- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 128 พบข้า เหตุใดไม่คุกเข่า?
บทที่ 128 พบข้า เหตุใดไม่คุกเข่า?
บทที่ 128 พบข้า เหตุใดไม่คุกเข่า?
บทที่ 128 พบข้า เหตุใดไม่คุกเข่า?
ก้าวเข้าสู่ร้านยาจิ่วคัง
สิ่งแรกที่เจียงชิ่งเห็นเมื่อเข้ามาในร้านยาคือเสี่ยวไป๋และจงหลิงเอ๋อร์
เจียงชิ่งจำเด็กสาวที่อินจิ่วปรารถนาผู้นั้นได้ทันที
ทว่าเขากลับมองไม่เห็นความพิเศษใดในตัวเสี่ยวไป๋ นางดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก
กระทั่งความรู้สึกที่สัมผัสได้ เสี่ยวไป๋ผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกตนเสียด้วยซ้ำ
เย่หงอิงนำพาจางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และพวกพ้องมุ่งหน้าไปเข้าพบเฉินฉางอันในทันที
ขณะนั้นเอง
เฉินฉางอันเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการบำเพ็ญเพียร เมื่อได้ยินว่ามีระดับหมื่นมรรคขั้นไร้เทียมทานมาขอเข้าพบ ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจมิได้
"ให้เขาเข้ามา"
จางคุนรีบออกไปต้อนรับเจียงชิ่งโดยไว
เจียงชิ่งก้าวเท้าเข้าสู่เรือนหลังอย่างระแวดระวัง ในที่สุดเขาก็ได้ยลโฉมหน้าที่แท้จริงของยอดฝีมือระดับบรรลุเซียนผู้นี้
เพียงแต่
เมื่อสายตาปะทะกับรูปลักษณ์ของเฉินฉางอัน เจียงชิ่งก็ถึงกับแสดงสีหน้าตกตะลึง
เพราะเฉินฉางอันนั้นเยาว์วัยเกินไป
ดูไปแล้วราวกับเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น
บุรุษผู้นี้คือผู้ยิ่งใหญ่ในระดับบรรลุเซียนจริง ๆ หรือ???
ภายในใจของเจียงชิ่งย่อมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างเลี่ยงมิได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเจียงชิ่งสัมผัสได้ว่าไอพลังบำเพ็ญของเฉินฉางอันนั้นหาได้แข็งแกร่งไม่ ดูเหมือนจะมีเพียงระดับหล่อเลี้ยงโลหิตที่อ่อนด้อยที่สุด ทั้งยังมองออกว่าเฉินฉางอันผู้นี้ฝึกฝนในสายมรรคกายาควบคู่ไปด้วย แต่ขอบเขตกายาก็ไม่ได้สูงส่งนัก อยู่เพียงระดับหนึ่งขั้นปลาย ยังมิอาจทะลวงผ่านระดับสองได้ด้วยซ้ำ
จนทำให้เจียงชิ่งนึกสงสัยว่าจางคุนและพวกพ้องกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่หรือไม่?
ทว่า
แม้จะสงสัยเพียงใด เจียงชิ่งก็มิกล้าแสดงกิริยาดูแคลนต่อเด็กหนุ่มที่ดูเยาว์วัยตรงหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
ด้วยเกรงว่าหากเด็กหนุ่มผู้นี้จงใจซ่อนเร้นตบะบารมีของตนเอาไว้เล่า
หากเขาเป็นยอดฝีมือระดับบรรลุเซียนตัวจริง การจะปกปิดตบะต่อหน้าตนย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด
เจียงชิ่งประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"ผู้น้อยเจียงชิ่ง คารวะท่านผู้อาวุโส"
เฉินฉางอันพยักหน้าเรียบ ๆ เพียงปราดเดียวเขาก็จำได้ว่าเจียงชิ่งผู้นี้คือชายในชุดคลุมสีม่วงที่อยู่ข้างกายสวีเถิง
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาหาเขาถึงที่นี่
เฉินฉางอันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "มาพบข้าด้วยธุระอันใด?"
จางคุนที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นด้วยท่าทางกริ่งเกรง
"นายท่าน เจียงชิ่งผู้นี้คือสหายเก่าแก่ที่รู้จักกันมานานปี วันนี้เขาได้ยินถึงเกียรติประวัติอันเกรียงไกรยิ่งใหญ่ของนายท่าน จึงตั้งใจมาเข้าพบเพื่อชื่นชมบารมีอันล้ำเลิศของท่านขอรับ"
จางคุนผู้นี้ช่างประจบสอพลอเก่งกาจนัก วาจาที่พ่นออกมานั้นลื่นไหลประดุจสายน้ำ สรรหาถ้อยคำมายกยอปอปั้นได้ไม่รู้จบสิ้น
เจียงชิ่งรีบพยักหน้าสนับสนุนทันที
"เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ท่านผู้อาวุโส"
"ผู้น้อยได้ยินจากสหายเก่าจางคุนว่า นิกายซือถัวถูกท่านกวาดล้างจนสิ้นซาก ท่านช่างมีอิทธิฤทธิ์สะเทือนฟ้าดิน ยากที่เหล่าเทพอสูรจะต่อกรได้ หากมองไปทั่วทั้งเหอโจว ท่านคงเป็นยอดฝีมือที่อยู่บนจุดสูงสุดเหนือผู้ใด พวกเราคนเหอโจวย่อมเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านยิ่งนัก!"
เจียงชิ่งผู้นี้ก็ช่างเจรจา กลิ้งกลอกไปตามสถานการณ์ได้อย่างแนบเนียน
ทว่าเมื่อเฉินฉางอันได้ฟังวาจาเอาอกเอาใจเหล่านั้น กลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทำให้เจียงชิ่งเริ่มเกิดความระแวงสงสัยในใจ
หรือว่าวิชาประจบสอพลอของตนจะยังมิเข้าขั้น?
เหตุใดเฉินฉางอันผู้นี้จึงดูอารมณ์แปรปรวนยากแท้หยั่งถึงนัก?
หรือว่าผู้ยิ่งใหญ่ระดับบรรลุเซียนมักจะมีนิสัยเดาใจยากเช่นนี้กันหมด?
และแล้วก็เป็นจริงดังคาด
เมื่อจู่ ๆ สีหน้าของเฉินฉางอันก็พลันเย็นเยียบลง
"พบข้า เหตุใดไม่คุกเข่า?"
สิ้นคำกล่าว แรงกดดันอันมหาศาลและน่าหวาดหวั่นก็ถาโถมลงมา
มันหนักอึ้งราวกับขุนเขานับหมื่นแสนลูก พุ่งเข้ากดทับลงบนร่างของเจียงชิ่งในคราเดียว
เจียงชิ่งผู้นี้หรือจะต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ เพียงชั่วอึดใจเดียว เขาก็ถูกสยบลงกับพื้น
เสียงดังตุบ
เข่าทั้งสองของเจียงชิ่งกระแทกลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง
ใบหน้าของเจียงชิ่งซีดเผือดไร้สีเลือด
"ท่าน... ท่านผู้สูงส่ง นี่... นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
น้ำเสียงของเจียงชิ่งสั่นเครือ เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอันยิ่งใหญ่
เพียงกลิ่นอายกดดันที่ระเบิดออกมาจากร่างของเฉินฉางอัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เจียงชิ่งตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวของชายผู้นี้!
มันราวกับขุนเขาอันโอฬารที่สูงเสียดฟ้าจนต้องแหงนมอง เป็นยอดเขาที่ผู้คนไม่อาจก้าวข้ามไปได้โดยสิ้นเชิง!
หรือว่า... นี่คืออานุภาพของยอดฝีมือระดับบรรลุเซียนผู้หาตัวจับยากอย่างนั้นหรือ?
ในขณะเดียวกัน ภายในใจของเจียงชิ่งก็เต็มไปด้วยความตระหนกขวัญ
"ข้ามิได้คำนวณด้วยนิ้วมือมาแล้วหรือว่าการมาเยือนร้านยาจิ่วคังแห่งนี้จะไม่มีภยันตราย แล้วเหตุใดสถานการณ์ในยามนี้จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?"
เจียงชิ่งกว่าจะบำเพ็ญเพียรมาจนถึงระดับนี้ได้นั้นมิใช่เรื่องง่าย เขาจึงมิอยากจะมาจบชีวิตลงเช่นนี้
ส่วนทางด้านจางคุนและเถี่ยหมู่เฟิงต่างก็ยืนตะลึงลาน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินฉางอันจึงพิโรธขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ทว่าทั้งสองมิกล้าเอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ หากเฉินฉางอันต้องการจะปลิดชีพเจียงชิ่ง ก็คงไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้!
หากพวกเขาสอดมือเข้าไปห้ามปราม เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของตนเองก็คงรักษาไว้ไม่ได้!
เฉินฉางอันเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
"คาดว่าเจ้าน่าจะเป็นผู้พิทักษ์มรรคของสวีเถิง"
เมื่อสิ้นคำนี้ หัวใจของเจียงชิ่งก็กระตุกวูบ ยิ่งมั่นใจในทันทีว่าเฉินฉางอันผู้นี้คือยอดคนลึกลับที่จัดการกับร่างจำแลงของสวีเถิงในครานั้น
เฉินฉางอันเอ่ยต่อ
"สวีต้าฝู ข้าคุ้มครองอยู่ หากสวีเถิงคิดจะลงมือกับสวีต้าฝู เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
คำถามที่ดูราบเรียบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
หากเจียงชิ่งเอ่ยคำตอบที่ไม่เป็นที่พึงพอใจแม้เพียงนิด เฉินฉางอันย่อมต้องปลิดชีพเขาอย่างแน่นอน!
เจียงชิ่งเองก็รู้ตัวว่าตนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างเป็นและตาย เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าหลายพันปีมานี้เขาไม่เคยรู้สึกตึงเครียดเท่าวันนี้มาก่อน
ใบหน้าเขาซีดขาว ยอดฝีมือระดับหมื่นมรรคขั้นไร้เทียมทานผู้เกรียงไกร ในยามนี้กลับสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม เหงื่อเย็นไหลโซมกาย
เจียงชิ่งเอ่ยขึ้น
"ทั... ท่านผู้สูงส่ง ข้า... ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อหวังจะขอพึ่งพิงท่าน ราชวงศ์สุริยันนั่นทำแต่กรรมชั่ว จิตใจโฉดชั่วอำมหิต คิดฮุบสมบัติของตระกูลฝั่งมารดาขององค์ชายต้าฝูซึ่งเป็นเผ่าจันทร์เพ็ญ ถึงขั้นลอบวางแผนสังหารสองแม่ลูกอย่างเลือดเย็น ข้า... ข้าทนดูไม่ได้มานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจำยอมก้มหัวให้ผู้อื่น ทว่ายามนี้เมื่อได้สดับฟังจากจางคุนและเถี่ยหมู่เฟิงสหายเก่าว่าท่านเป็นผู้ทรงไว้ด้วยความยุติธรรมและยิ่งใหญ่ ข้าจึงคิดอยากจะละทิ้งความมืดบวกเข้าหาแสงสว่าง มาขอสวามิภักดิ์ต่อท่าน!"
"นับ... นับแต่นี้เป็นต้นไป เจียงชิ่งผู้นี้ขอถวายการรับใช้ท่าน หากท่านสั่งให้ข้าไปจัดการกับราชวงศ์สุริยัน นับจากนี้ราชวงศ์สุริยันก็คือศัตรูของเจียงชิ่ง ข้าจะสู้ตายกับพวกมันไม่เลิกรา หากท่านสั่งให้ข้าไปทางทิศตะวันออก เจียงชิ่งย่อมมิกล้าหันไปทางทิศตะวันตก หวังว่าท่านผู้สูงส่งจะให้โอกาสบ่าวชราผู้นี้ด้วยเถิด!"
เจียงชิ่งกล่าวพลางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
จากนี้ไปก็สุดแท้แต่พรหมลิขิตแล้ว เขารู้สึกว่าทั้งฝ่ามือและแผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตึงเครียดจนแทบไม่กล้าหายใจ
เกรงว่าหากตนเผลอหายใจแรงไปนิด จะทำให้เฉินฉางอันไม่พอใจ
เมื่อเห็นเจียงชิ่งผู้เป็นถึงยอดฝีมือระดับหมื่นมรรคขั้นไร้เทียมทานมานอบน้อมถ่อมตนเพียงนี้ต่อหน้าเฉินฉางอัน สีหน้าของเย่หงอิง เย่หมิ่น จางคุน เถี่ยหมู่เฟิง และประมุขนิกายวิญญาณอัคคีต่างก็ดูซับซ้อนยิ่งนัก
ยังดีที่ภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงภายในร้านยาจิ่วคัง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอก ว่ายอดฝีมือระดับหมื่นมรรคขั้นไร้เทียมทานผู้มีชื่อเสียงระบือไกลกลับต้องคุกเข่าอ้อนวอนอย่างต่ำต้อยและยอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ เกรงว่าจะต้องสั่นสะเทือนไปทั้งแคว้นเหอโจวเป็นแน่!
แม้แต่ระดับหมื่นมรรคขั้นไร้เทียมทานยังปรารถนาจะมาเป็นบ่าวของเฉินฉางอัน
เช่นนั้นการที่พวกเขากลายมาเป็นบ่าวของเฉินฉางอัน ในยามนี้พิจารณาดูแล้วกลับดูเป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง!
เฉินฉางอันจ้องมองเจียงชิ่งอย่างเรียบเฉย ก่อนจะสลายกลิ่นอายกดดันอันไร้ขอบเขตนั้นไป ใบหน้าที่เย็นชาในยามนี้ปรากฏรอยแห่งความพึงพอใจรำไร
"ผู้รู้กาลเทศะย่อมเป็นยอดคน เมื่อเจ้าเลือกยืนข้างข้า ย่อมรักษาชีวิตไว้ได้ หากเจ้าเลือกอยู่ข้างราชวงศ์สุริยัน วันใดวันหนึ่งที่เราต้องประจันหน้ากันในสนามรบ เมื่อนั้นชีวิตของเจ้าคงยากจะรักษา"
"ขอรับ... ขอรับ... นายท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว"
เจียงชิ่งนั้นนับว่าฉลาดสังเกตสีหน้าผู้คน เมื่อครู่เขายังเรียกเฉินฉางอันว่าท่านผู้สูงส่ง แต่ยามนี้กลับเปลี่ยนมาเรียกว่านายท่านแทน
เมื่อแรงกดดันมหาศาลสลายไป เจียงชิ่งก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง ราวกับเพิ่งเดินผ่านประตูมรณะมาหนหนึ่ง ทั่วกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบสิ้นกำลัง
เจียงชิ่งคิดในใจ
"นึกไม่ถึงเลยว่าเบื้องหลังของสวีต้าฝูจะมีนายท่านผู้เป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานหนุนหลังอยู่ ดูท่าการที่ราชวงศ์สุริยันคิดจะเล่นงานสวีต้าฝูนั้น ช่างเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย"
หากจะพูดกันตามตรง
หลังจากที่เจียงชิ่งกลายมาเป็นบ่าวของเฉินฉางอันแล้ว เขาก็อยากจะลองคำนวณด้วยนิ้วดูเหลือเกินว่า อนาคตเบื้องหน้าของตนจะเป็นอย่างไรต่อไป?