เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 197 หลอกต้มเสี่ยวจินซ้ำสอง, โบราณสถานตงจี๋จิง

บทที่ 197 หลอกต้มเสี่ยวจินซ้ำสอง, โบราณสถานตงจี๋จิง

บทที่ 197 หลอกต้มเสี่ยวจินซ้ำสอง, โบราณสถานตงจี๋จิง


บทที่ 197 หลอกต้มเสี่ยวจินซ้ำสอง, โบราณสถานตงจี๋จิง

เมื่อรวบรวมครบหนึ่งชุดแล้ว

น่าจะมีประโยชน์ต่อการสำรวจคุกสยบมารแห่งเขตหลวงอยู่บ้าง

ก่อนหน้านี้เขาได้นำข้อสันนิษฐานนี้ไปบอกกล่าวแก่ติงหมิง หนึ่งในศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาดุจปรโลกแล้ว

แม้ว่าหลังจากนั้นอีกฝ่ายจะไม่ได้กลับมาพบเขาที่เมืองหยกวิญญาณ ทว่าก็เปิดเผยข้อมูลออกมาไม่น้อย เขาเห็นภาพในหินบันทึกภาพได้อย่างชัดเจน

เห็นได้ชัดว่าติงหมิงและเว่ยซานเจ๋อไปถึงค่อนข้างช้า แต่กลับปรากฏตัวอยู่ภายในลำแสงทะลวงฟ้าเป็นกลุ่มแรก ดูเหมือนว่าพวกเขาน่าจะไปกระตุ้นกลไกอะไรบางอย่างเข้า

ส่วนผู้ที่ได้ครอบครองคัมภีร์มารแท้จริงหลัวซ่าเป็นคนสุดท้ายนั้น เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก พอดีกับที่จินเมี่ยวซ่านได้คัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัวไป อาศัยโอกาสที่ติดต่อกันคราวนี้ลองหลอกถามดูสักหน่อยก็คงดี

สิ่งที่ส่งมาพร้อมกับข้อความของเจ้าหอเย่ ยังมีมุกอีกหนึ่งเม็ด หวังอี้เคยเห็นมันมาก่อน มันคืออาวุธวิเศษระดับสุดยอดเม็ดลูกที่เอาไว้ใช้ติดต่อกับจินเมี่ยวซ่านนั่นเอง

หลังจากถ่ายทอดปราณแท้เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงาน

ครั้งนี้มีเพียงภาพใบหน้าของจินเมี่ยวซ่านปรากฏขึ้นมาเท่านั้น แถมยังดูเลือนรางอยู่บ้าง น่าจะเป็นเพราะระยะห่างระหว่างคนทั้งสองอยู่ไกลกันเกินไป

"สหายหวัง พบกันอีกแล้วนะ"

"สหายจิน มีเงื่อนไขอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ"

วัตถุดิบหลักของโอสถหุนหยวน ในยุคโบราณกาลมีชื่อเรียกว่า [ดอกหุนหยวน] แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ถูกเรียกขานว่า [ดอกผีคร่ำครวญ] พูดตามตรง หวังอี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องมาเจรจาเงื่อนไขกับเขาด้วยตัวเอง

หากสามารถหลอมโอสถหุนหยวนออกมาได้ เขามั่นใจว่าภายในเวลายี่สิบปี จะสามารถทะลวงพลังสัมผัสเทวะให้เข้าสู่ระดับแก่นทองคำได้อย่างแท้จริง

สาเหตุที่ต้องใช้เวลายาวนานถึงเพียงนี้ เป็นเพราะเคล็ดวิญญาณโบราณจำเป็นต้องบรรลุขั้นสมบูรณ์เสียก่อน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเพียงวิชาสัมผัสเทวะระดับสองเท่านั้น บางทีอาจต้องขอยืมพลังของ [ช่องจัดวาง] เพื่อต่อยอดให้ไปถึงระดับสาม

ทว่าเวลาที่ต้องสูญเสียไปนั้น คงยาวนานจนสุดจะเปรียบประเมินได้

ในภาพที่เลือนราง อารมณ์ของจินเมี่ยวซ่านดูเหมือนจะราบเรียบ เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ไร้ซึ่งความเกรงใจของหวังอี้ นางก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่กลับเอ่ยว่า

"ทุกสิ่งที่เจ้าทำในหอจินหม่านแห่งเมืองหยกวิญญาณ ข้ารู้หมดแล้ว เพราะฉะนั้น...เรื่องที่เกี่ยวกับโอสถหุนหยวน ข้าเองก็รู้เช่นกัน"

"แล้วยังไงต่อ?"

หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น เขาสันนิษฐานถึงสถานการณ์นี้ไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว แต่ก็หมดหนทาง ใครใช้ให้หอจินหม่านใช้งานได้ดีเล่า ในเมืองหยกวิญญาณไม่มีสาขาย่อยของหอเทียนเป่า นี่คือความจริง

จินเมี่ยวซ่านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบายยืดยาว

"โอสถหุนหยวนเป็นสูตรยาโบราณ มาจากหนึ่งในนิกายที่สูญหายไปในยุคโบราณกาลอย่าง นิกายเทียนหุน นี่คือนิกายที่สืบทอดการบำเพ็ญสัมผัสเทวะเพียงอย่างเดียว

"ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งนิกายของพวกเขาไปถึงระดับแปลงวิญญาณ น่าเสียดาย... ที่ยังคงตกตายไปในเหตุการณ์ [กบฏมารโลหิต] หากจะกล่าวในแง่หนึ่ง นิกายเทียนหุนกับนิกายโลหิตวิญญาณผกผันที่สืบทอดสายเลือดมารโลหิตมาอย่างถูกต้อง ล้วนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาหลายชั่วอายุคน

"ส่วนเจ้า ก็น่าจะครอบครองการสืบทอดที่แท้จริงของนิกายเทียนหุน ข้าพูดถูกใช่หรือไม่?"

หวังอี้ทำหน้าไม่ยี่หระ กบฏมารโลหิตในยุคโบราณกาล หรือที่ถูกเรียกขานว่ายุคที่สูญหาย มารโลหิตได้สังหารขุมอำนาจไปมากเกินไป จนแทบจะทำให้โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเกิดการขาดตอนอย่างสมบูรณ์

แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับหวังอี้ผู้นี้เล่า?

"เจ้าต้องการการสืบทอดของนิกายเทียนหุน?"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น หลังจากบอกข้าแล้ว หอจินหม่านจะส่ง <ดอกผีคร่ำครวญ> นับพันต้นไปให้เจ้า วัตถุดิบอื่นๆ ในการหลอมโอสถหุนหยวนก็จะถูกจัดเตรียมไว้ให้พร้อมกัน"

แววตาของจินเมี่ยวซ่านแฝงไว้ด้วยความคาดหวังอยู่ลางๆ ทว่าเนื่องจากภาพเลือนรางเกินไป หวังอี้จึงไม่ทันสังเกตเห็น

แต่ท่าทีที่ร้อนรนเช่นนี้ ทำให้หวังอี้นึกถึงความเป็นไปได้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากประการหนึ่ง จนแทบจะทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมา

แสร้งทำเป็นนิ่งเงียบครุ่นคิดไปสามลมหายใจ หวังอี้ถึงได้หรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า "ได้ กฎเดิม ลงนามพันธสัญญาปรโลก"

"ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาพื้นฐานของนิกายเทียนหุนที่บำเพ็ญอยู่ให้เจ้าทั้งหมด สหายจินเพียงแค่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครู่ก็พอ"

"ตกลง!"

พันธสัญญาระดับสูงส่งอย่างพันธสัญญาปรโลก ต่อให้ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก ก็สามารถเนรมิตแผ่นกระดาษสัญญาให้มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของแต่ละฝ่ายได้ การถ่ายทอดเคล็ดวิชายิ่งง่ายดายเข้าไปใหญ่ เพียงแค่บอกกล่าวด้วยวาจาก็เป็นอันเสร็จสิ้น

เมื่อกระดาษสีดำจางหายไปจากความว่างเปล่า จินเมี่ยวซ่านก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป นางรีบกล่าวด้วยความร้อนรน

"เริ่มเถอะ"

"วิญญาณคือเจ้านายในห้วงจิต เทวะคือห้วงคำนึงของมนุษย์ ภวังค์คือตัวตนที่แท้จริง ดูดซับปราณม่วงหล่อเลี้ยงเทวะ รวบรวมแก่นตะวันเสริมสร้างภวังค์ ชักนำไท่หยินชำระล้างวิญญาณ...นี่คือวิญญาณโบราณ~"

หวังอี้ไม่รีบไม่ร้อนค่อยๆ ถ่ายทอดเคล็ดวิชาไปอย่างเชื่องช้า ไม่ได้ดัดแปลงอักขระใดๆ เคล็ดวิญญาณโบราณระดับสอง เขาได้ถ่ายทอดให้จินเมี่ยวซ่านอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ และนั่นก็คือทั้งหมดที่เขารู้

ผ่านไปครู่หนึ่ง

จินเมี่ยวซ่านคล้ายจะจับจุดอะไรบางอย่างได้ แต่สภาวะที่สงบนิ่งนั้นกลับรักษาไว้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาร้อนรนอีกครั้ง

"แล้วยังไงต่อล่ะ? เนื้อหาท่อนหลังล่ะ?!!"

หวังอี้กล่าวด้วยความแปลกใจ

"นี่คือเนื้อหาทั้งหมดที่ข้าครอบครองอยู่ พอใจหรือยังเล่า?"

จินเมี่ยวซ่านผงะอึ้งไป จิตสังหารที่เดือดพล่านในหัวสมองแทบจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ นางเอ่ยอย่างฝืนทนเล็กน้อย

"มีแค่ส่วนของระดับสองเท่านั้น ข้าก็นึกว่าอย่างน้อยเจ้าจะครอบครองเคล็ดวิญญาณโบราณระดับสามเสียอีก วางใจเถอะ... วัตถุดิบโอสถหุนหยวนที่สมบูรณ์หนึ่งพันชุด ภายในครึ่งเดือนจะถูกส่งไปที่จวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณ"

จากนั้นภาพก็ถูกปิดลง มุกมิติวิเศษเม็ดลูกก็สลายกลายเป็นผงธุลีปลิวหายไปดั่งควันเมฆในวันวาน

หวังอี้ขมวดคิ้วไม่หยุด จินเมี่ยวซ่านมองออกถึงความคิดที่อยากจะรอดูงิ้วสนุกๆ และหลอกรีดไถนางเป็นครั้งที่สองของเขาได้ แต่นางกลับไม่ได้โกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟเพราะเรื่องนี้

แต่กลับโอนอ่อนผ่อนตาม ต่อให้ต้องเสียเปรียบก็ยังยอมตกลง ดูเหมือนว่าความปรารถนาที่มีต่อเคล็ดวิญญาณโบราณ คงจะมาถึงระดับที่รอช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวแล้ว

สภาพของนางดูผิดปกติเอามากๆ

เมื่ออ้างอิงจากสถานการณ์ของขื่อคาและตรวนโลหิต เป็นไปได้มากว่าหลังจากเปลี่ยนไปบำเพ็ญคัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัวแล้วคงจะเกิดปัญหาขึ้น ส่วนจะเป็นปัญหาที่ตัวคนหรือตัวเคล็ดวิชา

หวังอี้ค่อนข้างเอนเอียงไปทางมีปัญหากับทั้งสองอย่าง

เคล็ดวิญญาณโบราณมีความพิเศษอย่างไรหรือ? เป็นแค่วิชาสัมผัสเทวะล้วนๆ อย่างนั้นหรือ? ไม่...ด้วยขุมกำลังของหอจินหม่าน ย่อมต้องหาวิชาที่ใกล้เคียงกันมาได้แน่

ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นการสืบทอดของนิกายเทียนหุนที่มีผลลัพธ์พิเศษอะไรบางอย่าง

"วิญญาณโบราณ..."

หวังอี้พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาในบัดดล การสืบทอดที่เป็นรากฐานของนิกายเทียนหุนอย่างเคล็ดวิญญาณโบราณ ไม่เพียงแต่สามารถบำเพ็ญไปได้จนถึงระดับแปลงวิญญาณเท่านั้น แต่ในด้านของระดับขั้นก็ยังทัดเทียมกับคัมภีร์ปราชญ์สังหารซิวหลัวอีกด้วย

ที่สำคัญที่สุดก็คือสามารถมอบความมหัศจรรย์ของ 'วิญญาณโบราณ' ให้กับจิตวิญญาณเทวะได้

ความมหัศจรรย์นี้สามารถต้านทานสถานะเชิงลบที่พุ่งเป้าไปที่จิตวิญญาณเทวะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรได้มากกว่าเก้าส่วน

"จินเมี่ยวซ่านถูกจิตสังหารซิวหลัวกัดกร่อนเข้าแล้ว"

นี่เป็นผลลัพธ์ที่ตรงไปตรงมาและเห็นได้ชัดอย่างยิ่ง ตอนนี้นางกำลังยุ่งอยู่กับการรักษาสติสัมปชัญญะของตัวเอง และมองหาโอกาสช่วยเหลือตัวเองอยู่

"ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย วัตถุดิบพันชุดที่แลกมาได้ต่างหากล่ะถึงจะเป็นผลตอบแทนของข้าอย่างแท้จริง รอข้ากลับมาก่อนค่อยใช้มันก็แล้วกัน"

ของจะทยอยส่งมาถึงภายในครึ่งเดือน หวังอี้ไม่ได้รั้งอยู่ในจวนเจ้าเมืองนานนัก หลังจากซ้อนทับวิชาพรางตัวและคาถาไร้สุ้มเสียงเข้าด้วยกัน เขาก็แอบย่องออกไปทางประตูหลังอย่างเงียบเชียบ

การออกจากบ้านในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขามาถึงเมืองหยกวิญญาณ อย่างมากยี่สิบวันก็จะกลับมา ไม่ควรหายตัวไปนานเกินไป ความระแวดระวังตัวยิ่งถูกดึงขึ้นมาจนถึงขีดสุด

ขณะที่เขามุ่งหน้าไปยังโบราณสถานตงจี๋จิง บางครั้งก็จะหยุดร่ายวิชาลับค้นเขาตามล่ามารเพื่อสำรวจสถานการณ์รอบด้าน หากมีผู้บำเพ็ญเพียรเข้าใกล้ ก็จะรีบถอยห่างอย่างรวดเร็ว

เขาเด็ดเดี่ยวมากที่จะไม่ยอมเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรคนใดทั้งสิ้น……

. . . . . . . . .

. . . . . . . . .

เวลาเจ็ดวันผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว พื้นที่สีแดงฉานผืนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

นั่นคือส่วนของโบราณสถานที่ถูกลบเลือนไปอย่างสมบูรณ์จากการต่อสู้ครั้งก่อน บนผืนปฐพีแห่งนี้ อาบย้อมไปด้วยโลหิตของผู้บำเพ็ญเพียร บริเวณใจกลางสุดยังมีหลุมลึกสองหลุมที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง

นั่นคือร่องรอยที่ลำแสงสืบทอดเคยทิ้งเอาไว้

ได้ยินมาว่าหลังจากนั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรมุดเข้าไปในหลุมเหล่านี้ เพื่อพยายามเข้าไปให้ถึงจุดลึกสุดของโบราณสถานตงจี๋จิงโดยตรง ทว่าคนที่เข้าไป กลับไม่มีใครเคยได้เห็นพวกเขาอีกเลย

ดังนั้น หวังอี้จึงไม่คิดจะใช้ทางลัด หลังจากถอยห่างออกจากสนามรบแห่งนี้ เขาก็มาถึงทางเข้าที่แท้จริงของโบราณสถาน ซึ่งเป็นกลุ่มสิ่งปลูกสร้างโบราณบนผืนดิน

โดยมีกลุ่มสิ่งปลูกสร้างโบราณแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลาง รอบด้านมีบ้านเรือนที่ถูกผู้บำเพ็ญเพียรสร้างขึ้นชั่วคราวอยู่ไม่น้อย หรือไม่ก็เป็นบ้านลักษณะคล้ายถ้ำที่สร้างจากดินและหินเลยก็มี

คนพวกนี้หลงใหลถ้ำหินกันจริงๆ สินะ

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า จุดพำนักชั่วคราวที่คนรุ่นก่อนทิ้งเอาไว้เหล่านี้ ก็รวมตัวกันกลายเป็นกลุ่มคนเล็กๆ คล้ายย่านการค้า เพียงแต่คนที่นี่มักจะไม่ค่อยพูดคุยกัน และต่างก็ระแวดระวังผู้อื่น

ตอนที่หวังอี้มาถึง ภาพที่เห็นคือมีคนอยู่เพียงแค่ห้าหกคนเท่านั้น

ในช่วงเวลานี้ คาดว่าคนที่ยังคงออกสำรวจอยู่น่าจะมีไม่เกินสามร้อยคน สำหรับโบราณสถานที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ จำนวนเท่านี้ถือว่าเบาบางมากทีเดียว

เมื่อดูจากข้อมูลข่าวสาร

หวังอี้คุ้นเคยกับที่นี่เสียจนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้ว

แต่ถึงจะพูดไปเป็นพันเป็นหมื่นคำ ท้ายที่สุดก็ยังไม่เคยเห็นกับตาหรือประสบด้วยตัวเองมาก่อน ดังนั้นจึงยังคงแปลกตาอยู่อย่างมาก

เขามีเวลาเพียงแค่ยี่สิบวัน ไปกลับก็ปาเข้าไปสิบสี่วันแล้ว เวลาที่ใช้ในการสำรวจจริงๆ มีเพียงหกวัน เขาตั้งใจจะเดินสำรวจบริเวณรอบนอกดูก่อน หลังจากที่ได้สัมผัสด้วยตัวเองสักรอบแล้ว ค่อยวางแผนเส้นทางที่จะเข้าไปในจุดลึกสุดในครั้งต่อไป

นี่คือโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์ที่ดำรงอยู่มานานหลายปี เขาจะต้องเข้าไปมากกว่าหนึ่งครั้งอย่างแน่นอน รีบปรับตัวให้ชินเสียแต่เนิ่นๆ ก็ดีเหมือนกัน

หวังอี้งัดเอาท่าทีระมัดระวังตัวในตอนที่เขาเดินทางไกลเป็นครั้งแรก ช่วงที่อยู่ภูเขากระดูกดำออกมาใช้ เวลาในตอนนั้นดูเหมือนจะผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว~

. . . . . . . . .

. . . . . . . . .

ใต้ดินอันมืดมิด

เพลิงเหมันต์สองกลุ่มส่องสว่างไปทั่วบริเวณ พลังสัมผัสเทวะที่ไร้รูปร่างประกอบกับคลื่นไร้สีของวิชาลับค้นเขาตามล่ามาร ทะลวงผ่านสิ่งปลูกสร้างและอุปสรรคของภูมิประเทศ

ส่งผ่านสรรพสิ่งภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรกลับเข้ามาในหัวสมองของเขาอย่างละเอียดลออ นี่คืออานุภาพสูงสุดของวิชาลับนี้แล้ว หากขยายการรับรู้ไปในทิศทางเดียว ระยะทางที่ไกลที่สุดคือสิบห้ากิโลเมตร

หลังจากหวังอี้เดินผ่านกลุ่มสิ่งปลูกสร้างโบราณบนผืนดินที่ถูกขนย้ายจนเกลี้ยงเกลาไปตั้งนานแล้ว เขาก็เข้าสู่สภาพแวดล้อมใต้ดินที่มีความอันตรายในระดับหนึ่ง ความมืดมิดคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่

แหล่งกำเนิดแสงที่สว่างเกินไป ยิ่งจะดึงดูดความสนใจจากพวกสัตว์ประหลาดศพโบราณ ดังนั้นการใช้เพลิงเหมันต์ส่องสว่างจึงเป็นความคิดที่ดี สิ่งที่มันสาดส่องออกมาคือแสงเย็นนั่นเอง~

ในตอนนี้ เขากำลังใช้วิชาลับค้นหาสัตว์ประหลาดอยู่

ศพโบราณที่เคลื่อนไหวได้, ศพปีศาจ, ซือเซียว, ค้างคาวผี... เป็นต้น

"เจอแล้ว"

ไม่นานนัก แสงสว่างของเพลิงเหมันต์ก็จางหายไป หวังอี้ใช้พลังสัมผัสเทวะควบคู่กับเนตรทมิฬไท่หยิน จนแทบจะมองข้ามความมืดมิดไปได้เลย เพียงแต่ว่าการเผาผลาญพลังสัมผัสเทวะนั้นรวดเร็วกว่าปราณแท้มากนัก แถมยังฟื้นฟูได้ช้าอีกด้วย

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้อย่างประหยัด ไม่เหมือนกับปราณแท้ ที่มีโอสถฟื้นพลังระดับสุดยอดกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก ปราณแท้ของหวังผู้นี้ไม่เคยลดต่ำกว่าสามส่วนเลยสักครั้ง

นี่คือซือเซียวหนึ่งตัว

มันสูงราวสามเมตร รูปร่างคล้ายมนุษย์ แขนทั้งสองข้างห้อยตกลงมาถึงพื้น มีกรงเล็บที่อาบไปด้วยพิษศพรุนแรง ทั่วทั้งร่างดำทะมึนและมีขนยาว บางตัวอาจมีขนสีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอัปมงคลและภัยพิบัติ

เรี่ยวแรงของมันมหาศาล เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลม ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการซุ่มซ่อนตัวที่แข็งแกร่งเป็นเลิศ และพลังการฟื้นฟูดั่งอมตะ มันคือนักฆ่าระดับฝันร้ายสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างที่อยู่ต่ำกว่าระดับสาม

ในดินแดนฉื่อเหวียน มันนับว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล และเป็นสิ่งมีชีวิตสายมารอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นสายพันธุ์ที่พบเห็นได้ยากในโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์แห่งนี้ เมื่อเทียบกับศพปีศาจแล้ว ศพปีศาจพบเจอได้บ่อยกว่าเล็กน้อย และจัดอยู่ในประเภทสิ่งมีชีวิตสายอสูร

ดังนั้น อย่าเห็นว่าชื่อคล้ายคลึงกัน รากฐานของเผ่าพันธุ์นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

หวังอี้งัดเอาทักษะเก่าๆ ออกมาใช้ เร้นกายอยู่ในความมืดมิดเพื่อหาจังหวะลงมือ

ซือเซียวตัวนี้ กำลังหยิบจับกะโหลกศีรษะหัวหนึ่งขึ้นมาเล่น เมื่อดูจากร่องรอยของเลือดเนื้อที่หลงเหลือและร่องรอยการเน่าเปื่อยแล้ว น่าจะหลงเหลือมาจากช่วงที่เกิดกระแสการสำรวจในครั้งก่อน

ที่สำคัญคือ ใต้ก้นของมันกำลังนั่งทับสิ่งของชิ้นหนึ่งที่หวังอี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี

ของโบราณ? สมบัติมาร·ขื่อคาโลหิต!

แผ่นไม้สองแผ่นประกบเข้าหากัน เป็นเครื่องมือทรมานทรงสี่เหลี่ยมที่มีรูทรงกลมสองรูสำหรับจองจำมือ และมันก็เข้าชุดกันกับตรวนที่ใช้จองจำร่างกายทั้งห้าส่วนพอดิบพอดี!

จบบทที่ บทที่ 197 หลอกต้มเสี่ยวจินซ้ำสอง, โบราณสถานตงจี๋จิง

คัดลอกลิงก์แล้ว