- หน้าแรก
- 18 อีกครั้งในปี1958 เปิดเส้นทางเศรษฐีด้วยมิติส่วนตัว
- บทที่ 270 ยิ่งใช้ชีวิตยิ่งมองไม่เห็นอนาคต
บทที่ 270 ยิ่งใช้ชีวิตยิ่งมองไม่เห็นอนาคต
บทที่ 270 ยิ่งใช้ชีวิตยิ่งมองไม่เห็นอนาคต
"ไอ้อ้วน เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะไปเบิกอาวุธปืนมาเพิ่ม ต่อไปเรื่องการแจกจ่ายกับเบิกจ่ายแกเป็นคนรับผิดชอบแล้วกันนะ"
"พี่ใหญ่เป่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ ฉันจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนล่ะ"
"เรื่องนี้ฉันคิดไว้แล้ว อวี้ซิ่ว เดี๋ยวตอนบ่ายเธออพยพไปอยู่ห้องในสุดของเรือนหลักนะ พี่กุ้ยฟางก็ย้ายไปอยู่ด้วยกัน พวกเธออยู่ด้วยกันห้องมันกว้างพออยู่แล้ว เอาห้องปีกตะวันตกเคลียร์ออกมาให้หมด ทำเป็นออฟฟิศกับโกดังของไอ้อ้วนไป ไอ้อ้วน ต่อไปหลิ่วเซียงเหมยจะคอยตามแก ไม่มีปัญหาใช่ไหม"
"งั้นก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวตอนบ่ายฉันจะให้ช่างไม้มาเสริมความแข็งแรงประตูหน้าต่างห้องปีกตะวันตกให้หมด แล้วทำตู้ใหญ่ๆ สักสองใบไว้เก็บปืนก็พอแล้ว พี่ใหญ่ ตอนบ่ายพี่กลับไปที่สถานีเทศบาล ไปเบิกกุญแจคล้องขนาดใหญ่หนึ่งแม่ ขนาดเล็กสองแม่จากแผนกพลาธิการมาให้ฉันด้วยนะ อย่าลืมล่ะ"
"โอเค ไม่ลืมหรอก ไอ้อ้วน จุดบุหรี่ให้ฉันหน่อยสิ แกเอาแต่สูบคนเดียวไม่อายบ้างหรือไงฮะ"
ซุนเชียนล้วงบุหรี่สวัสดิการพิเศษซองขาวออกมาจากกระเป๋า มองดูแวบหนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า เก็บกลับเข้าไปเหมือนเดิม ล้วงบุหรี่ต้าเฉียนเหมินออกมาจากอีกกระเป๋า จุดบุหรี่แล้วยัดเข้าปากต้าเป่า
ต้าเป่าเบี่ยงหน้าหลบเป็นพัลวัน โกรธจนตาลาย "ไอ้อ้วนเวร วันๆ เอาแต่แย่งบุหรี่ฉันสูบ พอถึงตาฉัน ดันเอาบุหรี่ห่วยๆ แบบนี้มาให้เนี่ยนะ ฉันไม่สูบ สูบแล้วไอ"
ซุนเชียนเบ้ปากยื่นยาวราวกับลูกพลับเน่า "จึ๊ๆๆ พี่คิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนพี่หรือไง ที่เอาบุหรี่สวัสดิการพิเศษระดับรัฐมนตรีมาสูบเล่นเหมือนบุหรี่ธรรมดาน่ะ ของฉันนี่ก็หรูแล้วนะ ต้าเฉียนเหมินเชียวนะ ซองละตั้งหนึ่งเหมาสองเฟิน จะสูบหรือไม่สูบ ไม่สูบก็ช่าง"
ต้าเป่าเสียบเนื้อย่างไปพลาง เอ่ยปากสวนไปพลาง "งั้นแกจะกินไหมล่ะเนื้อย่างน่ะ ไม่กินก็ช่าง"
ซุนเชียนได้สติขึ้นมาทันที รีบล้วงบุหรี่สวัสดิการพิเศษซองขาวออกมา จุดไฟให้ต้าเป่าด้วยท่าทีประจบสอพลอสุดฤทธิ์ ท่าทางสอพลอแบบนี้เหมือนพวกผู้แปลภาษาของทหารญี่ปุ่นไม่มีผิด ขาดก็แค่แว่นตากลมๆ เท่านั้นแหละ
ต้าเป่ามือไว เนื้อร้อยกว่าไม้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสียบเสร็จหมดแล้ว ตอนนี้หมั่นโถวแป้งสองผสมก็สุกพอดี เนื้อกวางตุ๋นหัวไชเท้าด้านล่างก็สุกได้ที่แล้ว
หลินอวี้ซิ่วถามขึ้น "พี่ต้าเป่า ญาติผู้น้องของพี่ชื่ออะไรคะ เดี๋ยวหนูจะเอาไปส่งให้พวกเขา"
ต้าเป่าถือถาดเนื้อย่างลุกขึ้นยืน "ชื่อฉินเป่าจง เธอบอกเขานะว่าตอนเย็นจะเอาไปส่งให้อีก ให้เขากินได้เต็มที่เลย ไม่ต้องเหลือทิ้งไว้" อวี้ซิ่วรับคำ แล้วไปหยิบกล่องข้าวอะลูมิเนียมในตู้กับข้าว
ซุนเชียนเทถ่านไม้ที่เผาจนแดงก่ำในถังเหล็กลงบนจอบกระทะ แล้วประคองเดินไปที่ลานบ้านด้านหลัง ลานบ้านด้านหลังถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อยแล้ว ย่างเนื้อตุ๋นผักกินกันเงียบๆ สบายใจกว่าเยอะ
ต้าเป่าร้องเรียกจั่วหมิงเยวี่ยกับพวกสาวๆ ให้ตามไปย่างเนื้อที่ลานบ้านด้านหลังด้วยกัน
...
ที่สถานีอนามัย ลูกชายของเป่าจงถูกฉีดยาไปหนึ่งเข็ม ให้น้ำเกลือไปอีกสองขวด ในที่สุดไข้สูงของเด็กก็ลดลงมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือว่าสูงอยู่นิดหน่อย หมอหวังบอกว่า ยังไงก็ต้องให้น้ำเกลือไปอีกสักสองสามวัน ไม่งั้นถ้าเด็กกลับมาไข้ขึ้นสูงอีกจะรักษายาก
สองสามีภรรยาถึงได้เบาใจลง วุ่นวายกันมาค่อนคืน คนนึงนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ อีกคนก็พิงหัวเตียงงีบหลับ
แต่ตลอดทั้งคืนยันครึ่งค่อนวัน ข้าวปลาไม่ตกถึงท้อง ภรรยาของเป่าจงยังต้องให้นมลูกอีก เธอหิวจนหน้ามืดตาลายไปหมด เธอใช้เท้าเขี่ยเป่าจงเบาๆ
"พ่อมัน ฉันหิวจะไม่ไหวอยู่แล้ว พี่ลองคิดหาวิธีไปเอาของกินมาหน่อยได้ไหม เดี๋ยวลูกตื่นมาก็ต้องกินนมอีก ตอนนี้ฉันจะเอานมที่ไหนมาให้ลูกล่ะ"
เป่าจงก้มหน้างุดจนแทบจะมุดลงไปในเป้ากางเกง เขาเป็นแค่ชาวนาซื่อๆ คนหนึ่ง ปกติก็แทบจะไม่เคยเข้ามาในคอมมูน จะให้ไปหาของกินที่ไหนล่ะ ขนาดจะไปขอทานยังไม่รู้จะไปเคาะประตูบ้านใครเลย
"ฉัน ฉันได้ยินมาว่า ในคอมมูนมีที่ขายข้าวอยู่ แต่เขาต้องใช้คูปองอาหารด้วยนี่นา ฉันจะไปหาคูปองอาหารมาจากไหนล่ะ"
"งั้นจะทำยังไงดีล่ะ ไปขอร้องอาต้าเป่าอีกสักรอบได้ไหม จะให้ทนหิวแบบนี้ต่อไปก็ไม่ไหวนะ"
ใบหน้าของเป่าจงแดงก่ำ เขาเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "จะไปกล้าขอได้ยังไงกันเล่า อาต้าเป่าอุตส่าห์ออกค่าแอดมิทลูกให้เราไปแล้ว เงินก้อนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปคืนเขายังไง ... "
ภรรยาของเขาเอามือปิดหน้าร้องไห้กระซิก ยิ่งใช้ชีวิตก็ยิ่งมองไม่เห็นอนาคต แต่ก็ไม่ใช่แค่ครอบครัวพวกเขาหรอกที่เป็นแบบนี้ ทุกบ้านในหมู่บ้านก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด กินมื้อนี้เสร็จก็ไม่รู้ว่ามื้อหน้าจะไปหาจากไหน แต่ถ้าอยู่ในหมู่บ้านก็ยังพอจะขุดหาผักป่ามากินประทังความหิวไปได้บ้าง แต่มาอยู่ในคอมมูนแบบนี้จะทำยังไงล่ะ
ผ้าม่านประตูห้องพักผู้ป่วยถูกเลิกขึ้น หวังเชี่ยนถือกล่องข้าวสองใบเดินเข้ามา เธอถอดหน้ากากอนามัยออก เอ่ยด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น "ยังไม่ได้กินข้าวกันใช่ไหม ฉันไปตักข้าวสารสองผสมที่โรงอาหารของพ่อฉันมาให้กล่องนึง แล้วก็มีเต้าหู้ตุ๋นผักกาดขาวด้วยนะ"
เป่าจงรีบผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาแดงก่ำ "ไอ้หยา คุณหมอครับ ทำแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ พวกเราจะไปกล้ากินข้าวของคุณหมอได้ยังไงล่ะครับ ไม่ได้ๆ พวกเราไม่หิวหรอกครับ ... "
หวังเชี่ยนยัดกล่องข้าวใส่มือเขา "ผ่านไปตั้งครึ่งค่อนวันแล้วจะไม่หิวได้ยังไงกัน รีบกินเถอะ ถือซะว่าฉันเลี้ยงขอโทษเรื่องที่ทำตัวแย่ๆ เมื่อเช้าก็แล้วกันนะ ... "
ผ้าม่านประตูถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ศีรษะเล็กๆ ที่สวมหมวกแก๊ปอ่อนไร้ปีกโผล่เข้ามา
"ขอโทษนะคะ ใครคือฉินเป่าจงคะ"
หวังเชี่ยนดึงตัวเด็กสาวเข้ามาในห้อง "นี่ไงอวี้ซิ่ว ทำเป็นมองไม่เห็นกันไปได้นะ ไม่เห็นฉันหรือไงฮะ"
หลินอวี้ซิ่วถือถุงตาข่ายไว้มือหนึ่ง อีกมือก็คอยจับหมวกไว้ "พี่เชี่ยนเชี่ยนเบาๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวกับข้าวหกหมด"
หวังเชี่ยนกับหลินอวี้ซิ่วรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว เวลาเด็กแฝดมีอาการปวดหัวตัวร้อน หวังเชี่ยนก็เป็นคนจัดยาให้ตลอด
หวังเชี่ยนหยิกแก้มหลินอวี้ซิ่วเบาๆ "แก้มยุ้ยๆ นี่ น่ารักจังเลย ช่วงนี้ได้กินของดีๆ เยอะล่ะสิ"
อวี้ซิ่วพยักหน้า "ตั้งแต่ผู้กำกับของพวกเรามาอยู่ ทุกมื้อก็ได้กินเนื้อตลอดเลย ยัยหนูสองคนนั้นก็มีทั้งขนมทั้งน้ำผึ้งให้กิน อ้วนท้วนสมบูรณ์กันหมดแล้วค่ะ"
"หา สถานีตำรวจของพวกเธออาหารการกินดีขนาดนั้นเลยเหรอ จะแซงหน้าโรงอาหารของพ่อฉันไปแล้วมั้ง"
"ผู้กำกับของเราขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ได้กวางมาตัวนึง ลาอีกตัวนึง แล้วก็มีแพะด้วย ตอนนี้พวกเรามีเนื้อกินไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะค่ะ"
พอพูดถึงผู้กำกับสถานีตำรวจ สีหน้าของหวังเชี่ยนก็ดูขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว "ผะ ผู้กำกับของพวกเธอ มะ มีแฟนหรือยังจ๊ะ"
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความขวยเขินหัวใจพองโต จะไปโทษเธอก็ไม่ได้หรอกนะ ผู้กำกับสถานีตำรวจคอมมูนวัยสิบแปดปี ตำแหน่งข้าราชการระดับหัวหน้าแผนก ส่วนสูงร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน คุณสมบัติแค่นี้ก็ตอบโจทย์มาตรฐานชายในฝันของผู้หญิงทุกคนแล้ว หวังเชี่ยนจะหวั่นไหวก็ไม่แปลก เธอรู้ว่าตัวเองทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้ให้ผู้กำกับฉิน ก็เลยอยากจะทุ่มสุดตัวเพื่อกู้คะแนนคืนมา
"มีแล้วค่ะ พี่หมิงเยวี่ยสวยมากเลยนะคะ หนูไม่เคยเห็นใครสวยกว่าเธอมาก่อนเลย"
นี่แหละน้าที่เขาเรียกว่า ไม่รู้จักสังเกตสีหน้าและพูดจาไม่เป็น แค่ประโยคเดียวก็ดับฝันหวานของหวังเชี่ยนจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี เธอโกรธจนกระทืบเท้าเดินหนีไปเลย
ทำเอาอวี้ซิ่วงงเป็นไก่ตาแตก เธอเบ้ปาก ไม่เข้าใจว่าหวังเชี่ยนเป็นอะไรไป จะให้เด็กอายุสิบสามมาเข้าใจเรื่องหัวใจพองโตของหญิงสาววัยยี่สิบเนี่ยนะ จะบ้าเหรอ
"พี่คือฉินเป่าจงใช่ไหมคะ"
"อ้อ ใช่ๆๆ ครับ"
"ผู้กำกับของเราให้หนูเอาข้าวเที่ยงมาส่งให้ค่ะ เดี๋ยวตอนเย็นจะเอามาส่งให้อีก"
"ผู้กำกับเหรอ ใครกัน ทำไม ทำไมถึงเอาข้าวมาส่งให้พวกเราล่ะ" เมื่อเช้าฉินเป่าจงโขกหัวจนมึนไปหมด เขาไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนเรียกอาต้าเป่าของเขาว่าผู้กำกับ
"ผู้กำกับของเราชื่อฉินต้าเป่าค่ะ ท่านบอกว่าพวกพี่เป็นหลานของท่าน"
"ใช่ๆๆ เป็นคุณอาเล็กของพวกเราเอง ... " เป่าจงตื่นเต้นจนต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตา
"กล่องนี้เป็นหมั่นโถวนะคะ กล่องนี้เป็นโจ๊กข้าวสาร ส่วนกล่องนี้เป็นเนื้อกวางตุ๋นหัวไชเท้า พวกพี่ทานกันให้อร่อยนะคะ เดี๋ยวตอนเย็นหนูจะมาส่งให้อีก" อวี้ซิ่วหยิบกล่องข้าวอะลูมิเนียมออกมาจากถุงตาข่าย กล่องข้าวขนาดใหญ่สามใบ อัดแน่นมาจนพูน
หลินอวี้ซิ่วเดินจากไปแล้ว
ฉินเป่าจงเปิดกล่องข้าวออก ด้านในมีหมั่นโถวลูกเบ้อเริ่มห้าลูก เขากลืนน้ำลายเอื๊อก ขนาดตอนตรุษจีนเขายังไม่ได้กินหมั่นโถวที่น่ากินขนาดนี้เลย เขาเปิดกล่องข้าวออกดูทั้งหมด
"แม่มัน กินเถอะๆ เดี๋ยวพอกลับถึงหมู่บ้าน เราสองคนต้องไปโขกศีรษะขอบคุณคุณปู่ทวดคุณย่าทวดกันนะ"
"อืม ต้องโขกให้หลายๆ ทีเลย"
...
ที่ลานบ้านด้านหลังสถานีตำรวจ มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่รอบเตาย่างที่ก่อจากอิฐ เตาปิ้งย่างที่ทำมาจากโรงงานรีดเหล็กคราวก่อน ลืมทิ้งไว้ที่แผนกอุปกรณ์ตำรวจเสียแล้ว
ต้าเป่ารับหน้าที่เป็นเชฟปิ้งย่าง เนื้อแพะย่างร้อนๆ กลิ่นหอมฉุยถูกย่างเสร็จเป็นกำๆ แต่ก็ถูกแบ่งปันเกลี้ยงไปในพริบตา เขาย่างอยู่ตั้งนาน แต่ตัวเองกลับไม่ได้กินเลยสักไม้
ปัญหามันอยู่ที่ไอ้อ้วนเวรนั่นกินไวเกินไปน่ะสิ คนอื่นเขากินกันทีละไม้ หมอนี่ล่อกินทีละกำมือ เล่นเอาต้าเป่ามือเป็นระวิง ย่างแทบไม่ทันเลยทีเดียว
จั่วหมิงเยวี่ยเริ่มโมโหแล้ว เธอลุกขึ้นไปเตะซุนเชียนป้าบเข้าให้ "ไปย่างเนื้อเลยนะ!"
ซุนเชียนถึงกับหงอ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งสายตาต่อต้าน รีบวิ่งไปสลับที่กับต้าเป่าอย่างไว เขาลงมือย่างเนื้อเสียบไม้แทน ดูเหมือนว่าเงาแค้นในวัยเด็กมันจะฝังรากลึกเกินไป กลายเป็นแผลในใจไปซะแล้ว ...
ในที่สุดต้าเป่าก็ได้กินเนื้อย่างสักที เด็กหญิงฝาแฝดสองคนพิงขาเขาอยู่ กำลังเคี้ยวเนื้อย่างแบบไม่ใส่พริกแก้มตุ่ย
"ผู้เฒ่าหลิว ตอนนี้ในสถานีตำรวจของเรามีใครพกปืนบ้าง"
หลิวเถี่ยชุยกลืนเนื้อลงคอ เผ็ดจนต้องซี๊ดปาก "ซี๊ด ... เผ็ดจัง ผู้กำกับ ตอนแรกน่ะ ผมกับจ้าวอู่เหอพกปืนครับ แต่เสี่ยวหลิ่วกับฟู่กุ้ยยังไม่มี"
"เอาปืนของลุงมาให้ผมดูหน่อย"
หลิวเถี่ยชุยชักปืนออกจากซองที่เอวด้านหลังส่งให้ต้าเป่า ต้าเป่าปลดแมกกาซีนออกดู ปืนก็ยังถือว่าใช้ได้อยู่ แค่ไม่ได้บำรุงรักษาเท่านั้นเอง
"ต่อไปผู้เฒ่าหลิวไม่ต้องลงพื้นที่แล้วนะ คอยรับแจ้งเหตุอยู่ที่สถานีตำรวจก็พอ ลุงกับอวี้ซิ่วไม่ต้องพกปืน ส่วนคนอื่นๆ ให้พกปืนทั้งหมด เดี๋ยวตอนบ่ายผมจะกลับไปเบิกเครื่องแบบ อุปกรณ์ แล้วก็อาวุธปืนมาให้ ใครที่ยังไม่เคยยิงปืน ก็ไปให้ฟู่กุ้ยสอนให้ เข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้วครับ" ทุกคนต่างยิ้มแย้มยินดี ใครล่ะจะไม่อยากพกปืน ทั้งดูเท่และแถมยังรู้สึกปลอดภัยอีกต่างหาก ...