- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 200 หมัดสังหารซิวหลัวน้อย
บทที่ 200 หมัดสังหารซิวหลัวน้อย
บทที่ 200 หมัดสังหารซิวหลัวน้อย
บทที่ 200 หมัดสังหารซิวหลัวน้อย
การจะทำลายค่ายกลลวงตานี้ได้ มีเพียงต้องตั้งจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอก ยึดมั่นในเป้าหมายสูงสุดของตนเองให้ถึงที่สุด ถึงจะสามารถทะลวงผ่านไปได้อย่างราบรื่น
นี่คือสถานที่อันสมบูรณ์แบบสำหรับทดสอบจิตแห่งเต๋าโดยแท้
ขบวนนักโทษเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดหวังอี้ก็มองเห็นทิวทัศน์ปลายขบวนเสียที
โต๊ะยาวหนึ่งตัว แม่ทัพสวมหมวกเกราะประดับพู่แดงหนึ่งคน และทหารที่กำลังแจกจ่ายอาวุธอีกสองนาย
หวังอี้หรี่ตาลง
ดูเหมือนว่าเขากำลังจะกลายเป็นทหารกองหน้าหน่วยกล้าตาย กลายเป็นนักโทษแนวหน้ากลุ่มแรกที่ต้องไปผลาญอาวุธยุทโธปกรณ์ของศัตรู... นั่นหมายความว่าเมืองแห่งนี้กำลังเผชิญกับภัยสงคราม
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพภูเขาซากศพทะเลโลหิตที่เห็นตอนสัมผัสกับตรวนโลหิตในคราแรก
ทั้งสองเหตุการณ์ย่อมไม่ใช่สนามรบเดียวกันอย่างแน่นอน ทว่ากลับมีลักษณะคล้ายคลึงกันยิ่งนัก
"หากเอาชีวิตรอดตามกฎเกณฑ์ได้ ก็ย่อมทะลวงผ่านภาพลวงตานี้ไปได้"
"หรือไม่ก็... แหกกฎมันซะเลย!"
หลังจากลองสัมผัสถึงพละกำลังในร่างกาย หวังอี้ก็ต้องเงียบงัน เขาคล้ายกับกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอีกครั้ง ไร้ซึ่งพลังวิเศษใดๆ ในกาย ซึ่งนี่ไม่เกี่ยวอันใดกับขื่อคาบนคอของเขาเลย
เขาเป็นเพียงชายฉกรรจ์ธรรมดาที่สุดในภาพลวงตาแห่งจิตใจนี้ และสงครามนี้ก็เป็นเพียงสนามรบห้ำหั่นของเหล่ามนุษย์เดินดิน
ในฐานะหน่วยกล้าตาย อาวุธที่เขาได้รับแจกมีเพียงหอกยาวเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยสนิม ซ้ำร้ายบนคมหอกและด้ามจับยังมีหยากไย่แมงมุมเกาะติดอยู่อีกต่างหาก
ไร้ซึ่งบทสนทนาและการแลกเปลี่ยนใดๆ เขาถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เดินหน้าต่อไป นักโทษรอบกายต่างสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เกาะกุมอยู่ในใจของพวกมัน
"ทำได้แค่พึ่งพาทักษะการต่อสู้ของคนธรรมดาเพื่อเอาชีวิตรอดในสนามรบงั้นหรือ..."
สิ่งที่หวังอี้ทำได้นั้นมีไม่มากนัก ทำได้เพียงพยายามฝนอาวุธของตนให้คมขึ้นมาสักหน่อย โดยการนำไปลับกับพื้นหินสีครามตรงๆ
สองชั่วยามต่อมา
ยามราตรีมาเยือน
พ่อครัวทหารหาบข้าวต้มใสแจ๋วมาหลายถัง เพื่อแจกจ่ายให้กับนักโทษนับร้อยชีวิตในค่ายทหารอันซอมซ่อแห่งนี้
ทว่าเพิ่งจะเริ่มแจกจ่ายได้ไม่ทันไร เสียงกลองรบก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนฟ้า การลอบโจมตียามวิกาลที่ไม่มีใครคาดคิดได้เปิดฉากขึ้น ทว่าในศึกนี้ เหล่านักโทษเยี่ยงพวกเขากลับไม่ได้ถูกส่งขึ้นไปบนกำแพงเมือง
แต่กลับต้องมารื้อถอนบ้านเรือนภายในเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อขนส่งก้อนหินและท่อนไม้ไปไว้ใต้กำแพงเมืองอย่างไม่ขาดสาย สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกนำไปใช้เป็นทรัพยากรในการป้องกันเมืองได้ทั้งสิ้น
หวังอี้ได้สัมผัสกับความเหนื่อยล้าปวดเอวเมื่อยหลังที่ห่างหายไปนาน
ศึกปกป้องเมือง
มีลูกธนูหลงและธนูไฟพุ่งตกลงมาเป็นระยะๆ เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังระงมไปทั่วทุกหนแห่ง แม้จะอยู่ใกล้กำแพงเมืองที่จวนเจียนจะพังทลาย ทว่าฝั่งของพวกเขากลับยังคงทำงานกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
หน่วยคุมงานคอยจับตาดูทุกคนอย่างเข้มงวด บริเวณประตูเมืองยิ่งมีทหารม้าหุ้มเกราะหนักหลายร้อยนายตั้งแถวรอ เตรียมพร้อมพุ่งทะยานออกไปมอบความตายให้แก่ศัตรูได้ทุกเมื่อ
ความมืดมิดถอยร่น แสงอรุณรุ่งเริ่มสาดส่อง
ยามฟ้าสาง ประตูเมืองก็เปิดกว้างออก ขบวนทหารม้าควบตะบึงออกไป ทว่าผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไร้วี่แววว่าจะกลับมา
หวังอี้และคนอื่นๆ เพิ่งจะล้มตัวลงนอน ก็ถูกเตะปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้... ต้องออกไปรบนอกเมือง!
............
............
"อึกก"
เป็นไปตามคาด หลังจากถูกต้อนขึ้นสู่สนามรบอย่างบังคับ แม้หวังอี้จะมีประสบการณ์การต่อสู้อย่างโชกโชน แต่ก็ยากที่จะอาศัยเพียงร่างของมนุษย์ธรรมดาไปเข่นฆ่าสังหารอย่างบ้าคลั่งกลางสมรภูมิได้
โดยเฉพาะเมื่อรอบตัวมีแต่เพื่อนร่วมกลุ่มที่โง่เง่าเต่าตุ่น พวกที่พึ่งพาอะไรไม่ได้ ซ้ำยังหน้ามืดตามัวเอาหอกมาแทงก้นฝั่งเดียวกันอีก เจอไอ้พวกสวะแบบนี้ เขาแทบอยากจะฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด
ถอยก็ไม่ได้ บุกทะลวงก็ไม่เข้า
บนร่างไม่มีแม้แต่เกราะสักชิ้น ยังไม่ทันวิ่งไปถึงหน้าค่ายกลศัตรู ก็ถูกเกี่ยวล้มระเนระนาดราวกับเก็บเกี่ยวรวงข้าววิญญาณ ต่อให้ดันทุรังไปจนถึงขั้นประชิดตัวได้ สุดท้ายก็พ่ายแพ้ยับเยินตั้งแต่การปะทะครั้งแรก
ทว่าประโยชน์ทางยุทธวิธีนั้นยังคงมีอยู่มาก นั่นคือการผลาญอาวุธและพละกำลังของศัตรู หากโชคดีหน่อยก็อาจทำให้ค่ายกลของข้าศึกปั่นป่วนได้
หวังอี้สังหารศัตรูไปได้เพียงสิบสองคน ก็ถูกหอกสี่เล่มแทงทะลุร่างท่อนบน ถูกรุมสกรัมจนตายคาทีอย่างอนาถ
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ยังไม่ทันได้ดึงสติกลับมาจากความเจ็บปวด
เขากลับมาปรากฏตัวต่อแถวอยู่ในขบวนนักโทษอีกครั้ง หลังจากผ่านวงจรเดิมมาแล้วรอบหนึ่ง เขาก็มีความเข้าใจต่อค่ายกลลวงตาแห่งจิตใจแห่งนี้เพิ่มขึ้นอีกส่วน
"ต้องเอาชนะทัพศัตรูให้ได้สินะ..."
หวังอี้บีบหมัดแน่น ครั้งนี้เขาเริ่มลงมือตามใจนึก ลอบเร้นกายขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของศัตรู ถึงขั้นชิงตีกลองรบก่อนเวลาเสียด้วยซ้ำ
ครั้งนี้ ศึกปกป้องเมืองจบลงเร็วกว่าเดิม
แม้แต่กองทหารม้าหุ้มเกราะหนักที่เตรียมตัวจะออกไปรบ ก็อดออกศึกเพราะเขาแกล้งทำกลไกเชือกกว้านพัง ทำให้กองกำลังรบหลักของฝ่ายตนมีจำนวนเพิ่มขึ้น!
พอถึงวันที่สอง การรบนอกเมืองก็เปิดฉากขึ้นตามเดิม
ครั้งนี้ เขาซุ่มซ่อนตัวอยู่ในตำแหน่งสุดขอบเขตการควบคุมของหน่วยคุมงาน พยายามใช้ร่างของเพื่อนร่วมกลุ่มเป็นโล่กำบังการโจมตีให้มากที่สุด เขาเอาชีวิตรอดมาได้อย่างยาวนาน และสังหารข้าศึกไปได้ถึงห้าสิบสี่คน
จากนั้น... เขาก็ตายอีกครั้ง!
การเวียนว่ายตายเกิดในภาพลวงตารอบที่สาม
หวังอี้นวดขมับ พ่นลมหายใจอย่างจนปัญญา "ข้าศึกมีพลธนูแม่นปืน จะทำตัวโดดเด่นเกินไปไม่ได้แฮะ"
ส่วนเรื่องที่จะไปติดต่อกับระดับสูงของกองกำลังรักษาเมืองน่ะหรือ เลิกคิดไปได้เลย แค่หาตัวให้เจอยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ครั้งนี้เขาเล่นบทซุ่มเงียบยิ่งกว่าเดิม หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็แทบจะไม่ลงมือเลย ทว่าพอพวกนักโทษล้มตายกันไปจนเกือบหมด กองทัพฝ่ายเดียวกันถึงเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนทัพบุกไปข้างหน้า คราวนี้หวังอี้เลยไม่มีที่ให้ซ่อนตัวอีกต่อไป
สี่ครั้ง ห้าครั้ง... แปดครั้ง หวังอี้ทุ่มสุดตัวงัดข้อกับสงครามในครั้งนี้ ทักษะการสังหารของเขาก็เริ่มยกระดับขึ้นเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน ณ โลกภายนอก
ทุกครั้งที่ผ่านการเวียนว่ายตายเกิด ร่างจริงของหวังอี้ก็จะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทว่าโถงทางเดินอันมืดมิดและทอดยาวนี้ หากไม่เดินสักพันก้าวก็อย่าหวังเลยว่าจะออกไปได้
ในค่ายกลลวงตาแห่งจิตใจ หวังอี้ดำดิ่งอยู่กลางสมรภูมิรบ เขาไม่มีความวิตกกังวลหรือเดือดดาลแต่อย่างใด ทว่ากลับมองว่านี่คือบททดสอบหนึ่ง ตราบใดที่ผ่านมันไปได้ ระดับสภาวะจิตใจของเขาก็จะได้รับการยกระดับขึ้น
ต่อให้ท้ายที่สุดจะผ่านไปไม่ได้จริงๆ เขาก็ยังมีวิธีฝืนปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาอยู่ดี
ในการเวียนว่ายตายเกิดรอบที่เก้า อาวุธของหวังอี้มักจะหักสะบั้นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาต้องหันมาพึ่งพาสองหมัดเปล่าๆ ในการสังหารศัตรู ซึ่งนี่มันยากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก การจะใช้หมัดเดียวปลิดชีพทหารที่สวมเกราะอยู่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ด้วยร่างกายของมนุษย์ธรรมดาเช่นนี้ ไม่มีทางทำได้เลยต่างหาก
ครั้งที่สิบ เขาเริ่มลอกคราบเอาอุปกรณ์ชั้นดีของศัตรูมาใช้
ครั้งที่สิบห้า หลังจากผ่านความตายแบบไม่ยอมหลาบจำมาห้าครั้ง ทุกครั้งที่เขาใช้อาวุธของศัตรู มันก็ยังคงหักสะบั้นอยู่ดี นั่นทำให้เขาตระหนักได้ว่า นี่คงเป็นฝีมือของกฎเกณฑ์บางอย่างในภาพลวงตาเป็นแน่
ในเมื่อไม่อนุญาตให้ใช้อาวุธ เขาก็ทำได้เพียงหาวิธีทำให้หมัดของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ยี่สิบครั้ง... สามสิบครั้ง... จำไม่ได้แล้วว่าสังหารศัตรูไปมากเท่าใด และหวังอี้ผู้ซึ่งงมคิดค้นวิชาหมัดสนามรบขึ้นมาได้ชุดหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เปิด [ช่องจัดวาง] ขึ้นมา
เขาเลิกเล่นตามน้ำแล้ว เขาจะเปิดสูตรโกง!
ตัวเลือกใหม่ที่สามารถจัดวางได้ปรากฏขึ้นด้านใน ทำให้เขาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
[วิชาหมัดสนามรบ (สามารถจัดวางได้ / หมัดสังหารซิวหลัวน้อย)]
"นี่มัน..."
หวังอี้เอาช่องของวิชาหลอมศพออกไป และชั่วพริบตานั้น เขาก็เข้าใจกระจ่างในทุกสิ่ง
สิ่งที่เรียกว่าหมัดสังหารสนามรบนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่วิชาที่เขาตระหนักรู้ขึ้นมาเองเลยแม้แต่น้อย ทว่ามันคือเจตจำนงสังหารอันแข็งแกร่งที่ดำรงอยู่ในภาพลวงตาแห่งนี้ต่างหาก คาดว่านี่คงเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่แห่งราชวงศ์เซียนทิ้งเอาไว้
ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาหลายครา
ยิ่งเขาสังหารคนไปมากเท่าใด ข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จึงง่ายที่จะเกิดภาพลวงตาหลอกตัวเองว่าตนเป็นคนคิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเอง สีหน้าของหวังอี้อดไม่ได้ที่จะดูพิลึกพิลั่น
“เฮ้ออ”
"เป็นสายการสืบทอดสายย่อยในคัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัวสินะ"
ยังไม่ทันที่เขาจะรำพึงรำพันจบ หลังจากที่ [ช่องจัดวาง] เริ่มแสดงผล
แทบจะทุกวินาที เขาสามารถสัมผัสได้ถึงเจตจำนงสังหารอันบริสุทธิ์สายหนึ่งที่หลั่งไหลเข้าสู่ส่วนลึกในจิตใจของเขา เช่นเดียวกับเมื่อก่อน คือไร้ซึ่งผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น
มันราวกับเป็นเจตจำนงสังหารที่เขาหล่อหลอมขัดเกลาขึ้นมาด้วยตัวเอง บริสุทธิ์และทรงพลัง ซ้ำยังสอดคล้องกับทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใช่แล้ว มันคือสิ่งที่เขาสกัดกลั่นขึ้นมาเอง! หวังอี้กล้ายืนยัน!
[ช่องจัดวางที่ 3: หมัดสังหารซิวหลัวน้อย (ฤทธิ์เทวะ/พลังใจ/สกัดกลั่นวิญญาณ)]
[หมัดสังหารซิวหลัวน้อย (0/100): หนึ่งวันฝึกฝนแปดหมื่นหกพันสี่ร้อยครั้ง ยี่สิบปีบรรลุขั้นสมบูรณ์]
หวังอี้ตกตะลึงจนขนลุกซู่
นี่คือวิชาหมัดสุดมหัศจรรย์แขนงแรกที่เขาเคยสัมผัส หนึ่งวินาทีต่อการฝึกฝนหนึ่งครั้ง ไม่จำเป็นต้องขยับเขยื้อนร่างกายเลยแม้แต่น้อย ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปในโลกแห่งจิตใจ ซ้ำมันยังเป็นถึงฤทธิ์เทวะอีกด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น ใช้เวลาเพียงยี่สิบปีก็บรรลุขั้นสมบูรณ์ได้ เขาอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปที่จำนวนครั้งการฝึกฝนอันน่าสยดสยองนั่น นี่มันชักจะพิสดารเกินไปแล้ว
แถมความตระหนักรู้ในห้วงความคิดก็ยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายอีกต่างหาก
ข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
[หมัดสังหารซิวหลัวน้อย ฤทธิ์เทวะผสานสองวิถีชนิดแรก ที่ 'ซิวหลัวจุนเจ่อ' ยอดฝีมือแห่งราชวงศ์เซียนยุคโบราณได้นำเอาวิถีแห่งพลังใจและวิถีแห่งการสกัดกลั่นวิญญาณมาหลอมรวมกัน โดยใช้เจตจำนงสังหารซิวหลัวเป็นเมล็ดพันธุ์ในการก่อตั้งขึ้น]
นี่คือเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่ง
รูปแบบการบำเพ็ญเพียรกระแสหลักในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรยุคปัจจุบัน ดูเหมือนว่าในยุคโบราณกาลของโลกใบนี้จะถูกเรียกว่า [วิถีแห่งการสกัดกลั่นวิญญาณ]
แม้ว่ามันจะไม่ใช่วิชาบำเพ็ญเพียรจิตใจแบบมาตรฐาน ทว่าก็ครอบคลุมไปถึงครึ่งหนึ่ง ซ้ำยังเป็นฤทธิ์เทวะสายโจมตีอีกต่างหาก!
อันที่จริงผลลัพธ์ของมันก็คล้ายคลึงกับเนตรทมิฬไท่หยิน การบำเพ็ญเพียรฤทธิ์เทวะวิชานี้ ก็สามารถยกระดับพลังใจของตนเองได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งช่วยให้สามารถควบคุมเจตจำนงอันลี้ลับอย่างเจตจำนงสังหารซิวหลัวนี้ได้
ชกออกไปเพียงหมัดเดียว คาดว่าคงทำให้เป้าหมายตกใจกลัวจนฉี่ราดได้เลยทีเดียว
หวังอี้อยากจะขนานนามให้มันว่า… หมัดขี้เยี่ยวราดอับอายขายขี้หน้าประชาชี
"สกปรก... โคตรจะสกปรกโสมมเลย! ข้าชอบ!!!"
เก็บขยะดันได้ของดีระดับสุดยอดชิ้นเล็กๆ มาหนึ่งชิ้น นี่ก็ถือเป็นความบังเอิญของโชคชะตาเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว พวกที่สามารถทำลายค่ายกลลวงตานี้ได้ ก็คงไม่ได้มีเวลาว่างสบายๆ มานั่งเข่นฆ่าศัตรูอยู่ในนี้เหมือนกับหวังอี้หรอก
อย่างแย่ที่สุดก็คงผ่านการเวียนว่ายตายเกิดสักสองสามรอบ พอพบว่าไร้ประโยชน์ ก็คงงัดไพ่ตายออกมาทำลายค่ายกลทิ้งไปแล้ว
หวังอี้มาในจังหวะที่พอดีเป๊ะ ไร้ซึ่งคู่แข่ง
โดยธรรมชาติแล้ว เขาจึงไม่ได้เร่งรีบอันใด เน้นการสัมผัสประสบการณ์เพื่อขัดเกลาตนเองเป็นหลัก ประกอบกับสติปัญญาความรู้แจ้งของเขาก็พอใช้ได้ แค่ตระหนักรู้ได้ถึงจุดเริ่มต้น ก็สามารถใช้ [ช่องจัดวาง] คว้ามันมาได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากตระหนักรู้ถึงฤทธิ์เทวะอันหาได้ยากยิ่งวิชานี้แล้ว เนื่องจากเขาไม่มีพลังเวทที่จะใช้ขับเคลื่อนฤทธิ์เทวะ การใช้ปราณแท้แสดงวิชาออกมาจึงด้อยประสิทธิภาพไปสักหน่อย มีเพียงเจตจำนงสังหารที่แทบจะควบแน่นเป็นรูปร่างวิญญาณเท่านั้นที่พอจะมีอำนาจข่มขวัญอยู่บ้าง
ปัจจุบันอานุภาพของมันยังเทียบฝ่ามือเสวียนหยินไม่ได้ แต่หากจัดวางไว้ให้รับการบำเพ็ญเพียรเพิ่มไปอีกสักระยะ หรือแม้กระทั่งจัดวางไว้จนกว่าจะบรรลุขั้นสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลานั้นด้วยความเชี่ยวชาญระดับสูงสุดยอด ก็น่าจะสามารถปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริงบางส่วนออกมาได้
เมื่อความลี้ลับของวิชานี้ถูกหวังอี้ช่วงชิงมาได้ ค่ายกลลวงตาแห่งจิตใจจึงพังทลายลงอย่างเป็นทางการ
เมื่อหวังอี้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองอยู่ห่างจากทางเข้าเพียงสามสิบก้าวเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนครั้งการเวียนว่ายตายเกิดของเขาพอดิบพอดี ลวดลายอาคมข้อห้ามบนกำแพงโถงทางเดินก็ค่อยๆ หม่นแสงลง
ดูเหมือนมันจะสูญเสียแหล่งพลังงานไปแล้ว หวังอี้ขยับจิตนึกคิด หยิบเอาตำราปกหินในสาบเสื้อออกมา
ครั้งนี้ เจตจำนงสังหารซิวหลัวที่ควบแน่นกลายเป็นหมอกสีแดง ได้ซึมซาบออกมาจากกำแพงอย่างแท้จริง และหลั่งไหลเข้าสู่ตำราปกหินอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก
นิมิตประหลาดทั้งมวลก็อันตรธานหายไป เมื่อเขาลองเปิดดูอีกครั้ง
หน้ากระดาษแผ่นที่เจ็ดถึงสิบสี่ล้วนสว่างวาบขึ้น แม้จะไม่รู้จักตัวอักษรเหล่านั้น แต่เขาก็มั่นใจได้เลยว่า สิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ก็คือ [หมัดสังหารซิวหลัวน้อย] แถมยังมีของแถมเพิ่มมาให้อีกเล็กน้อย
หวังอี้ประทับพวกมันเข้าไปในหัว จดจำรูปลักษณ์ของอักขระแต่ละตัวเอาไว้ จากนั้นจึงเปิด [ช่องจัดวาง] ขึ้นมาอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าพลันดูจริงใจขึ้นมาหลายส่วนในชั่วพริบตา
"มีอยู่จริงๆ ด้วย ข้าอ่านไม่ออกก็ไม่เป็นไร แค่ช่องจัดวางอ่านออกก็พอแล้ว"
ตอนที่เขาอยู่ภูเขากระดูกดำ เขาก็ใช้วิธีมุดช่องโหว่แบบนี้แหละ!
ฝืนจัดวางวิชาเกราะมารกลืนวิญญาณลงไปดื้อๆ และตอนนี้ก็ทำเช่นเดียวกัน
หลังจากสับเปลี่ยนชั่วคราวแล้ว ก็มีสิ่งของที่สามารถจัดวางได้ทั้งหมดสองรายการ
[ช่องจัดวางที่ 4: กระบี่เจตนาสังหาร (วิชาลับพลังใจ/ไร้ระดับ)]
[กระบี่เจตนาสังหาร (100/100): ต่อยอดไม่ได้อีกแล้ว]
นี่คือวิชาลับในการใช้งาน "เจตจำนงสังหารซิวหลัว" รูปแบบหนึ่ง คล้ายกับเป็นเคล็ดลับบางอย่าง พอรู้ปุ๊บก็สามารถเชี่ยวชาญจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ได้ปั๊บ เปรียบเสมือนสัญชาตญาณทางจิตใจที่คล้ายคลึงกับการเหวี่ยงหมัดของมนุษย์นั่นเอง
ยิ่งบ่มเพาะเจตจำนงสังหารได้ร้ายกาจมากเท่าใด อานุภาพก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ไร้ซึ่งขีดจำกัด
ก็เหมือนกับว่ายิ่งร่างกายของหวังอี้แข็งแกร่งมากเท่าใด พลังหมัดที่เหวี่ยงออกไปก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ทั้งสองอย่างนี้คือหลักการเดียวกัน ไม่นับว่าเป็นสิ่งซับซ้อนอันใด
ส่วนอย่างที่สองนั้น…
ช่างน่าสนใจยิ่งนัก อดไม่ได้ที่จะทำให้หวังอี้นึกถึงจินเมี่ยวซ่านขึ้นมา