- หน้าแรก
- คนไร้ค่าอย่างข้า อยู่ ๆ ก็ได้รับพลังฝึกตนระดับพันล้านปี
- บทที่ 44 สวีเถิงแห่งมหาราชวงศ์สุริยัน มิใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่าย!
บทที่ 44 สวีเถิงแห่งมหาราชวงศ์สุริยัน มิใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่าย!
บทที่ 44 สวีเถิงแห่งมหาราชวงศ์สุริยัน มิใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่าย!
บทที่ 44 สวีเถิงแห่งมหาราชวงศ์สุริยัน มิใช่เหยื่อที่เคี้ยวง่าย!
ภายหลังจากหลอมรวมพลังแก่นแท้ชีวิตเป็นมุกอายุขัยได้สำเร็จ เฉินฉางอันจึงเริ่มทดลองฝึกฝน 'เคล็ดวิชาอายุขัยจันทร์เหิน'
ยามเมื่อเริ่มโคจรวิชาอายุขัย เขาพลันสัมผัสได้ถึงมุกอายุขัยที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งกำลังดูดซับรังสีพลังลึกลับบางเบาจากห้วงฟ้าดินเข้าสู่ตนเองอย่างน่าอัศจรรย์
แสงสว่างวาบขึ้นในมุกอายุขัยนั้น
ก่อนจะกลั่นตัวเป็นหยาดหยดของเหลวทองคำแห่งอายุขัยที่เจิดจ้าบาดตา
เฉินฉางอันประเมินไว้ในใจ
หากต้องเติมมุกอายุขัยเม็ดนี้ให้เต็มด้วยของเหลวอายุขัย โดยที่เขาทุ่มเทฝึกฝนอย่างไม่กินไม่นอน อย่างมากเพียงสองหรือสามเดือนก็น่าจะเต็มเปี่ยม จากนั้นเมื่อทำลายมุกนี้ทิ้ง เขาก็จะได้รับอายุขัยเพิ่มขึ้นถึงสามสิบปี
ต่อมา
เฉินฉางอันได้ส่งมอบ 'เคล็ดวิชาอายุขัยจันทร์เหิน' ให้แก่จงหลิงเอ๋อร์
เพื่อให้นางได้ลองฝึกฝนและเพ่งจิตสมาธิตามภาพลักษณ์อายุขัย
จงหลิงเอ๋อร์นั้นสมกับที่เป็นเจ้าของกายาจักรพรรดิกำเนิด พรสวรรค์ของนางช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก แม้ความเร็วในการหลอมรวมมุกอายุขัยจะไม่อาจเทียบได้กับการที่เขาใช้ทักษะ 'สมองเทวะ' แต่ก็นับว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
เพียงชั่วเวลาครึ่งชั่วยาม จงหลิงเอ๋อร์ก็สามารถหลอมรวมมุกอายุขัยและเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาอายุขัยจันทร์เหินนี้ได้สำเร็จ
เฉินฉางอันถึงกับพูดไม่ออก "ข้านี่มันช่างเป็นคนไร้ค่าเสียจริง"
เมื่อมีวิชาอายุขัยสำหรับฝึกฝนชั่วคราวแล้ว สิ่งที่เฉินฉางอันยังขาดอยู่ในขณะนี้ก็คือเคล็ดวิชาการฝึกกายา
ทว่าเคล็ดวิชาหลอมกายาในวิถีแห่งเซียนนั้นหายากยิ่งนัก อาจกล่าวได้ว่าหาได้ยากยิ่งกว่าสิ่งของเพิ่มอายุขัยเสียอีก การจะเสาะหามาครอบครองในยามนี้จึงมิใช่เรื่องง่ายเลย
แต่ยังนับว่าโชคดีที่เฉินฉางอันมีโสมวิญญาณหมื่นปีคอยต่ออายุขัยให้ได้ทุกเมื่อ เขาจึงไม่ได้ร้อนรนในการเสาะหาเคล็ดวิชาหลอมกายามากนัก
ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน
หากเขาสามารถค้นหาสุสานปราชญ์ยุทธ์ของป้าเจี๋ยที่ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณกาลพบได้ นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ดียิ่ง
แน่นอนว่าเฉินฉางอันเพียงแค่คิดไปพราง ๆ เท่านั้น
สุสานของปราชญ์ยุทธ์จะถูกค้นพบง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร มิเช่นนั้นมันคงไม่รอจนถึงบัดนี้โดยที่ยังไม่มีผู้ใดหาพบ
จากนั้น เฉินฉางอันจึงเดินไปดูโสมวิญญาณหมื่นปี
เมื่อได้รับการบำรุงด้วยพลังวัตรไร้เทียมทาน โสมวิญญาณหมื่นปีจึงเติบโตอย่างงดงามยิ่ง แตกกิ่งก้านสาขาอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังแผ่รัศมีวิญญาณอันเจิดจ้า และมีพลังแก่นแท้ชีวิตที่มหาศาลเกินพรรณนา เพียงแค่ได้สูดดมกลิ่นหอมขจรขจายที่โสมวิญญาณหมื่นปีแผ่ออกมา ก็ทำให้เขารู้สึกราวกับจะโบยบินขึ้นเป็นเซียน จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสอย่างที่สุด!
หากจะกล่าวตามตรง โสมวิญญาณหมื่นปีในสายตาของเขาก็เปรียบเสมือนสาวงามล่มเมืองที่นอนทอดกายอยู่บนเตียง ชวนให้ผู้คนมิอาจหักห้ามใจที่จะกินนางเข้าไปเสียให้ได้
แต่เฉินฉางอันยังคงต้องสะกดกลั้นไว้
ยามนี้ยังมิใช่เวลาที่จะกินมัน หากกินเข้าไปตอนนี้คงนับว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุอย่างแท้จริง
อดทนไว้... อดทนไว้!
ต่อจากนั้น เฉินฉางอันจึงใช้พลังวัตรไร้เทียมทานเพื่อบำรุงโสมวิญญาณหมื่นปีต่อไป
ทว่าช่างน่าเสียดาย หลังจากที่ใช้พลังวัตรบำรุงอายุขัยไปได้เพียง 1 ปี โสมวิญญาณหมื่นปีต้นนี้ก็ไม่อาจทานรับได้อีก มัน "เต็ม" เสียจนล้นปรี่ หากฝืนต่อก็คงจะเสียหายได้
อายุขัย [16/82]
หลังจากมอบหมายให้จงหลิงเอ๋อร์ดูแลร้านยาแล้ว เฉินฉางอันก็ได้มุ่งหน้าไปที่หอหมื่นสมบัติ
เมื่อเย่หงอิงเห็นเฉินฉางอันมาเยือน นางก็มีความยินดียิ่งนัก
หลังจากที่ผู้อาวุโสผู้พิทักษ์ทั้งสองสิ้นชีพลงที่เขาต้าหลง โดยที่ไม่มีผู้ใดมาคอยก้าวก่าย ในที่สุดหอหมื่นสมบัติแห่งนี้ก็ตกอยู่ภายใต้การบริหารของนางแต่เพียงผู้เดียว
ทว่าทางหอหลักได้ส่งข่าวมา สอบถามถึงสาเหตุที่ป้ายชีวิตของผู้อาวุโสผู้พิทักษ์ทั้งสองแตกสลายไป
เย่หงอิงจึงแจ้งไปว่านางไม่ทราบเรื่อง ทราบเพียงแต่ว่าผู้อาวุโสทั้งสองมุ่งหน้าไปที่เขาต้าหลง แล้วก็ไม่ทราบว่าถูกผู้ใดสังหารกันแน่
ทางหอหลักระบุว่าจะส่งผู้อาวุโสระดับอ๋องโหวมาตรวจสอบเรื่องนี้ในเร็ววัน
ต่อเรื่องนี้ เย่หงอิงหาได้มีความวิตกกังวลหรือหวาดกลัวไม่
บัดนี้นางถือเป็นคนของนายน้อยแล้ว ความแข็งแกร่งของนายน้อยนั้นไร้ผู้เทียมทาน เป็นตัวตนที่สามารถขยี้ระดับอ๋องโหวให้แหลกคามือได้เพียงข้างเดียว
แม้หอหลักจะส่งยอดฝีมือระดับอ๋องโหวมา และแม้ว่าจะล่วงรู้ความจริงเข้า ก็คงมิอาจทำอะไรนายน้อยได้แม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ในมือของเย่หงอิงยังมีแผ่นยันต์อัศจรรย์อยู่อีกหลายใบ!
เมื่อนึกถึงอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่นยันต์ระดับต่ำสำแดงออกมาที่เขาต้าหลงในครานั้น เย่หงอิงก็รู้สึกราวกับกำลังฝันไป
ในใจของนาง เฉินฉางอันมิใช่เพียงผู้ที่ยากจะหยั่งถึง แต่ยังเต็มไปด้วยความลึกลับอย่างยิ่งยวด ถึงขั้นที่สามารถประสาทอานุภาพอันน่าเกรงขามลงบนแผ่นยันต์ธรรมดาให้กลายเป็นของวิเศษได้ ช่างเป็นการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้กลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้นางต้องตื่นตะลึง!
ในตอนนี้ นางมีแผ่นยันต์อัศจรรย์ที่เฉินฉางอันมอบพลังอันน่าสยดสยองไว้ให้ในกำมือหลายใบ ทำให้มีพละกำลังเพียงพอที่จะปกป้องตนเองได้บ้างแล้ว
ยามนี้สิ่งที่ต้องทำคือการเฝ้ารออย่างสงบ หมอบซุ่มรอคอยโอกาส จนกว่าจะถึงวันที่นางสามารถหวนคืนสู่หอหลัก เพื่อทวงทุกสิ่งที่เป็นของนางกลับคืนมา
"คุณชาย ข้าตั้งใจจะไปหาท่านพอดี วันนี้เพิ่งได้รับข่าวเกี่ยวกับเคล็ดวิชาหลอมกายามาเจ้าค่ะ!"
สิ้นคำกล่าวนี้ ดวงตาของเฉินฉางอันก็พลันเป็นประกาย ดูท่าวันนี้จะมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาไม่ขาดสายจริง ๆ
"ว่ามาสิ ข้าฟังอยู่"
เย่หงอิงเอ่ยว่า "เป็นข่าวที่ส่งมาจากหอหลักเจ้าค่ะ ขุมอำนาจผู้เป็นใหญ่แห่งเหอโจวอย่างราชวงศ์สุริยันได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้นแล้ว อีกไม่กี่วันคงจะมาถึงเขาต้าหลง ได้ยินว่าองค์ชายสวีเถิงแห่งราชวงศ์สุริยันจะมาเพื่อชิงมรดกจักรพรรดิเซียนด้วยตนเอง สวีเถิงผู้นี้คืออัจฉริยะฟ้าประทานขนานแท้ เล่าขานกันว่ายามเขาถือกำเนิดมีดวงตะวันทองคำสถิตอยู่ในอ้อมอก แสงสีทองแผดเผาแผ่นดินหมื่นลี้ของจักรวรรดิ ครอบครอง 'กายาเทพสุริยัน' ในตำนาน บัดนี้เขาอายุเพียงสิบหกปี แต่กลับมีตบะถึงระดับกงล้ออายุขัยแล้ว นอกจากฝึกเซียน เขายังขัดเกลาผิวกายด้วยวิชาหลอมกายาโบราณลึกลับ ผ่านทัณฑ์สวรรค์มาถึงสามครา ร่างกายแกร่งกล้ายากที่หมื่นวิถีจะกล้ำกราย เขาได้ตกลงร่วมมือกับทางหอหลักเพื่อขอยืมใช้สมบัติล้ำค่าอย่าง 'กระจกส่องเซียน' ข้ากำลังดูว่าจะใช้โอกาสนี้ช่วยให้คุณชายได้รับเคล็ดวิชาหลอมกายาโบราณนั้นมาจากมือเขาได้หรือไม่เจ้าค่ะ"
"ดีมาก แต่การจะชิงเคล็ดวิชาหลอมกายาจากเงื้อมมือขององค์ชายแห่งจักรวรรดินั้นเกรงว่าคงไม่ง่ายนัก เอาเป็นว่าเมื่อสวีเถิงมาถึงเขาต้าหลงเมื่อใด เจ้าจงมาบอกข้า ข้าจะไปพบเขาเอง"
"เจ้าค่ะ"
"ทางหอหมื่นสมบัติ หากมีเรื่องใดต้องการความช่วยเหลือก็มาหาข้าได้ตลอดเวลา ที่ข้ามาพบเจ้าวันนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งจะมอบให้"
"เรื่องใดหรือเจ้าคะ?" เย่หงอิงเอ่ยถามด้วยความฉงน
เฉินฉางอันมิได้เอ่ยคำใด เพียงแค่ยกนิ้วขึ้นชี้ออกไป
แสงสีทองสว่างวาบที่ปลายนิ้ว ปรากฏเป็นยันต์แผ่นหนึ่งควบแน่นขึ้นมา
ชั่วพริบตาต่อมา ยันต์สีทองนั้นก็หลอมรวมเข้าสู่ระหว่างคิ้วของเย่หงอิง
เย่หงอิงพบว่าภายในทะเลแห่งวิญญาณของนางมีแผ่นยันต์สีทองเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแผ่น
ยันต์แผ่นนั้นแผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเป็นสาย ทำให้นางทั้งตกใจและประหลาดใจยิ่งนัก
เฉินฉางอันกล่าวว่า "ในเมื่อเจ้าเป็นคนของข้า ในสายตาข้าการให้เพียงยันต์คุ้มครองชีวิตไม่กี่แผ่นย่อมถือว่าไม่รับผิดชอบนัก อีกทั้งเจ้ายังเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพื่อไปหาโสมวิญญาณหมื่นปีมาให้ข้า ข้ายังมิได้ตบรางวัลสิ่งใดให้เจ้าเลย นี่คือ [ยันต์เป็นตาย] เจ้าสามารถกระตุ้นยันต์นี้เพื่อให้มีพลังวัตรในระดับอ๋องโหวเป็นการชั่วคราว ใช้ได้สองครั้ง จงรักษาไว้ให้ดี"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่หงอิงก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
"เพียงกระตุ้นยันต์นี้ ข้าก็จะมีพลังวัตรถึงระดับอ๋องโหวเลยหรือเจ้าคะ???"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น"
"ขอบพระคุณคุณชายที่ประทาน [ยันต์เป็นตาย] ให้ ต่อไปนี้หงอิงจะขออุทิศตนรับใช้คุณชาย ประดุจวัวงานม้าศึกเพื่อตอบแทนพระคุณเจ้าค่ะ!"
เฉินฉางอันยิ้มพลางกล่าวว่า "เจ้าเป็นคนเก่งและขยันขันแข็งมาก"
เย่หงอิงใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ "ขอบพระคุณคุณชายที่ชมเชยเจ้าค่ะ"
หลังจากสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง เฉินฉางอันก็เดินออกจากหอหมื่นสมบัติ
ระหว่างทาง เฉินฉางอันบังเอิญพบกับยายเฒ่าหรงอีกครั้ง จึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
"ยายเฒ่าหรง จะไปไหนหรือขอรับ?"
ยายเฒ่าหรงหัวเราะร่า
"ฉางอันเอ๋ย ยิ้มระรื่นเชียว หรือว่าจะมีลูกแล้วล่ะ?"
เฉินฉางอัน : "......"
"ฮิ ๆ ยายแก่คนนี้แค่ล้อเล่นน่ะ"
เฉินฉางอันจนใจ "ยายเฒ่าหรง เลิกพูดเรื่องลูกได้ไหมขอรับ"
ยายเฒ่าหรงกรอกตาใส่ "เจ้าก็สิบหกแล้ว สมควรจะมีลูกได้แล้วนะ ลองคิดดูสิว่าถ้ามีเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่ข้างกายจะครึกครื้นเพียงใด"
แล้วยายเฒ่าหรงก็เอ่ยต่อว่า "แม่หนูหลิงเอ๋อร์นั่นน่ะยายดูแล้ว ดีมากทีเดียว เจ้าต้องสนิทสนมกลมเกลียวกับนางให้มาก ๆ เข้าไว้"
"ดะ...เดรัจฉาน"
"หือ เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
เฉินฉางอันกระแอมเบา ๆ แล้วตอบว่า "ข้าบอกว่าข้ามีสหายคนหนึ่งชื่อว่าฉินโส่ว*น่ะขอรับ" (*พ้องเสียงกับคำว่าเดรัจฉาน)
ดวงตาของยายเฒ่าหรงพลันเป็นประกาย "เขาอายุเท่าไหร่? ที่บ้านมีฐานะไหม? แต่งงานหรือยัง? เป็นผู้ฝึกตนหรือไม่? ต้องให้ยายช่วยแนะนำแม่สื่อให้ไหม?"
"ไม่ต้องหรอกขอรับ"
เฉินฉางอันแทบจะรับมือไม่ไหว
ยายเฒ่าหรงแสดงสีหน้าผิดหวังอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็กลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้งพร้อมถามว่า "ฉางอัน เจ้าพอจะรู้ไหมว่าครอบครัวของสวีต้าฝูจะกลับมาเมื่อไหร่?"
"ไม่ทราบขอรับ"
ยายเฒ่าหรงทอดถอนใจ "แม่นางบ้านนั้นรอสวีต้าฝูมานานแล้ว เจ้าอ้วนตายด้านนั่นวัน ๆ มัวแต่ไปทำอะไรที่ไหนกัน หากเขายังไม่กลับมาอีก ก็อย่าหาว่ายายคนนี้ใจร้ายแนะนำแม่นางแสนดีคนนั้นให้ชายอื่นก็แล้วกัน"
เฉินฉางอันเอ่ยว่า "เจ้านั่นหนีไปที่เขาต้าหลงเพื่อชิงมรดกจักรพรรดิเซียนแล้วล่ะขอรับ ยายอย่าให้แม่นางคนนั้นรอเขาเลย หากเขาเกิดตายที่เขาต้าหลงขึ้นมา มิใช่ว่าแม่นางคนนั้นจะรอเก้อหรอกหรือ"
ยายเฒ่าหรงมองไปทางเขาต้าหลง พลางส่ายหน้า "มรดกจักรพรรดิเซียนงั้นหรือ ไม่นึกเลยว่าเขาต้าหลงจะมีวาสนาเช่นนี้ ยายอาศัยอยู่ในเมืองเทียนอู่มาตั้งหลายปี มรดกจักรพรรดิเซียนนึกจะปรากฏก็ปรากฏขึ้นมาเสียเฉย ๆ แต่ในสายตายายนะ มรดกจักรพรรดิเซียนไม่ใช่ของที่จะแย่งชิงกันได้ง่าย ๆ ได้ยินว่าในเขานั่นตายกันไปตั้งเท่าไหร่แล้ว"
บ่นพึมพำได้สองสามประโยค ยายเฒ่าหรงก็รีบเดินจากไปอย่างเร่งรีบ คงไม่พ้นไปเป็นแม่สื่อให้บ้านไหนในเมืองอีกแน่ ๆ