- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญยอดขุนพล ข้าจะเหยียบย่ำสวรรค์ด้วยเทพมารลิโป้
- บทที่ 10 - บัลลังก์มังกรใช่ว่าจะมีเพียงผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สืบทอดมาแต่กำเนิด!
บทที่ 10 - บัลลังก์มังกรใช่ว่าจะมีเพียงผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สืบทอดมาแต่กำเนิด!
บทที่ 10 - บัลลังก์มังกรใช่ว่าจะมีเพียงผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สืบทอดมาแต่กำเนิด!
บทที่ 10 - บัลลังก์มังกรใช่ว่าจะมีเพียงผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สืบทอดมาแต่กำเนิด!
"เอ๊ะ"
ทุกคนในที่นั้นต่างไม่เข้าใจความหมายของพ่อบ้านฝู อย่าว่าแต่เป็นหินวิญญาณเพียงสามก้อนเลย ต่อให้เป็นสามสิบก้อนมันก็ยังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับบุญคุณที่ลิโป้ได้ช่วยชีวิตคนในตระกูลหลี่กว่าร้อยชีวิตในครั้งนี้ สายตาของทุกคนที่มองไปยังพ่อบ้านฝูจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นไม่เป็นมิตรทันที เพราะพวกเขาทั้งเกลียดและขยะแขยงคนทรยศเป็นที่สุด
"ท่านผู้นำ หินวิญญาณสามก้อนมันน้อยเกินไปหรือเปล่าขอรับ ท่านจอมราชันย์ลิโป้ช่วยชีวิตคนตระกูลหลี่ของเราไว้ตั้งร้อยกว่าชีวิตเลยนะขอรับ"
"จริงด้วยขอรับ พ่อบ้านฝู คราวหลังช่วยพูดให้มันจบในรวดเดียวและชัดเจนทีเถอะ" ผู้อาวุโสใหญ่คนปัจจุบันของตระกูลหลี่กล่าวขึ้นมา เขามีระดับพลังอยู่ที่ระดับหกสิบเอ็ด จักรพรรดิวิญญาณ
"จริงด้วย จริงที่สุด"
ทุกคนต่างส่งเสียงสนับสนุน เห็นพ้องต้องกันว่ารางวัลตอบแทนนี้มันต่ำต้อยเกินไปจริงๆ
"เอาละๆ พอได้แล้ว" หลี่ฉางชิงเอ่ยขัดขึ้นมาหลังจากดึงสติกลับมาจากรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ การกวาดล้างตระกูลจางเมื่อคืนรวมถึงการต่อสู้เมื่อวานทำให้เขาได้แต้มสังหารมาทั้งหมดห้าสิบเอ็ดแต้ม ถือเป็นลาภก้อนโตเลยทีเดียว
"เลิกส่งเสียงดังกันได้แล้ว เรื่องหินวิญญาณนี้ให้ท่านพ่อเป็นคนจัดการเถอะ ส่วนลิโป้นั้น หินวิญญาณสามก้อนจะมีหรือไม่มีก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย อีกอย่างลิโป้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ไม่ใช่แค่เขาหรอกนะ ในอนาคตตระกูลหลี่ของเราจะมีสุดยอดฝีมือหลั่งไหลเข้ามาสวามิภักดิ์อย่างไม่ขาดสายแน่นอน"
หลี่ฉางชิงรับหินวิญญาณสามก้อนมาจากพ่อบ้านฝูแล้วยัดใส่มือของหลี่เสวียนเทียน "เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลหลี่ของเราจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และท่านพ่อเองก็ต้องรีบยกระดับพลังวิญญาณขึ้นมาด้วย พอถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่เมืองชิงโจวเลย ต่อให้เป็นบัลลังก์มังกรในวังหลวง... ท่านพ่อก็สามารถขึ้นไปนั่งได้เช่นกัน"
หลี่เสวียนเทียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพลางก้าวถอยหลังไปหลายก้าว เห็นได้ชัดว่าเขาโดนคำพูดนี้เขย่าขวัญเข้าให้อย่างจัง
"ลูกรัก... พ่อ... พ่อจะทำได้จริงๆ หรือ"
หลังจากหายช็อกไปชั่วครู่ หลี่เสวียนเทียนก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่มีทางกล้าแม้แต่จะคิดเรื่องพรรค์นี้แน่ ทว่าหลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้ายในช่วงนี้มา มันทำให้เขาหมดศรัทธาในจักรวรรดิไปจนหมดสิ้นแล้ว
"แน่นอนอยู่แล้วขอรับ บัลลังก์มังกรใช่ว่าจะมีเพียงผู้มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์สืบทอดมาแต่กำเนิดเสียเมื่อไหร่ รอให้ลิโป้กลับมาก่อน ลูกจะพาท่านพ่อไปเทือกเขาสัตว์วิญญาณสักรอบ"
ในเวลาเดียวกัน เสียงพูดคุยโหวกเหวกก็ดังลั่นไปทั่วห้องโถงใหญ่
"พับผ่าสิ นายน้อยพูดได้ถูกต้องที่สุด ในเมื่อจักรวรรดิไร้คุณธรรม ก็อย่ามาหาว่าพวกเราไร้ความภักดี"
"ข้าอยากจะซัดพวกมันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่พวกมันบังอาจมาถอนหมั้นนายน้อย ศักดิ์ศรีของตระกูลหลี่ก็โดนพวกมันเหยียบย่ำจนไม่มีชิ้นดี"
"ถูกต้อง ก่อกบฏกันเลย"
"ดีมาก สมกับที่นายน้อยกล่าวไว้ สามสิบปีอยู่ฝั่งตะวันออกสามสิบปีสลับไปฝั่งตะวันตก อย่าได้ดูถูกเด็กหนุ่มยามยากไร้"
อารมณ์ของคนตระกูลหลี่ราวกับโดนจุดไฟ ทุกคนต่างส่งเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยามที่ท่านปู่ของหลี่ฉางชิงยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลหลี่ถือเป็นตระกูลมหาอำนาจที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในจักรวรรดิ จอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าสิบสี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยสักนิด
ทว่าหลังจากท่านปู่พลีชีพเพื่อจักรวรรดิในสนามรบเมื่อหลายปีก่อน ทางราชวงศ์กลับไม่เหลียวแลตระกูลหลี่เลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้ตระกูลหลี่ต้องตกต่ำลงทุกวัน
นับแต่นั้นมาสถานะของตระกูลหลี่ก็ดิ่งลงเหว มีเพียงหลี่เสวียนเทียนระดับแปดสิบเก้าที่ต้องคอยแบกรับและประคับประคองตระกูลไว้เพียงลำพัง
ในที่สุด วันนี้พวกเขาก็ได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวังเสียที
...
ณ พระราชวังอันหรูหราอลังการของจักรวรรดิใบเมเปิลสีชาด
เยี่ยหยางเตียนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองด้วยใบหน้ามืดครึ้ม ขนาบข้างเบื้องล่างของเขามีคนนั่งอยู่ฝั่งละสองคน โดยที่นั่งฝั่งซ้ายเยื้องไปทางด้านหลังนั้นว่างเปล่า นี่คือขุมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของจักรวรรดิใบเมเปิลสีชาด
ห้าผู้พิทักษ์จอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์
ทว่าตอนนี้เหลือเพียงสี่คนเท่านั้น
"ไปสืบมาเสีย ตระกูลหลี่มันมีดีอะไรกันแน่" เยี่ยหยางเตียนคำรามด้วยโทสะ ผู้พิทักษ์ลำดับที่ห้าเป็นคนที่เขาอัญเชิญส่งไปกวาดล้างตระกูลหลี่แท้ๆ การต้องสูญเสียจอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปหนึ่งคนทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด
"ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่าตระกูลหลี่ไม่มีทางมีความสามารถถึงเพียงนั้นเพคะ มิเช่นนั้นตอนที่เฟิ่งอู่ไปถอนหมั้นก็คงจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติไปแล้ว เป็นไปได้หรือไม่เพคะว่าผู้พิทักษ์ลำดับที่ห้าจะไปล่วงเกินยอดฝีมือท่านอื่นเข้า" ฮองเฮาแห่งจักรวรรดิใบเมเปิลสีชาดเอ่ยขึ้นมา
นางมีอายุราวสี่สิบปีแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับดูเหมือนเพิ่งจะสามสิบต้นๆ เท่านั้น ผิวพรรณบนใบหน้าตึงกระชับและยืดหยุ่น ไร้ซึ่งริ้วรอยแห่งวัย คิ้วเรียวสวยได้รูป ดวงตากลมโตเป็นประกาย ริมฝีปากแต่งแต้มด้วยสีแดงระเรื่อ ดูสง่างามและสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
ชุดหงส์สุดหรูหราที่นางสวมใส่นั้นปักลวดลายพญาหงส์อย่างประณีต ตัวชุดทอด้วยเส้นด้ายทองและเงิน เปล่งประกายระยิบระยับชวนมอง ชุดหงส์นี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงสถานะและความมั่งคั่งของนางเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเน้นกลิ่นอายความสูงส่งสง่างามให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก
นางคือซูรั่วจี ฮองเฮาแห่งจักรวรรดิใบเมเปิลสีชาด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซูรั่วจี ผู้พิทักษ์ทั้งสี่คนก็ไม่กล้าแสดงท่าทีโอหังเลยแม้แต่น้อย
นอกจากฐานะฮองเฮาแล้ว นางยังเป็นจอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ระดับเก้าสิบสามอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีทักษะผสานวิญญาณยุทธ์ร่วมกับเยี่ยหยางเตียน ซึ่งสามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับเก้าสิบแปดได้อย่างสบายๆ
"ฝ่าบาท ฮองเฮากล่าวได้ถูกต้องเพคะ ลำพังตระกูลหลี่..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้พิทักษ์คนนั้นก็ราวกับจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เยี่ยหยางเตียนจึงเอ่ยต่อทันที "ผู้พิทักษ์ใหญ่ก็นึกขึ้นได้แล้วใช่หรือไม่ หากเป็นเพียงผู้พิทักษ์ลำดับที่ห้าตกตายก็แล้วไปเถอะ แต่พวกเจ้าอย่าลืมว่ายังมีนักฆ่าป้ายเงินระดับจอมราชันย์วิญญาณอีกสามคนของหอโลหิตสังหารด้วย อย่ามาบอกข้าว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญนะ"
"ตระกูลหลี่มีความลับ ซ่อนความลับครั้งใหญ่อยู่แน่นอน"
"เอ๊ะ"
ทันใดนั้นเอง เยี่ยหยางเตียนพร้อมด้วยยอดฝีมือระดับจอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกคนก็พลันเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สายตาทะลวงผ่านหลังคาพระราชวังออกไป วงแหวนวิญญาณหลากหลายสีสันพลันผุดขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา และไม่ต้องสงสัยเลยว่าวงแหวนวิญญาณวงที่ใหญ่ที่สุดของทุกคนเป็นสีแดงสดใสเสมอกัน
"ผู้มาเยือนเจตนาไม่ดีเสียแล้ว"
"ทว่าบังอาจมารนหาที่ตายในวังหลวงของข้า ต่อให้เป็นจอมราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องหลั่งเลือดทิ้งชีวิตไว้ที่นี่"
จากนั้นคนทั้งหกก็พุ่งทะยานออกไปนอกพระราชวังพร้อมกัน
ชั่วอึดใจต่อมาพวกเขาก็ได้เห็นผู้มาเยือน เมื่อได้เห็นวงแหวนวิญญาณระดับสูงและวิญญาณยุทธ์ประเภททวนสีดำทมิฬดุจน้ำหมึก สีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไปทันที
ดำ ดำ ดำ ดำ ดำ ดำ ดำ แดง แดง
"สอง... วงแหวนวิญญาณระดับแสนปีสองวง"
ผู้พิทักษ์ใหญ่พึมพำออกมาด้วยความตกใจ คนทั้งหกพลันตื่นตัวและระแวดระวังขึ้นมาทันที
ผู้มาเยือนคนนี้เป็นศัตรูที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ไม่เคยพบเจอใครที่มีวงแหวนวิญญาณน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
"ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงมาระเบิดพลังวิญญาณในวังหลวงของข้าอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ พวกเรามีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่" เยี่ยหยางเตียนพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงเท่าที่จะทำได้ แม้อีกฝ่ายจะแข็งแกร่ง ทว่าฝั่งเขาเก็บยอดฝีมือไว้ถึงหกคน คนที่อ่อนแอที่สุดอย่างผู้พิทักษ์ลำดับที่สี่ยังอยู่ระดับเก้าสิบสอง ส่วนตัวเขาเองก็สูงถึงระดับเก้าสิบหก
เพราะเหตุนี้ หลังจากคลายความตกใจลงได้เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน
"เข้าใจผิดงั้นรึ ไม่มีหรอก ข้าแค่เห็นพวกเจ้าแล้วรู้สึกขวางหูขวางตา มือมันเกิดคันยิบๆ ขึ้นมาเลยอยากจะมาขอประลองวิชาด้วยสักหน่อย"
คนผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลิโป้
คำโบราณว่าไว้สิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย ทว่าหลี่ฉางชิงรอสิบปีไม่ไหว หลังจากจัดการตระกูลจางเรียบร้อยแล้วเขาจึงส่งลิโป้มาที่วังหลวงเพื่อเก็บดอกเบี้ยล่วงหน้าเสียก่อน
ประลองวิชางั้นรึ
เจ้าเล่นเปิดวงแหวนวิญญาณเต็มพิกัดแถมยังเตรียมอาวุธครบมือขนาดนี้ นี่มันเรียกว่าหาเรื่องชัดๆ
"ท่านผู้กล้า จักรวรรดิใบเมเปิลสีชาดของเราไม่เคยล่วงเกินท่านเลยนะ หากเป็นการประลองวิชาธรรมดาก็ย่อมได้ ทว่าหากท่านจงใจมาหาเรื่องล่ะก็ ท่านคงเลือกสถานที่ผิดเสียแล้ว" เยี่ยหยางเตียนพยายามเค้นสมองคิดหาตัวตนของชายผู้นี้ ทว่าในบรรดาสามจักรวรรดิใหญ่รอบด้านไม่มีคนที่มีลักษณะเช่นนี้อยู่เลยสักคน
หรือว่าจะเป็นคนจากสำนักใหญ่ระดับทวีป และด้วยการจัดวางวงแหวนวิญญาณระดับสูงเช่นนี้ เบื้องหลังของอีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน สิบสำนักใหญ่แห่งมหาพิภพวิญญาณยุทธ์งั้นหรือ เยี่ยหยางเตียนจินตนาการไปไกลแสนไกล
"เลิกเดาสุ่มได้แล้ว จะเข้ามาพร้อมกันทั้งหมดหรือจะดวลกันตัวต่อตัวดีล่ะ หรือว่า... หากไมยากสู้กันก็ย่อมได้นะ"
เมื่อได้ยินคำยั่วยุของลิโป้ แม้เยี่ยหยางเตียนจะโกรธจัด ทว่าหากหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้เขาก็อยากจะหลีกเลี่ยง ต่อให้ต้องยอมเสียทรัพยากรไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเขาไม่รู้ความเป็นมาของชายคนนี้จึงรู้สึกหวั่นเกรงอยู่ลึกๆ ทว่าประโยคถัดมาของลิโป้กลับทำให้เขาโกรธจนแทบจะระเบิดเป็นจุน
"ข้าเห็นว่าฮองเฮาก็ยังดูสาวสะพรั่งและมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่เบา หากเจ้ายอมส่งนางมาปรนนิบัติรับใช้ข้าสักหนึ่งวัน การต่อสู้ในครั้งนี้... ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน"
เมื่อรู้ว่านายน้อยของตนโดนถอนหมั้นและโดนหยามเกียรติ ลิโป้ก็รู้สึกโกรธแค้นแทนเจ้านายอย่างยิ่ง คำว่าข้ารับใช้ยอมตายดีกว่าเห็นเจ้านายโดนหยามค้ำคออยู่ ดังนั้นการมาเยือนในครั้งนี้เขาตั้งใจมาหาเรื่องโดยเฉพาะ ยิ่งเหยียดหยามได้เท่าไหร่เขาก็ยิ่งสะใจเท่านั้น
"เจ้าหาที่ตายเองนะ"
เยี่ยหยางเตียนคำรามด้วยความโกรธจัด ยอมเสียทรัพยากรน่ะยอมได้ ทว่ายอมยกภรรยาของตัวเองให้ชายอื่นงั้นรึ แล้วคนทั้งใต้หล้าจะมองเขาอย่างไร
บัดนี้ พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทั้งหกสายพลันระเบิดออกกวาดม้วนไปทั่วทุกสารทิศ
[จบแล้ว]