทำได้
"ยอดเยี่ยมมาก"
คำอุทานด้วยความทึ่งของหวังอี้ ทำให้ปรมาจารย์ค่ายกลหลงต้องอธิบาย
"นี่คือธงพสุธามารดาปฐพี ในอนาคตมันจะกลายเป็นอาวุธวิเศษประจำตัวของข้า น่าเสียดายที่พลังฝึกปรือของข้ายังไม่พอ ซ้ำยังขาดแคลนวัสดุวิญญาณหายากอีกหนึ่งชนิด ตอนนี้มันจึงยังไม่สมบูรณ์"
นิสัยตรงไปตรงมา มีอะไรก็พูดอย่างนั้นโดยไม่ปิดบังของอีกฝ่าย ทำให้หวังอี้รู้สึกชื่นชมอย่างแท้จริง ราวกับก้อนทองคำที่เปล่งประกายเจิดจรัส ใครเห็นใครก็ชอบ
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตัวเขาเองทำแบบนั้นไม่ได้ เขาก็ยิ่งชื่นชมนางเข้าไปใหญ่
ทั้งสองกลับขึ้นมาบนผิวดินได้อย่างราบรื่น
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ พวกเขาไม่ได้อยู่ที่ "พื้นที่ลุ่มต่ำงูขาว" แห่งนั้นอีกต่อไป ทว่ากลับมาโผล่ในป่าทึบแห่งหนึ่งแทน
เมื่อเดินทางไปยังพื้นที่ที่สูงที่สุดในบริเวณใกล้เคียง แล้วบินขึ้นไปบนยอดไม้เพื่อสำรวจภูมิประเทศ จึงยืนยันได้ว่าพวกเขาน่าจะคลาดเคลื่อนจากพื้นที่ลุ่มต่ำมาประมาณสามร้อยลี้ โดยเคลื่อนตัวไปทางเหนือค่อนข้างมาก
ดวงตาของหลงอี้หรานทอประกายวงแหวนสีทองขึ้นมาวงหนึ่ง นั่นคือการสำแดงวิชาลับ [เนตรทองคำมองปราณ] อย่างแท้จริง วิชาลับนี้สามารถมองทะลุผืนปฐพี และมองเห็นการไหลเวียนของปราณปฐพีได้โดยตรง
ในวิชาฮวงจุ้ยพิสดาร ปราณปฐพีถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง
สถานที่ที่มีปราณปฐพีหนาแน่น มักจะหมายถึงการคงอยู่ของชีพจรปฐพี การตามรอยทิศทางการไหลเวียนของพวกมันเพื่อระบุแหล่งกำเนิด มักจะนำไปสู่การค้นพบรูปแบบตามธรรมชาติได้เสมอ
ในทำนองเดียวกัน ชีพจรวิญญาณ ชีพจรเบญจธาตุ ชีพจรมังกร และอื่นๆ ที่กลายพันธุ์มาจากชีพจรปฐพี ล้วนสามารถใช้เนตรทองคำมองปราณค้นหาตำแหน่งได้ทั้งสิ้น วิชาลับนี้ถือเป็นสุดยอดในสายวิชาสืบทอดของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยเช่นกัน
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ มันมองได้ไม่ไกลนัก
"รูปแบบพยัคฆ์ปรโลกสะกดคุก เป็นรูปแบบหยินที่ถูกมนุษย์ดัดแปลงขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเต็มไปด้วยชีพจรหยินหลากหลายชนิด ซึ่งตามธรรมชาติแล้วมักจะเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าภูตผี"
"ในป่ากระดูกอสูสวรรค์มีสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า [ภูเขาผีหยิน] สู้พวกเราไปลองหาดูที่นั่นก่อนดีหรือไม่"
"ได้สิ"
หวังอี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
การที่เขาออกตามหาเองนั้นไม่ต่างอะไรกับแมลงวันที่บินไร้ทิศทาง พื้นที่ลุ่มต่ำงูขาวที่เขาสงสัยก็ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง
พิษสัมผัสเทวะที่ลอยวนเวียนอยู่ตามสายลมนั้น อาจจะเป็นฝีมือของเจ้าของถ้ำงู หรืออาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ การตามคนที่มีความเชี่ยวชาญไป ย่อมมีโอกาสหาเจอมากกว่าหลายเท่านัก
แต่เขาก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง
"ภูเขาผีหยินนับว่าเป็นสถานที่สำรวจที่มีชื่อเสียงในป่ากระดูกอสูรสวรรค์ ไม่มีปรมาจารย์ค่ายกลปฐพีเก่งๆ คนอื่นเคยไปสำรวจดูเลยหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลงอี้หรานก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"คัมภีร์มารดาปฐพีไม่ใช่วิชาฮวงจุ้ยพิสดารไก่กานะ สิ่งที่ข้ามองเห็น ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยคนอื่นก็ใช่ว่าจะมองเห็น ลำพังแค่วิชาลับมองปราณระดับสุดยอดนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมีได้แล้ว"
"อีกอย่าง [บทกักขังมังกรกำหนดชีพจร] ต่างหากที่เป็นแก่นสารที่แท้จริงของคัมภีร์มารดาปฐพี พี่หวัง!"
"หืม?"
หลงอี้หรานที่เมื่อครู่ยังยิ้มแย้ม จู่ๆ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา นางกล่าวว่า "สามบทแรกของคัมภีร์มารดาปฐพียังถือว่าอยู่ในขอบเขตของสามัญสำนึก แต่วิชาลับในบทที่สี่นี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามนำมาใช้เด็ดขาดนะ"
"ทำไมล่ะ?"
"มันทำร้ายฟ้าดินมากเกินไป เสี่ยงต่อการโดนทัณฑ์สวรรค์ลงทัณฑ์เอาง่ายๆ"
คำว่าทัณฑ์สวรรค์นั้น เริ่มแรกมาจากผู้บำเพ็ญเพียรในยุคดึกดำบรรพ์ ที่ทนดูผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารเข่นฆ่าสรรพสัตว์ไม่ได้จึงเอ่ยขึ้นมา ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าจะสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกัน หรือสัตว์อสูร ก็ไม่มีทางโดนทัณฑ์สวรรค์แต่อย่างใด
มีเพียงการสร้างความเสียหายต่อรากฐานของฟ้าดินเท่านั้น ถึงจะโดนทัณฑ์สวรรค์ลงทัณฑ์ของจริง
ถึงเวลานั้น ทัณฑ์อสนีจะกลายเป็นอสนีโลหิตทัณฑ์สวรรค์ อานุภาพของมันรุนแรงกว่าของคนทั่วไปหลายสิบเท่า โดนเข้าไปมีแต่ตายสถานเดียว ยังไม่เคยมีใครรอดชีวิตมาได้เลยสักคน
หากยังไม่ถึงเวลาเผชิญทัณฑ์อสนี และยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย นานวันเข้า ทัณฑ์สวรรค์ก็จะค่อยๆ สะสมพลังอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็จะจุติลงมา
แผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม... ไปจนถึงอุกกาบาตตกจากฟากฟ้า แค่ก้าวขาออกจากบ้านก็อาจจะโดนฟ้าผ่าได้
หากยังไม่ตายอีก ทัณฑ์สวรรค์ก็จะสะสมจนถึงขีดสุด
คนผู้นั้นจะโชคร้ายถึงขีดสุด ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์สารพัดรูปแบบจะแห่กันมาหาอย่างไม่ขาดสาย แม้แต่จิบน้ำเปล่าๆ ก็ยังอาจจะสำลักจนตายได้
การที่หวังอี้รู้เรื่องนี้อย่างละเอียด เป็นเพราะเขาเคยอ่านคัมภีร์ทำนองนี้ใน [หอธรรมบรรยาย] มาก่อน ตอนนั้นเขาอ่านเอาสนุกเหมือนเรื่องตลก ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ท้ายที่สุดแล้ว การอยากจะโดนทัณฑ์สวรรค์ ก็ต้องมีความสามารถมากพอเสียก่อน
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแค่ระดับสร้างรากฐาน เขาก็มีเครื่องมือฆ่าตัวตายที่คอยเรียกหาความวิบัติแบบนี้อยู่ในมือเสียแล้ว
การทำร้ายรากฐานของฟ้าดินนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
พูดให้ใหญ่หน่อย ก็คือการฆ่าล้างสรรพสัตว์ทั้งสองดินแดน ทุบทำลายทวีปให้จมลงสู่ก้นทะเล การทำลายล้างทางกายภาพแบบนี้ กลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลย
แต่พูดให้เล็กลงมาหน่อย หากทำลายชีพจรมังกรที่ผืนปฐพีให้กำเนิดขึ้นมา ทัณฑ์สวรรค์ก็จะตามมาหาทันที
คนฉลาดคงอดถามไม่ได้ว่า ทวีปถูกทำลายจนจมลงไปแล้ว ชีพจรมังกรจะไม่ถูกทำลายไปด้วยหรือ?
อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่เลย
ไม่ว่าจะเป็นชีพจรปฐพี ชีพจรมังกร ชีพจรเบญจธาตุ หรือชีพจรหยิน... โดยแก่นแท้แล้ว พวกมันล้วนเป็นพลังปราณแห่งฟ้าดินชนิดหนึ่ง แม้จะมีรูปร่าง แต่ก็ไม่มีมวลสารที่แท้จริง ผู้บำเพ็ญเพียรที่คิดจะทำลายพวกมันนั้นยากลำบากแสนสาหัส
อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงใช้วิชาลับกักขัง บังคับย้ายตำแหน่งของพวกมันเท่านั้น ในบรรดา "ชีพจร" ทั้งหลาย มีเพียงชีพจรมังกรเท่านั้นที่ถูกทำลายแล้วจะโดนทัณฑ์สวรรค์ ส่วนชีพจรอื่นๆ นั้นไม่เป็นไรเลย
จากตรงนี้ก็เห็นได้ถึงความพิเศษของ "ชีพจร" ชนิดนี้แล้ว
ชีพจรมังกรที่เจริญเติบโตจนสมบูรณ์ ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของโลก โลกใบนี้อาจจะไม่มีด้วยซ้ำ ส่วนชีพจรมังกรที่อ่อนแอนั้นมีอยู่ไม่น้อย นิกายหลอมฟ้าและสำนักกระบี่เทียนซู ต่างก็กักขังชีพจรมังกรเอาไว้เพื่อเสริมโชคชะตาของสำนักตนเอง
คัมภีร์มารดาปฐพีบันทึกไว้ว่า ชีพจรมังกรที่ใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ คือชีพจรมังกรระดับห้า ซึ่งยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบมากนัก ซ้ำยังตั้งอยู่ภายใน [หุบเหวมังกรสมุทร] แห่งทะเลกลียุคโบราณ ผู้บำเพ็ญเพียรยากจะเข้าไปถึงได้
เรื่องราวแปลกประหลาดน่าเหลือเชื่อเหล่านี้ ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เขากว้างไกลขึ้นอย่างมหาศาล
ทั้งสองเดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาผีหยินพลางพูดคุยกันไปพลาง นานๆ ทีหวังอี้ก็จะถามถึงขนบธรรมเนียมประเพณีทางฝั่งเขตแดนวิญญาณไท่หูบ้าง ช่วงก่อนอายุสิบหก เขาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาสามัญมาโดยตลอด
แถมยังจำกัดอยู่แค่ในเมืองสือหูเท่านั้น เขาแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับไท่หูเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของไท่หูเลยด้วยซ้ำ
เมื่อรู้ว่าตัวเองเผยไต๋ออกไปแล้ว หลงอี้หรานก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป หวังอี้ถามอะไร นางก็ตอบอย่างนั้น
สถานการณ์ทางฝั่งนั้น แม้จะมีเรื่องโสมมเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าเจริญรุ่งเรืองมาก ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า หลงอี้หรานแค่ขยับปากก็สามารถเอ่ยชื่อออกมาได้สิบกว่าคนแล้ว
ส่วนหวังอี้ นอกจากชื่อเสียงเรียงนามของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว เขาแทบไม่รู้จักอัจฉริยะเก่งๆ คนไหนเลย อาจเป็นเพราะอัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างสูง ฉื่อเหวียนจึงมักจะเผยแพร่เฉพาะชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้น
คนที่ตายไปแล้ว ไม่กี่ปีก็ถูกลืมเลือน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง ช่างเป็นความจริงที่โหดร้ายเสียเหลือเกิน
"อี้หรานรู้สึกว่าพี่หวังเองก็ดูเหมือนไม่ใช่คนฉื่อเหวียนนะ ทำไมไม่ไปบำเพ็ญเพียรที่ไท่หูล่ะ ที่นั่นนอกจากกฎเกณฑ์จะเข้มงวดและทรัพยากรหายากแล้ว ก็ยังปลอดภัยกว่าฉื่อเหวียนมากโขเลยนะ"
หวังอี้ได้ยินดังนั้นก็เงียบไปทันที
เขาเคยลองแล้วไง แล้วก็โดนตามล่าจนต้องหนีซมซานกลับมานี่แหละ
ปีนั้นเขาบอกว่าฉื่อเหวียนเหมาะกับการเติบโตมากกว่า แต่ตั้งแต่ตอนที่เขาลอบสังหารหน่วยจับทาส เขาก็เคยมีความคิดที่จะอยู่ในไท่หูต่อไปเหมือนกัน
ท้ายที่สุดแล้ว [ช่องจัดวาง] ย่อมมีประโยชน์ยิ่งกว่าวิชาลับใดๆ นี่คือความมั่นใจที่ทำให้เขากล้าเลือก
"มาพูดเรื่องพวกนี้ตอนนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรหรอก หากปรมาจารย์ค่ายกลหลงไม่อยากตายในฉื่อเหวียนล่ะก็ จบเรื่องของนิกายวิญญาณสวรรค์เมื่อไหร่ ก็รีบกลับไปเสียแต่เนิ่นๆ เถอะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น อีกฝ่ายก็เงียบไปทันที
นางรู้ว่าหวังอี้เตือนด้วยความหวังดี แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแล้ว ทรัพยากรในไท่หูมันช่างน้อยนิดเหลือเกิน ปีนี้นางอายุสองร้อยกว่าปีแล้ว จำเป็นต้องทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำให้ได้
เบื้องหน้า ภูเขาผีหยินปรากฎแก่สายตาแล้ว