- หน้าแรก
- บันทึกวันว่างๆ ขององค์รัชทายาท
- บทที่ 470 - สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม
บทที่ 470 - สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม
บทที่ 470 - สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม
บทที่ 470 - สนธิสัญญาไม่เป็นธรรม
"มารดา ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง สิ่งที่ลูกพูดออกไปแล้วจะมีคำว่าโป้ปดได้อย่างไร"
หลี่เฉิงเฉียนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับแอบต่อท้ายประโยค
ก็แค่ไม่เชื่อฟังไปไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง!
จ่างซุนฮองเฮาหลับตาพักผ่อน ทำราวกับไม่ได้ยินอะไรเลย
หลี่เฉิงเฉียนยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิมชั่วขณะ
หลี่หมิงต๋าที่นอนฟุบอยู่บนตักของจ่างซุนฮองเฮา กวาดสายตากลมโตมองไปมา
ทำไมพี่ใหญ่กับมารดาถึงไม่พูดอะไรกันแล้วล่ะ
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ขณะที่หลี่หมิงต๋ากำลังจะหลับ หลี่เฉิงเฉียนก็ถอนหายใจออกมา
"มารดาสั่งมาเถิด ลูกจะเขียนตามเอง แต่ก่อนหน้านั้น ขอม้านั่งให้ลูกสักตัวจะได้ไหม"
หลี่เฉิงเฉียนมองกระดาษปึกใหญ่บนโต๊ะด้วยความหดหู่ใจ
จ่างซุนฮองเฮาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ท่าทางเหมือนคนที่กำชัยชนะไว้ในมือ
"ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก ให้ซื่อจื่อเป็นคนเขียน"
หลี่เฉิงเฉียนเลิกคิ้วขึ้น เมื่อมองดูร่างเล็กๆ ที่นอนฟุบอยู่บนตักของจ่างซุนฮองเฮา เขาก็อดขำไม่ได้
"ซื่อจื่อรู้หนังสือหมดแล้วหรือ"
เมื่อได้ยินคำหยอกล้อของหลี่เฉิงเฉียน หลี่หมิงต๋าก็เริ่มไม่พอใจ
นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากตักของจ่างซุนฮองเฮา แล้วเอื้อมมือไปหยิบพู่กันที่เตรียมไว้บนโต๊ะ
เมื่อเห็นดังนั้น จ่างซุนฮองเฮาก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด
ไม่นานนัก ตัวอักษรที่คล้ายคลึงกับลายมือของฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ถึงเจ็ดแปดส่วนก็ปรากฏเด่นชัดอยู่บนกระดาษ
ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของหลี่เฉิงเฉียน หลี่หมิงต๋าวางพู่กันลงด้วยใบหน้าหยิ่งทะนง
หลี่เฉิงเฉียนหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู
อักษรวิจิตร ใช่แล้ว สิ่งที่หลี่หมิงต๋าเขียนอยู่ตรงหน้านี้ สำหรับหลี่เฉิงเฉียนแล้ว สามารถเรียกได้ว่าเป็นอักษรวิจิตรเลยทีเดียว
แม้มันจะแค่คล้ายคลึง แต่ก็พอจะมองเห็นเค้าโครงของหวังซีจืออยู่บ้าง
ต้องรู้ก่อนนะว่า นางเพิ่งจะอายุแค่สี่ขวบเท่านั้น
ขนาดหลี่เฉิงเฉียนยังต้องเอ่ยปากชมว่าเก่งกาจ
"คิดไม่ถึงเลยว่าซื่อจื่อจะเขียนตัวอักษรได้งดงามถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าพี่ใหญ่จะประเมินซื่อจื่อต่ำไปเสียแล้ว"
เมื่อได้รับคำชมจากหลี่เฉิงเฉียน หลี่หมิงต๋าก็ยิ่งได้ใจใหญ่
"พวกเจ้าออกไปให้หมด"
จ่างซุนฮองเฮาไล่เหล่านางกำนัลและขันทีรอบๆ ออกไป ก่อนจะหันมามองหลี่หมิงต๋าอย่างอ่อนโยน
"ซื่อจื่อ มารดาจะบอกให้เจ้าเขียนนะ"
หลี่หมิงต๋าพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วกางกระดาษแผ่นใหม่แผ่ออก
"ข้อหนึ่ง ภายในสามวัน ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎระเบียบในวังให้ครบถ้วน"
"ข้อสอง ต่อจากนี้ไป หากต้องการเดินทางออกจากต้าถัง ต้องได้รับความเห็นชอบจากเปิ่นกงก่อน"
"ข้อสาม หลังจากนี้ สำหรับบุคคลที่เปิ่นกงเลือกให้เป็นพระสนมขององค์รัชทายาท เจ้าห้ามมีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น"
"ข้อสี่ ก่อนที่บิดาของเจ้าจะกลับมา ห้ามมาประชุมเช้าสายหรือกลับก่อนเวลาเด็ดขาด"
"ข้อห้า เจ้าจงจำไว้ ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ชิงเชวี่ยกับจื้อหนู ก็คือน้องชายร่วมสายโลหิตของเจ้าเสมอ!"
หลี่เฉิงเฉียนจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเซ็นสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมไปกี่ข้อ
แน่นอนว่านอกจากสี่ข้อแรกแล้ว ข้ออื่นๆ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเขานัก
ก็แค่ต้องไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักลี่เจิ้งทุกๆ กี่วัน ห้ามหักหน้าบิดาต่อหน้าคนนอก...
เมื่อหลี่เฉิงเฉียนกลับมาถึงตำหนักบูรพา เว่ยโหรวยังไม่กลับไป
หลี่เฉิงเฉียนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า เว่ยโหรวเดินเข้าไปบีบนวดไหล่ให้เขาจากด้านหลังอย่างเอาใจใส่
"ไม่อยากถามหน่อยหรือว่าในที่ประชุมคุยอะไรกันบ้าง"
เว่ยโหรวส่ายหน้า มือยังคงบีบนวดไม่หยุด น้ำเสียงของนางช่างอ่อนโยน
"หากท่านไม่บอก ข้าก็จะไม่ถาม"
หลี่เฉิงเฉียนยกมือขึ้นกุมมือเรียวของเว่ยโหรวที่อยู่บนไหล่ของตน เอี้ยวตัวกลับไป แล้วดึงนางเข้ามาหาเบาๆ
"ว้าย!"
เว่ยโหรวอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะเสียหลักล้มลงมานั่งบนตักของหลี่เฉิงเฉียน
หลี่เฉิงเฉียนโอบกอดเว่ยโหรวไว้อย่างทะนุถนอม ซุกหน้าลงกับซอกคอของนาง
เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเว่ยโหรว หลี่เฉิงเฉียนก็รู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก
"ขอข้ากอดหน่อยนะ"
เว่ยโหรวกะพริบตาปริบๆ ไม่ได้ขัดขืนใดๆ
ท่ามกลางกลิ่นหอมละมุน หลี่เฉิงเฉียนก็เผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาเที่ยงวันเสียแล้ว
"ตื่นแล้วหรือ"
เมื่อได้ยินเสียง หลี่เฉิงเฉียนก็เงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความคิดอกุศลก็เริ่มก่อตัวขึ้น สองมือเริ่มอยู่ไม่สุข
เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของหลี่เฉิงเฉียน เว่ยโหรวก็รีบดิ้นรนลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงระเรื่อ นางเอ่ยเสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก
"องค์รัชทายาท!"
หลี่เฉิงเฉียนกระแอมไอแก้เขิน ก่อนจะปั้นหน้าขึงขัง
"ข้ากำลังตรวจร่างกายให้เจ้าอยู่นะ โรคหลายชนิดถ้าไม่ตรวจดูให้ละเอียด ก็ไม่มีทางรู้หรอก"
เว่ยโหรวค้อนขวับ นางไม่เชื่อคำพูดของหลี่เฉิงเฉียนแม้แต่น้อย
"องค์รัชทายาท จัดการงานราชการสำคัญกว่านะเจ้าคะ เมื่อครู่เสี่ยวจูจื่อนำฎีกาจากราชสำนักมาวางไว้ที่ห้องหนังสือแล้ว"
เว่ยโหรวเอ่ยเตือนสติอย่างรู้จังหวะ
หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้า มองออกไปข้างนอก ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว
"เที่ยงแล้ว กินข้าวกันก่อนเถอะ"
พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้เว่ยโหรวได้ปฏิเสธ รีบเรียกเสี่ยวจูจื่อเข้ามาทันที
หลังจากสั่งการไปสองสามคำ เสี่ยวจูจื่อก็ถอยออกไป
ไม่นานนัก นางกำนัลก็ทยอยยกอาหารเข้ามาวางจนเต็มโต๊ะ
เมื่อมองดูอาหารมากมายบนโต๊ะ เว่ยโหรวก็รู้สึกหนักใจ
"องค์รัชทายาท อาหารเยอะขนาดนี้ พวกเราสองคนจะกินหมดหรือเจ้าคะ"
หลี่เฉิงเฉียนยิ้มพลางมองไปที่ประตู
"วางใจเถอะ ไม่ได้มีแค่พวกเราสองคนเสียหน่อย"
ขณะที่เว่ยโหรวกำลังสงสัย เด็กน้อยคนหนึ่งก็ลากเด็กหนุ่มหน้าตาบูดบึ้งเดินเข้ามาในห้อง
"พี่เก้า เร็วๆ เข้า เร็วๆ เข้า"
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของคนในห้อง หลี่หมิงต๋าก็ส่งยิ้มกว้าง โชว์เขี้ยวเล็กๆ สองซี่
"พี่ใหญ่ ข้ามากินข้าวแล้ว!"
หลี่จื้อลอบถอนหายใจ ก่อนจะโค้งคำนับ
"พี่ใหญ่ น้องมารบกวนแล้ว"