- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 202 หอบรางวัลกลับเต็มพิกัด
ฟรี บทที่ 202 หอบรางวัลกลับเต็มพิกัด
ฟรี บทที่ 202 หอบรางวัลกลับเต็มพิกัด
บทที่ 202 หอบรางวัลกลับเต็มพิกัด
ท่ามกลางความตื่นตระหนก ศพปีศาจพบว่าร่างกายของมันกางออกเป็นรูปตัวอักษรต้า (大) โดยไม่สามารถควบคุมได้ เสียงอีกากร่นร้อง สายลมพัดโหม... ฝูงอีกาดำทะมึนราวกับเมฆครึ้มเข้าปกคลุมตัวมันไว้อย่างมิดชิด
เสียงอีกาผีกลืนวิญญาณ!
คาถานี้ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเลื่อนระดับเป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว ในอนาคตหากขาดแคลนวิชาศักดิ์สิทธิ์ธาตุคู่หยินและวิญญาณที่เหมาะสม การใช้ [ช่องจัดวาง] เพื่ออนุมานเลื่อนระดับมันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว
น่าเสียดายที่คาถา เคล็ดวิชา และ [ช่องจัดวาง] หนึ่งอย่างสามารถเลื่อนระดับได้เพียงครั้งเดียว หากสามารถอนุมานต่อยอดขึ้นไปได้เรื่อยๆ คงจะฝืนลิขิตสวรรค์เกินไปแล้ว อีกทั้งผลลัพธ์ของมัน ยังขึ้นอยู่กับรากฐานของตัวหวังอี้เองด้วย
ยิ่งเขามีความเข้าใจลึกซึ้งมากเท่าใด สิ่งที่นำไปวางไว้เหล่านั้นจึงจะยิ่งก้าวหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้าลองคิดในอีกมุมหนึ่ง
พวกวิชาลับหรือวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่มักต้องใช้เวลาฝึกฝนยี่สิบสามสิบปี ไปจนถึงสามร้อยปี ล้วนต้องการให้เขาฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอนและละทิ้งกิจกรรมทุกอย่างไปยาวนานหลายปี กว่าจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้
ในระหว่างนั้นยังต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้า คอขวด ความเบื่อหน่าย รวมถึงปัญหาด้านอารมณ์และความเข้าใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาในความเป็นจริงเรื่องปราณแท้ไม่เพียงพอจนต้องหยุดพักฟื้นฟูอีก
หากต้องฝึกฝนในโลกแห่งความเป็นจริง ต่อให้เพิ่มเวลาจัดวางให้เขาอีกสองเท่า ก็ยังไม่แน่ว่าจะฝึกฝนจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้
"วิถีเต๋านั้นแสนยากเข็ญ ก็มีแต่ต้องเปิดสูตรโกงนี่แหละน้า~"
หวังอี้ก้าวเดินออกมาจากความมืด เขากดใช้วิชาดรรชนีสลายวิญญาณ บดขยี้วิญญาณที่เพิ่งถือกำเนิดของศพปีศาจตนนั้นจนแหลกสลาย ศพปีศาจในครั้งนี้มีระดับพลังเพียงแค่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเท่านั้น
เทียบไม่ได้เลยกับปีศาจศพที่เจอเมื่อคราวก่อน ทว่ามีของติดไม้ติดมือกลับไปก็ถือว่าดีแล้ว วัตถุดิบชั้นยอดทั้งสองร่างนี้ ต่อให้เขาไม่ได้นำไปหลอมเอง มันก็ยังเป็นสินค้าชั้นหนึ่งอยู่ดี
ขืนเอาไปแลกเป็นหินวิญญาณก็ขาดทุนย่อยยับสิ!
หวังอี้โยนร่างของศพปีศาจที่ยังมีชีวิตเข้าไปในโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยิน เขาทอดสายตามองเข้าไปในความมืดมิดลึกเข้าไปในซากปรักหักพัง พลางนึกถึงลานช่างฝีมือและเมืองหลวง
หลังจากหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับขึ้นสู่พื้นดิน การเก็บเกี่ยวในรอบนี้ถือว่ามากพอแล้ว ไว้รอให้มีพลังแข็งแกร่งกว่านี้ก่อน ค่อยกลับมาสำรวจความลับที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปก็ยังไม่สาย
วันรุ่งขึ้น
บริเวณรอบนอกของโบราณสถานตงจี๋จิง หวังอี้ที่เพิ่งขึ้นมาจากใต้ดินบิดขี้เกียจไปมา เขาตบที่เอวเบาๆ เพื่อปล่อยเรือเหาะลำเล็กออกมา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองหยกวิญญาณด้วยอารมณ์เบิกบาน
ภายในมุมมืด ผู้บำเพ็ญเพียรที่เชี่ยวชาญวิชาเร้นกายสองสามคนรีบส่งเสียงทางจิตสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว "ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง เป้าหมายเพิ่งออกมาจากโบราณสถาน ดูจากทิศทางแล้วน่าจะมุ่งหน้าไปเมืองหยกวิญญาณ"
"เป้าหมายเหมาะสม ไป ตามเขาไป"
บนเรือเหาะ
หวังอี้เอียงคอมองหางตาพลางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด นี่สิถึงจะเรียกว่าดินแดนมารฉื่อเหวียนของแท้ พวกที่ทำอาชีพโจรป่าเนี่ย ตายไปเป็นเบือแล้วแท้ๆ แต่ก็ไม่เคยสูญพันธุ์ไปเสียที
โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับโบราณสถานที่เปิดกว้างเช่นนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องมีคนคอยจ้องจับตาดูอยู่แล้ว
หวังอี้ย่อมไม่หวาดกลัว
แต่เขาก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ ตอนขามายังรู้จักใช้วิชาพรางตัวควบคู่กับคาถาไร้ร่องรอย ตอนขากลับก็ควรจะทำเช่นนั้นเหมือนกันสิ นี่มันไม่เกี่ยวกับว่าศัตรูจะเก่งหรือไม่เก่ง แต่มันเป็นเรื่องของความรอบคอบต่างหาก!
สุดท้ายก็คงเป็นเพราะอยู่อย่างสุขสบายมานานเกินไป พลังที่ครอบครองอยู่ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก
จึงทำให้เขาสูญเสียความระมัดระวังตัวไปสินะ~
…ต้องทบทวนตัวเอง! ต้องทบทวนตัวเองอย่างหนักเลย!
ระยะทางกลับไปยังเมืองหยกวิญญาณนั้นไม่ถือว่าไกลมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงเจ็ดวัน หากยอมตัดใจจ่ายหินวิญญาณก็จะยิ่งบินได้เร็วขึ้นไปอีก ระหว่างทางมีหนองน้ำแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะแก่การซุ่มโจมตีเป็นอย่างยิ่ง
หวังอี้ทำเพียงแค่ "มองดู" คนพวกนี้วางแผนกันต่อไป จนกระทั่งสองวันต่อมา เขาก็เดินทางมาถึงหนองน้ำแห่งนั้น
"ตายซะ!"
มังกรโคลนความยาวกว่าสิบเมตรสองตัวพุ่งพรวดขึ้นมาจากหนองน้ำ โจมตีเข้าใส่หวังอี้อย่างโหดเหี้ยม เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ขลุ่ยผีคร่ำครวญก็ปรากฏขึ้นในมือ
คมมีดคร่ำครวญตัดใจ!
คมมีดปราณเสียงสีเทาโปร่งแสงราวกับเส้นด้ายที่สามารถตัดขาดได้ทุกสรรพสิ่ง ทำให้อากาศบิดเบี้ยวและเกิดระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่อง มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ผ่าครึ่งวิชามังกรโคลนออกเป็นสองซีก
โจรป่าผู้ร่ายวิชากลับรู้สึกถูกครอบงำด้วยความโศกเศร้า มันอยากจะร้องไห้เหลือเกิน! มันพยายามจะเรียกใช้อาวุธวิเศษตามสัญชาตญาณ ทว่าสองมือกลับสั่นเทา น้ำตาไหลร่วงแหมะๆ ลงมา
วินาทีต่อมา
ฉัวะ!
ร่างไร้วิญญาณที่ถูกผ่าครึ่งในแนวตั้งก็ร่วงหล่นกระแทกพื้น
เพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียว โจรป่าระดับสร้างรากฐานขั้นสี่ผู้นี้ก็ตกตายไปเสียแล้ว หลังจากนั้น... อีกสองคนที่เพิ่งจะวางธงค่ายกลสกัดกั้นเสร็จก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"แย่แล้ว เจอตอเข้าให้แล้ว หนีเร็ว!"
"หนีรึ?"
หวังอี้ส่ายหน้าเบาๆ ปีกจันทร์น้ำค้างแข็งปรากฏขึ้นที่แผ่นหลัง วิชาหลบหนีระดับสองขั้นสูงที่ฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์นี้ ช่วยอุดช่องโหว่เรื่องความเร็วของเขาได้อย่างดีเยี่ยม เพียงพอที่จะรับมือกับการต่อสู้ได้ถึงร้อยละเก้าสิบเก้าเลยทีเดียว
ประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่าน หวังอี้ก็ไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของโจรป่าคนหนึ่ง
เขาปล่อยหมัดตรงไปข้างหน้าอย่างเรียบง่าย กระดูกสันหลังมังกรส่งแรง พลังปราณและเลือดลมแปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างมังกรเจียวมารปรโลก พุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับหมัดอย่างดุดัน เขาสัมผัสได้ถึงแรงบีบอัดของมวลอากาศเลยด้วยซ้ำ
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกโจมตีอย่างกะทันหันผู้นี้อยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นหก ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน มันควรจะตอบสนองได้ในทันที
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า มันยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ราวกับเห็นภาพลวงตาอันน่าสยดสยองบางอย่าง
ตู้มมม!
ปราณคุ้มกันร่างไม่สามารถต้านทานการโจมตีอันบ้าคลั่งของหวังอี้ได้เลย เมื่อปราศจากวิชาป้องกันตัวใดๆ ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้ก็เปราะบางราวกับเต้าหู้ ถูกเขาชกจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ
"หมัดสังหารซิวหลัวน้อย นอกจากการโจมตีแล้วยังแฝงไปด้วย ‘จิตสังหารซิวหลัว’ สามารถข่มขวัญศัตรูที่มีจิตใจไม่แน่วแน่และวิญญาณไม่บริสุทธิ์ ทำให้รู้สึกราวกับยืนอยู่ท่ามกลางภูเขาซากศพและทะเลเลือด..."
"ต่อให้หลุดพ้นจากภาพลวงตาจิตสังหารได้ ก็จะถูกพลังชนิดนี้สะกดข่มอยู่ดี ร่างกายจะเย็นเฉียบ ปราณแท้จะติดขัดจนยากจะเรียกใช้ ราวกับมีมีดจ่ออยู่ที่คอหอย"
"ต้องรู้สึกหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา พลังฝีมือที่มีอยู่ย่อมยากที่จะแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่"
หลังจากได้ทดลองวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้กับคนผู้นี้ หวังอี้ก็มีความเข้าใจในคุณสมบัติของมันมากขึ้น แต่หากต้องการจะดึงพลังของวิชาศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้อย่างแท้จริง เขาจำเป็นต้องทะลวงเข้าสู่ระดับแก่นทองคำเสียก่อน
และนี่ก็ยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของหมัดสังหารนี้ด้วย
ส่วนโจรป่าคนสุดท้ายที่วิ่งหนีไปไกลกว่าสามร้อยเมตรนั้น ยิ่งมีสภาพเหงื่อแตกพลั่กเปียกโชกไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นระดับสร้างรากฐานขั้นกลางเหมือนกัน สามรุมหนึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นา... ทำไมถึงมีไอ้ตัวประหลาดที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ได้"
"ไม่สิ หรือว่ามันกำลังตกปลาอยู่? แกล้งทำเป็นหมูเพื่อหลอกกินเสือรึ?!"
ไม่ทันที่สมองน้อยๆ อันน่าสมเพชของมันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ วิชาจักรน้ำแข็งที่กำลังหมุนติ้วก็พุ่งทะยานราวกับมาจากนอกโลก ข้ามระยะทางหลายร้อยเมตรมาปาดเข้าที่ลำคอของมันในชั่วพริบตา
"นี่มัน…"
โจรป่าคนที่สาม ศีรษะร่วงหลุดจากบ่า ร่างกายร่วงหล่นกระแทกพื้นดิน โดยที่มันไม่มีโอกาสได้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนจบ
คาถาระดับสองขั้นสูง·วิชาจักรน้ำแข็ง
นี่คือไพ่ตายในการโจมตีใบที่สองที่หวังอี้ครอบครองต่อจากฝ่ามือเสวียนหยิน ปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นความสำเร็จระดับสูง ซึ่งยังห่างไกลจากขั้นสมบูรณ์อยู่อีกมาก
แต่ในฐานะคาถาที่มีธาตุตรงกัน เมื่ออยู่ในมือของหวังอี้ มันกลับระเบิดพลังอานุภาพที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมออกมาได้ ท้ายที่สุดแล้วเคล็ดวิชาหลักที่เขาฝึกฝนอย่าง <วิชาโลหิตหยินเหมันต์สวรรค์> ก็เน้นธาตุน้ำแข็งเป็นหลัก และมีธาตุหยินเป็นรอง
จะว่าไปแล้ว เคล็ดวิชานี้ก็เพิ่งจะบรรลุขั้นสมบูรณ์ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี่เอง
นอกจากการที่มันไม่มีผลลัพธ์พิเศษในการยกระดับพรสวรรค์แล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของมันก็แทบจะเทียบเท่ากับ <เคล็ดเคลื่อนวิญญาณโลหิตเยือกแข็ง> เลยทีเดียว
จุดเด่นเพียงอย่างเดียวของมัน
ก็คือหลังจากที่ฝึกฝนจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว มันจะให้กำเนิดความมหัศจรรย์แห่งวิชาที่คล้ายคลึงกับความมหัศจรรย์แห่งขอบเขต ซึ่งมีชื่อเรียกว่า… [โลหิตเหมันต์สวรรค์]!
นอกเหนือจากการทำให้ระดับอุณหภูมิในร่างกายของหวังอี้ลดต่ำลงไปอีกขั้นแล้ว
มันยังสามารถเพิ่มอานุภาพของคาถาธาตุน้ำแข็งของหวังอี้ได้อย่างมหาศาล และเพิ่มระดับพลังของคาถาธาตุหยินขึ้นเล็กน้อย จนก้าวไปถึงระดับสุดยอดที่อยู่ต่ำกว่าระดับสามได้เลยทีเดียว
ระดับสุดยอดมักจะเป็นระดับที่ค่อนข้างพิเศษเสมอ
ในหมู่โอสถ มันมีสถานะที่พิเศษ ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นกว่าสิบเท่า แถมยังแทบไม่มีช่องทางให้หาซื้อได้เลย แม้แต่ปรมาจารย์นักหลอมโอสถก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหลอมโอสถวิเศษระดับสุดยอดในขอบเขตเดียวกันออกมาได้
ในหมู่อาวุธวิเศษ มีเพียงของที่ล้มเหลวจากการหลอมสร้างของวิเศษเท่านั้น จึงจะถูกเรียกว่าอาวุธวิเศษระดับสองขั้นสุดยอดได้ ซึ่งจำเป็นต้องหลอมรวมเข้ากับวัตถุดิบระดับสามจึงจะไปถึงจุดนั้น
และในหมู่คาถาอาคม มันก็หมายถึงการเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับเดียวกัน!
เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งสามารถมอบพลังที่เหนือกว่าให้กับผู้บำเพ็ญเพียรได้ ก็เป็นเพราะความมหัศจรรย์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ ราวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากการทะลวงขอบเขตพลัง ไม่แข็งแกร่งก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
หวังอี้จัดการเก็บกวาดซากศพ เขาเริ่มต้นด้วยการริบถุงเก็บของมา ก่อนจะกลืนวิญญาณพวกมันเพื่อหลอมเกราะมาร จากนั้นก็รีดเร้นโลหิตจนแห้งเหือดเพื่อเทลงในโลงเลี้ยงศพอาฆาตไท่หยิน ท้ายที่สุดก็เหลือทิ้งไว้เพียงซากศพแห้งกรังที่มูลค่าลดลงไปมาก
แต่มันก็ยังสามารถนำไปหลอมเป็นเจียงซือระดับสองได้ ร่างทั้งสามนี้เมื่อรวมกันแล้ว ก็น่าจะขายได้สักหมื่นหินวิญญาณอยู่ละนะ
เขาบังคับเรือเหาะเดินทางกลับไปยังเมืองหยกวิญญาณต่อ คราวนี้เขาจัดเต็มทั้งวิชาพรางตัวและคาถาไร้ร่องรอย ด้วยความเชี่ยวชาญคาถาระดับสมบูรณ์แบบ แม้แต่เรือเหาะเมฆาบินก็ยังถูกพรางตัวไปด้วย
นอกเหนือจากสายลมแผ่วเบาที่พัดผิดทิศทางไปบ้างเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ ให้เห็นอีกเลย
"เคล็ดวิชา วิชาลับ หินวิญญาณ... หืม? ของชิ้นนี้ไม่เลวเลย"
หวังอี้ที่กำลังตรวจสอบของที่ริบมาได้ หยิบอาวุธวิเศษระดับสองขั้นกลางที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติขึ้นมาหนึ่งชิ้น หลังจากหลอมมันแล้วเขาก็ได้รู้ชื่อของมัน
"อาวุธวิเศษสายป้องกัน [โล่วัชระ] พลังป้องกันการปะทะทางกายภาพของมันแทบจะไม่ด้อยไปกว่าของระดับสูงเลย เหมาะเจาะกับขอบเขตพลังของข้าในตอนนี้พอดี"
ส่วนของชิ้นอื่นๆ นั้นก็ไม่มีอะไรน่าพูดถึงแล้ว
ห้าวันต่อมา
หวังอี้ที่ออกจากบ้านไปนานครึ่งเดือนได้แอบลอบกลับมายังจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณโดยไม่ได้ทำให้ผู้ใดตื่นตกใจ การหอบรางวัลกลับมาเต็มพิกัดในรอบนี้ ถือว่าดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ!
เขาไม่ได้รีบร้อนออกไปไหน รอจนกระทั่งนำห้องบำเพ็ญเพียรจิตสังหารที่รื้อถอนมาจากคุกสยบมารมาประกอบเข้าด้วยกันใหม่ และได้ขุดลึกลงไปสร้างห้องลับเพิ่มอีกหนึ่งห้องใต้ห้องลับเดิม
เอาไว้ค่อยเข้าไปสัมผัสเมื่อถึงเวลาฝึกฝนหมัดสังหารซิวหลัวน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การบำเพ็ญเพียรตามปกติไปสร้างความเสียหายให้กับแผ่นหินอันเปราะบางเหล่านี้
หลังจากรอได้ไม่ถึงสองวัน กวนอิ้งตงก็เข้ามาแจ้งข่าว
"ท่านอาจารย์ นายหอเย่มาเจ้าค่ะ บอกว่าจะนำของมาส่งให้ท่าน"
หวังอี้จึงค่อยๆ เดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียรอย่างสบายอารมณ์
วัตถุดิบสำหรับหลอมโอสถวิญญาณต้นกำเนิดหนึ่งพันชุดมาถึงแล้ว! นี่คือเป้าหมายสำคัญในการบำเพ็ญเพียรขั้นต่อไปของเขา <เคล็ดวิญญาณโบราณ> ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะบรรลุขั้นสมบูรณ์ รอจนกว่าเขาจะฝึกฝนความมหัศจรรย์ [วิญญาณโบราณ] ได้สำเร็จ
เขาก็จะสามารถหยิบยืมพลังจากโอสถ เพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสัมผัสเทวะระดับสามขั้นต้นได้ เมื่อไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของเคล็ดวิชาแล้ว แม้จะไม่สามารถทำให้เขาทะลวงต่อไปยังระดับสามขั้นกลางได้ แต่มันก็ยังคงสามารถสะสมและเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของพลังสัมผัสเทวะต่อไปได้ จนกว่าจะถึงขีดจำกัดของขั้นต้น ซึ่งในด้านนี้เขามีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ เพราะการบำเพ็ญเพียรวิถีกายาก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีเดียวกัน
อีกทั้งสัมผัสเทวะยังเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งแห่งจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียร มันไม่สามารถก้าวล้ำนำหน้าขอบเขตพลังไปมากเกินไปได้ มิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงที่ต้องละทิ้งกายเนื้อ แล้วกลายสภาพเป็นกายวิญญาณแทน
เมื่อแก้ปัญหานี้ได้ เขาก็จะมี [ช่องจัดวาง] ว่างเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งช่อง
เขาตั้งใจจะใช้วิชาจิปาถะต่างๆ ที่มีติดตัวไปจัดวางเพื่อเลื่อนระดับให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แล้วค่อยนำวิชามังกรเจียวมารปรโลกไปจัดวางเป็นอย่างสุดท้าย เพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาให้วุ่นวายอีก
หากสัมผัสเทวะสามารถทะลวงขีดจำกัดได้ มันก็สามารถช่วยเขาเสริมความแข็งแกร่งให้กับมุทราควบคุมศพอาฆาตไท่หยิน ไปจนถึงการควบคุมเจียงซือได้มากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน
ครืนนน!
เมื่อประตูหินของห้องลับเปิดออก หวังอี้ก็เดินตามกวนอิ้งตงไปยังห้องรับรอง
ครู่ต่อมา
"นายหอเย่ สบายดีหรือไม่"
"เอ่อ... ท่านเจ้าเมืองคงจะลืมไปแล้วกระมัง เมื่อสิบกว่าวันก่อนเราก็เพิ่งจะพบกันเองนะขอรับ"
"การบำเพ็ญเพียรไม่รู้ลืมวันคืน สำหรับผู้แซ่หวังแล้ว รู้สึกเหมือนว่าผ่านไปสักพักใหญ่แล้วจริงๆ"
เย่ชิงทำได้เพียงตอบรับอย่างจนใจ
สาขาหยกวิญญาณแห่งนี้ แทบจะกลายเป็นลูกน้องของหวังอี้ไปเสียแล้ว พวกเขามีหน้าที่คอยรวบรวมทรัพยากรวิญญาณต่างๆ ให้กับเขาโดยเฉพาะ
ต่อให้ไม่มีของ ก็ต้องไปเบิกมาจากสาขาอื่น หรือแม้กระทั่งจากหอใหญ่ เพราะนี่คือคำสั่งของคุณหนู เย่ชิงจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อยไปชั่วขณะ
การดูแลในระดับนี้ แม้แต่ศิษย์สายตรงของนิกายใหญ่ก็ยังไม่ได้รับเลย
หรือว่า...
เย่ชิงเบิกตากว้าง สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ก่อนจะรวบรวมสติแล้วกล่าวว่า "นี่คือของที่คุณหนูส่งคนให้นำมามอบให้ท่านเจ้าเมืองขอรับ"
เมื่อของมาถึงมือ
หวังอี้กลับพูดขึ้นว่า "เจ้าช่วยติดต่อสหายเต๋าจินให้ที บอกนางว่าข้ามีวิธีช่วยนางแล้ว ให้นางเตรียมของวิเศษเอาไว้ให้พร้อม ข้าจะเป็นคนเลือกเอง"
เย่ชิง "……???"