เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 ดักปล้นกลางทาง

บทที่ 40 ดักปล้นกลางทาง

บทที่ 40 ดักปล้นกลางทาง


เจ๊ฮวายังคงเพลิดเพลินกับการนวดของเฉินมั่ว เมื่อได้ยินเขาถามเช่นนั้นนางก็ลุกขึ้นนั่งทันทีแล้วถามว่า “เธอจะทำอะไรน่ะ?”

เฉินมั่วหัวเราะร่าแล้วกล่าวว่า “เจ๊ฮวา ช่วงนี้น้องชายคนนี้มีเงินแล้ว อยากลองลงทุนดูบ้าง ผมกะว่าจะเซ้งร้านหยกมาทำเองสักร้านครับ”

สีหน้าของเจ๊ฮวาเคร่งขรึมขึ้นมาทันที นางกล่าวว่า “เสี่ยวหม่อ เธออย่าทำเลยจะดีกว่า”

“ทำไมครับ หรือว่าหม่า จื้อกาวคนนั้นกลับมาหาเรื่องอีกแล้ว?”

“ไม่ใช่หรอก ตั้งแต่ครั้งก่อนที่โดนเธอสั่งสอนไปก็ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องแล้ว แต่ธุรกิจในร้านเจ๊มันย่ำแย่ลงชัดเจนเลย อย่างวันนี้เป็นต้น ดูสิ มีคนเข้าร้านเจ๊แค่สามคน รวมเธอด้วยนะ แล้วหนึ่งในนั้นยังเป็นพวกมาทวงหนี้อีก”

เจ๊ฮวาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม นางจิบน้ำก่อนจะกล่าวต่อ “หลังจากนั้นเจ๊ก็แอบสืบดูจนรู้ว่ามีคนเล่นสกปรก ไม่เพียงแต่จะส่งนักเลงมาคอยขวางไม่ให้ลูกค้าเข้าใกล้ร้านเราเท่านั้น พวกเขายังประกาศก้องว่า ใครที่กล้าเข้าร้านชุ่ยอวิ๋นไปซื้อของ พอออกมาเมื่อไหร่จะโดนดีแน่ นอกจากนี้พวกเขายังห้ามไม่ให้ใครเอาหินหยกมาส่งขายที่ร้านเราด้วย เล่นทำกันถึงขนาดนี้ ใครจะกล้าเข้าร้านอีกล่ะ”

เมื่อเจ๊ฮวาเล่าเรื่องนี้จบ เฉินมั่วก็ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “มีอิทธิพลขนาดนี้ แถมยังเป็นศัตรูกับพวกเรา น่าจะเป็นโจว เหวินเผิง กับสองพ่อลูกตระกูลหม่าใช่ไหมครับ”

“จะใครอีกล่ะ แขนมีหรือจะสู้ขา เราไปล่วงเกินคนพวกนั้นเข้า อนาคตก็คงไม่มีอะไรดีหรอก เจ๊เองก็ไม่คิดจะทำต่อแล้ว ดังนั้นเธอเองก็อย่าไปเร่งรีบเปิดร้านใหม่เลย พรุ่งนี้เจ๊จะกลับบ้านเกิดพอดี เธอไปดัดผมซะหน่อย แล้วพรุ่งนี้ตามเจ๊กลับบ้านไปเจอญาติผู้น้องของเจ๊ ถ้าเธอขยันขันแข็ง ปีเดียวเธอก็ได้เป็นพ่อคนแล้ว”

เจ๊ฮวากล่าวพลางชำเลืองมองไปที่เป้ากางเกงของเฉินมั่วด้วยความตื่นเต้นเต็มใบหน้า

ทว่าเฉินมั่วกลับยังมีสีหน้าที่เคร่งขรึม

เขาไม่มีวันยอมจำนน และไม่มีวันก้มหัวให้กับอิทธิพลมืดใดๆ พวกคนชั่วคิดจะเล่นงานลับหลัง งั้นเขาก็จะขอเดินสวนกระแสให้ดู

หลังจากคิดอย่างจริงจังอยู่ครึ่งนาที เฉินมั่วก็จ้องมองเจ๊ฮวาแล้วกล่าวว่า “เจ๊ฮวา เอาแบบนี้ไหมครับ เจ๊โอนร้านนี้ให้ผม ผมจะเป็นคนทำเอง เจ๊ก็ไม่ต้องไปไหน เรามาทำด้วยกัน ผมจะช่วยอัดฉีดเงินทุน หาแหล่งหินหยกให้ ลูกค้าเองก็ไม่ใช่คนโง่ ถ้าหินของเราคุณภาพดีและราคาถูก ไม่มีใครขวางเราได้หรอกครับ”

เจ๊ฮวารู้อยู่แล้วว่าเฉินมั่วเป็นคนมีความสามารถ ในใจก็รู้สึกหวั่นไหว แต่พอนึกถึงผลลัพธ์ก็ยังคงปฏิเสธ

ท้ายที่สุดคนเบื้องหลังนั้นมีอิทธิพลมากเกินไป นอกจากหม่า จื้อกาวตัวเล็กๆ แล้ว ยังมีโจว เหวินเผิง แถมยังได้ยินมาว่ามีคนตระกูลเซียวมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นางไม่อยากให้เฉินมั่วต้องได้รับบาดเจ็บใดๆ อีกอย่างนางได้ส่งรูปถ่ายของเฉินมั่วให้ญาติผู้น้องดูแล้ว ฝ่ายนั้นชอบใจมากและอยากให้นางพาเฉินมั่วกลับไปให้ดูตัว ถ้าหากเฉินมั่วเต็มใจ นางก็พร้อมจะสนับสนุนให้ทั้งคู่สมหวังกันเร็วๆ

เมื่อเห็นเจ๊ฮวาปฏิเสธ แถมยังอยากจะลากเขาไปคลายเครียดที่บ้านเกิด

เฉินมั่วคิดทบทวนแล้วจึงเสนอเงื่อนไขกลับไปว่า “เจ๊ฮวา เอาอย่างนี้ดีกว่า เจ๊เซ้งร้านนี้ให้ผม ผมขอพิสูจน์ฝีมือสักหนึ่งเดือน ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้น ค่อยปิดร้านก็ยังไม่สายครับ แล้วถึงตอนนั้นผมสัญญาว่า จะตามเจ๊กลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดด้วยแน่นอน”

เจ๊ฮวาถูกเฉินมั่วโน้มน้าวใจจนในที่สุดก็ยอมให้เฉินมั่วลองทำดูหนึ่งเดือน และกำชับว่าหากไม่สำเร็จต้องไปจากที่นี่ทันที

เมื่อตกลงกันได้ เฉินมั่วก็ขอให้เจ๊ฮวาทำสัญญาโอนกิจการ ทั้งสองเซ็นชื่อกันเรียบร้อย เฉินมั่วก็โอนเงินให้เจ๊ฮวาสองล้านหยวน ซึ่งนับรวมค่าหินและจิปาถะต่างๆ ถือว่าเขารับช่วงต่อร้านชุ่ยอวิ๋นนี้มาโดยสมบูรณ์

เจ๊ฮวารู้ว่าเรื่องนี้จะทำให้สำเร็จได้นั้นยากลำบาก อีกทั้งต่อไปก็คงเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว นางจึงปฏิเสธที่จะรับเงิน

เฉินมั่วไม่ยอม เขาอธิบายว่า “ถ้าไม่โอนเงินให้ พวกคนพวกนั้นก็ยังจะคิดว่าร้านเป็นของเจ๊ ต่อไปก็จะมาหาเรื่องเจ๊อีก ตอนนี้ร้านเป็นชื่อผม ผมคือเจ้าของร้าน มีปัญหาอะไรในอนาคตผมจะได้ออกหน้าจัดการเองได้ง่ายครับ”

เจ๊ฮวาเห็นว่าเฉินมั่วพูดมีเหตุผล จึงยอมรับเงินไว้ และยังทำสำเนาสัญญาไปยื่นให้บริษัทนิติบุคคลที่ดูแลตลาดหินหยกอีกด้วย

หลังจากจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็มืดมิดลงแล้ว

เฉินมั่วกล่าวลาเจ๊ฮวา แล้วออกจากร้านชุ่ยอวิ๋นเตรียมจะกลับบ้าน

ทว่าพอเดินออกจากตลาดไปจนถึงทางแยกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เขาก็พบกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งขวางทางอยู่

ผู้นำกลุ่มมีชื่อว่าผาง สง มือขวามีหกนิ้ว คนจึงเรียกเขาว่าผางลิ่ว และเพราะคนผู้นี้มีวิธีการที่โหดเหี้ยม แถมยังสู้เก่งมาก หลายคนจึงให้เกียรติเรียกเขาว่า "พี่ผางลิ่ว"

ในฐานะหัวหน้าแก๊งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ผางลิ่วปกติจะไม่ลงมือเองง่ายๆ ยิ่งคนที่จะต้องไปสั่งสอนเป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงยิ่งแล้วใหญ่

แต่เพราะโจว เหวินเผิงออกหน้ามาเชิญด้วยตัวเอง แถมยังเสนอค่าจ้างในราคาที่สูงมาก ผางลิ่วจึงเกรงใจและยอมพาลูกน้องมาด้วยตนเอง

ในตอนนี้ผาง สงเผยแววตาอำมหิต มือเท้าสะเอวขวางหน้าเฉินมั่วไว้

เขาถามว่า “แกคือเฉินมั่วใช่ไหม?”

“ผมคือเฉินมั่ว แล้วคุณคือใคร?”

ผางลิ่วไม่พูดพล่ามด้วยความรำคาญว่า “ข้าแซ่ผางชื่อลิ่ว พี่น้องในวงการให้เกียรติเรียกข้าว่าพี่ลิ่ว หรือท่านลิ่ว วันนี้ที่ข้ามาจัดการแก เพราะมีคนจ้างให้เอาหัวแกมา ส่งมาซะดีๆ แกจะยอมคุกเข่าตายอย่างว่าง่าย หรือจะให้ลูกน้องของข้าซ้อมจนตายกันแน่”

เฉินมั่วเดาได้นานแล้วว่าคนกลุ่มนี้ใครส่งมา เมื่อได้ยินคำขู่ของผางลิ่ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ผมจะไม่คุกเข่าตาย และไม่คิดจะตายเพราะถูกซ้อมจนตาย ในทางกลับกัน ผมอยากจะเหยียบพวกคุณให้จมดินเหมือนเหยียบมดปลวกซะมากกว่า”

ผาง สงไม่คิดว่าเฉินมั่วคนตัวเล็กๆ ตรงหน้าจะปากดีขนาดนี้ เขาแค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไอ้ปากดีนักนะ ในเมื่อแกอยากเหยียบพวกข้าเหมือนมดปลวกนัก ก็ลองดู!”

เมื่อผาง สงพูดจบ เขาก็โบกมือเพียงครั้งเดียว เหล่าลูกน้องกว่าสิบคนด้านหลังก็คว้าอาวุธพุ่งเข้าใส่เฉินมั่วทันที

เฉินมั่วเองก็ไม่รีรอ เห็นคนเป็นสิบพุ่งเข้ามา เขาไม่ได้หนีกลับพุ่งเข้าชนอย่างไม่กลัวตาย เขาเตะหมุนตัวกลางอากาศเพียงครั้งเดียวก็ส่งนักเลงคนแรกกระเด็นไปไกลสิบเมตร

เพียงกระบวนท่าเดียวก็เล่นเอาเหล่านักเลงชะงักไปครู่หนึ่ง

เมื่อเห็นว่าลูกน้องเริ่มเกรงกลัว ผาง สงที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดก็ตะโกนด่าทันทีว่า “กลัวอะไร! สิบกว่าคนรุมคนเดียว ต่อให้คนละน้ำลายเดียวก็ท่วมไอ้ลูกผสมสารเลวนั่นตายแล้ว เข้าไป! ถ้าใครฆ่ามันได้ข้ามีรางวัล!”

เมื่อมีรางวัลนำหน้า เหล่าลูกน้องที่ตอนแรกยังหวาดกลัวก็เหมือนถูกฉีดอะดรีนาลีน ต่างคว้าอาวุธแยกเขี้ยวทำท่าดุร้ายพุ่งเข้าใส่เฉินมั่วอีกครั้ง

ในตำราที่เฉินมั่วได้รับสืบทอดมาจากนักพรตชุดม่วงนั้นมีวิชากำลังภายในอยู่ด้วย อย่าว่าแต่พวกนักเลงกระจอกสิบกว่าคนเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนมานับร้อยคนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของเขา

ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เฉินมั่วก็เตะเหล่านักเลงลงไปกองกับพื้นจนหมดสิ้น

ในตอนนี้ทั่วทั้งพื้นที่เต็มไปด้วยเสียงโหยหวน

เฉินมั่วไม่ปรานี เขาก้มลงหยิบไม้ขึ้นมา แล้วฟาดเข้าที่ศีรษะของนักเลงสิบกว่าคนบนพื้นทีละคน ไม่ถึงหนึ่งนาที เหล่านักเลงทั้งหมดก็สลบไสลไม่ได้สติไปจนหมด

หลังจากจัดการคนกลุ่มนี้เสร็จสิ้น เฉินมั่วก็เงยหน้าขึ้น และล็อคสายตาที่ดุร้ายของเขาไปที่ผาง สง ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก

จบบท

จบบทที่ บทที่ 40 ดักปล้นกลางทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว