เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 สองสามีภรรยามหาเศรษฐีโจวเจี้ยนปางมาขอความช่วยเหลือ!

บทที่ 18 สองสามีภรรยามหาเศรษฐีโจวเจี้ยนปางมาขอความช่วยเหลือ!

บทที่ 18 สองสามีภรรยามหาเศรษฐีโจวเจี้ยนปางมาขอความช่วยเหลือ!


บทที่ 18 สองสามีภรรยามหาเศรษฐีโจวเจี้ยนปางมาขอความช่วยเหลือ!

หลี่ซูเฟินไม่เคยได้ยินชื่อบริษัทนี้มาก่อน เธอจึงมองไปยังสองสามีภรรยาด้วยความสงสัย “พวกคุณมีธุระอะไรกับฉันงั้นเหรอคะ?”

โจวเจี้ยนปางกำลังจะเอ่ยปาก แต่ตู้เจี้ยนเวยภรรยาของเขาชิงถามขึ้นก่อนด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “ลูกสาวของคุณ จางเสี่ยวปา กลับมาบ้านแล้วใช่ไหมคะ?”

เมื่อได้ยินชื่อลูกสาว หลี่ซูเฟินก็เริ่มระแวดระวังทันที มือที่จับประตูไว้ก็กระชับแน่นขึ้น “พวกคุณเป็นใครกันแน่คะ”

โจวเจี้ยนปางเห็นท่าทางของหลี่ซูเฟินจึงรีบอธิบาย “พี่สาวอย่ากังวลไปเลยครับ พวกเราไม่ได้มาหาเรื่องจางเสี่ยวปา พวกเราก็เหมือนกับพวกคุณนั่นแหละครับ ลูกสาวของเราก็ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกไปต่างประเทศเหมือนกัน”

“อ้าว? ลูกสาวพวกคุณก็โดนด้วยเหรอคะ”

หลี่ซูเฟินอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจในทันที เธอคลายความระแวดระวังลงแล้วเชิญทั้งคู่เข้าบ้าน

เมื่อโจวเจี้ยนปางและตู้เจี้ยนเวยเข้ามาในห้องนั่งเล่น และเห็นจางเสี่ยวปานั่งกินขนมอยู่กับจางเซินมู่อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ในดวงตาของพวกเขาก็ฉายแววทั้งความร้อนรนและความอิจฉา

“สองคนนี้คือใครน่ะ?”

จางเซินมู่มองแขกผู้มาใหม่ด้วยความสงสัยและระแวง

เสี่ยวปาเองก็มองด้วยสายตาแบบเดียวกัน

“ลูกสาวของพวกเขาถูกหลอกไปต่างประเทศเหมือนกันจ้ะ” คำพูดเดียวของหลี่ซูเฟินช่วยคลายความสงสัยของอาจาง เขาจึงเชิญให้แขกนั่งลง หลี่ซูเฟินเดินไปรินน้ำอุ่นสองแก้วมายื่นให้ทั้งคู่

โจวเจี้ยนปางและตู้เจี้ยนเวยรับน้ำมาและกล่าวขอบคุณ

“เสี่ยวปา ลูกเข้าห้องไปก่อนไป”

หลี่ซูเฟินส่งสัญญาณทางสายตา เสี่ยวปาเข้าใจทันทีและกำลังจะลุกขึ้นเดินไป แต่โจวเจี้ยนปางกลับเอ่ยปากรั้งไว้ “พี่สาวครับ พวกเรามีเรื่องอยากจะถามเสี่ยวปาหน่อย ให้พวกเราได้คุยกับเธอสักสองสามประโยคได้ไหมครับ?”

เสี่ยวปามองหน้าพ่อแม่ด้วยความทำตัวไม่ถูก จางเซินมู่มุ่นคิ้วถามด้วยน้ำเสียงลังเล “พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าลูกสาวผมกลับมาแล้ว?”

หลี่ซูเฟินเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน ตั้งแต่เสี่ยวปาหลับมา เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายตามเจอ นอกจากญาติพี่น้องในบ้านแล้ว เธอไม่เคยปริปากบอกคนนอกเลยสักคำ

เมื่อเห็นครอบครัวนี้เริ่มตึงเครียด ตู้เจี้ยนเวยจึงรีบอธิบาย “ฉันกับเจี้ยนปางพอจะมีอิทธิพลอยู่ในซ่างเหราบ้าง ข่าวนี้เราได้มาจากเพื่อนที่เป็นตำรวจน่ะค่ะ เขาบอกว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแอบขโมยเรือจากกัมพูชาหนีกลับมาได้เอง”

หลี่ซูเฟิน อาจาง และเสี่ยวปาต่างมองหน้ากัน ทุกคนดูออกทันทีว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ต้องเป็นมหาเศรษฐีที่มีอำนาจมากแน่ ๆ

“อยากถามอะไรก็ถามเถอะค่ะ” หลี่ซูเฟินเป็นคนใจอ่อน เมื่อเห็นว่าพวกเขาก็เป็นพ่อแม่ที่ลูกถูกหลอกเหมือนกัน อะไรที่พอบอกได้เธอก็อยากจะช่วย

โจวเจี้ยนปางไม่รอช้า ถามเสี่ยวปาทันที “เสี่ยวปา หนูหนีออกมาจากกัมพูชาคนเดียวจริง ๆ เหรอ?”

เสี่ยวปาพยักหน้ายืนยันโดยไม่ลังเล “ใช่ค่ะ วันนั้นพวกมันจัดงานเลี้ยง คนเฝ้าเลยมีน้อย หนูเลยสบโอกาสหนีออกมา แล้วบังเอิญเจอคนใจดีคนหนึ่งช่วยพาไปส่งที่ท่าเรือ พอดีมีเรือยอร์ชลำหนึ่งเสียบกุญแจค้างไว้ หนูเลยขับหนีออกมาเลยค่ะ”

“ลูกสาวผมปกติชอบดูพวกวิดีโอสั้นเกี่ยวกับการเดินเรือน่ะครับ แกเลยพอมีประสบการณ์บ้าง” จางเซินมู่เสริมน้ำขุ่น ๆ

คำอธิบายนี้อาจจะฟังดูแนบเนียนสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับโจวเจี้ยนปางและตู้เจี้ยนเวยที่เล่นเรือยอร์ชมานาน มันเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยช่องโหว่

ดูวิดีโอมาแล้วขับเรือเป็นน่ะพอเชื่อได้

แต่ถ้าบอกว่าแค่ดูวิดีโอแล้วจะขับเรือยอร์ชจากกัมพูชาข้ามทะเลมาถึงไหหลำได้เนี่ย เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ข้อแรก เส้นทางทะเลสายนี้ยาวเกือบหนึ่งพันห้าร้อยไมล์ทะเล การเดินเรือในทะเลลึกไม่เหมือนบนบกที่มีป้ายบอกทาง ในทะเลไม่มีเครื่องหมายอะไรเลย คนที่ไม่มีประสบการณ์เดินเรือไม่มีทางพาสิ่งประดิษฐ์ขนาดใหญ่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้ไกลขนาดนั้น

ข้อที่สอง ต่อให้ถังน้ำมันเรือยอร์ชจะใหญ่แค่ไหน ระยะวิ่งสูงสุดก็ไม่มีทางถึงหนึ่งพันห้าร้อยไมล์ทะเล เสี่ยวปาหนีออกมาแบบกะทันหันไม่มีทางพกน้ำมันสำรองมาได้แน่ ๆ ถ้าไม่มีน้ำมันสำรอง เรือก็ต้องจอดตายกลางทางและต้องกางใบเรือตามทิศทางลม ซึ่งคนที่ไม่มีประสบการณ์เดินเรือทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้แน่นอน

“พี่สาวครับ พี่ชายครับ พูดตามตรงนะ ที่บ้านเราก็มีเรือยอร์ช ที่พูดนี่ไม่ใช่จะอวดรวยนะครับ แต่จะบอกว่าผมกับภรรยาเล่นเรือมาสองสามปีแล้ว เรารู้ว่าเรือยอร์ชทั่วไปขับได้แค่ชายฝั่ง ถ้าจะไปไกลกว่านั้นต้องใช้ใบเรือช่วย ซึ่งพวกเราเล่นมาสองสามปีแล้วตอนนี้ยังกางใบเรือเดินเรือไม่เป็นเลยครับ”

โจวเจี้ยนปางชี้จุดบอดในคำโกหก ก่อนจะมองหน้าเสี่ยวปาแล้วถามย้ำ “หนูต้องมีคนช่วยแน่ ๆ บอกอาได้ไหมว่าคนคนนั้นคือใคร?”

เสี่ยวปาส่ายหน้ายืนยันคำเดิม “ไม่มีค่ะ ไม่มีจริง ๆ หนูหนีมาคนเดียวค่ะ”

ตั้งแต่วันแรกที่กลับมา หลี่ซูเฟินกำชับเธอไว้แน่นหนาว่าห้ามบอกเรื่องจินหนานให้คนนอกรู้ และเธอก็ไม่อยากให้เขาต้องเดือดร้อนด้วย เลยตั้งใจจะเก็บเป็นความลับให้ถึงที่สุด

“เสี่ยวปา น้าขอร้องล่ะ บอกความจริงกับพวกเราเถอะนะ”

จู่ ๆ ตู้เจี้ยนเวยก็ทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นหน้าโซฟาทันที ดวงตาของเธอรื้นไปด้วยน้ำตาและน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือด้วยความอัดอั้น

หลี่ซูเฟินตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบจะเข้าไปประคองขึ้นมา แต่ในตอนนั้นเอง โจวเจี้ยนปางก็คุกเข่าลงตามด้วยเสียงดัง ‘ปึก!’

“ลูกสาวเราอายุแค่ 23 เองครับ เพิ่งเรียนจบมหมาวิทยาลัย อนาคตยังอีกไกล จะให้พังลงแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ ได้โปรดเถอะครับบอกเราเถอะ เราสัญญาว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด เราแค่อยากจะขอร้องให้คนคนนั้นช่วยไปพาตัวลูกสาวเราออกมาเท่านั้นเอง”

ตอนนี้โจวเจี้ยนปางไม่ใช่ประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพล หรือนักธุรกิจผู้สง่างามอีกต่อไป เขากลายเป็นเพียงพ่อที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างเพื่อลูกสาว

หลี่ซูเฟินและจางเซินมู่ต่างมีสีหน้าลำบากใจ ในฐานะพ่อแม่ที่เคยผ่านเหตุการณ์เดียวกัน พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็คิดว่าไม่ควรเอาความลับของจินหนานมาขายแลกกับความสงสาร

พวกเขารู้สึกขัดแย้งในใจอย่างหนัก อยากจะปฏิเสธก็ทำใจไม่ลง แต่จะบอกออกไปก็รู้สึกผิดต่อผู้มีพระคุณ

เสี่ยวปาเองก็ทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกของเธอไม่ต่างจากพ่อแม่เลย แถมในฐานะคนที่เคยไปสัมผัสนรกที่กัมพูชามาแล้ว เธอรู้ดีว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มันน่ากลัวแค่ไหน การถูกตบตีหรือขังลืมถือเป็นเรื่องเบา ๆ บางคนที่เจอผู้จัดการอารมณ์ร้ายก็ถึงขั้นโดนมีดกรีด ยิ่งผู้หญิงสวย ๆ ยิ่งน่าสงสาร จะถูกพวกผู้คุมรุมโทรม พอเล่นจนเบื่อก็ถูกขายต่อไปเรื่อย ๆ ตายทั้งเป็นชัด ๆ

เธอถือว่าโชคดีมากที่ไม่ต้องเจอกับนรกแบบนั้น แต่คนอื่นล่ะ... อย่างลูกสาวของเศรษฐีคู่นี้ อาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนเธอก็ได้

ตอนนี้ ครอบครัวของหลี่ซูเฟินทั้งสามคนเหมือนถูกแขวนไว้บนกองไฟ จะปฏิเสธก็เหมือนเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย แต่จะบอกความจริงก็เหมือนเป็นการทรยศ

เมื่อตู้เจี้ยนเวยเห็นทุกคนนิ่งเงียบไป เธอก็รู้ทันทีว่าพวกเขากำลังลังเล จึงรีบอ้อนวอนต่อพร้อมเสียงสะอื้น “เราจะไม่บอกใครจริง ๆ ค่ะ จะไม่พูดออกไปเด็ดขาด และเรายินดีจะจ่ายเงินให้เท่าไหร่ก็ได้ค่ะ”

“น้องสาวจ๊ะ มันไม่ใช่เรื่องเงินหรอกจ้ะ พวกเราสัญญากับเขาไว้แล้วว่าจะไม่บอกใครจริง ๆ” หลี่ซูเฟินพูดด้วยความลำบากใจ

จบบทที่ บทที่ 18 สองสามีภรรยามหาเศรษฐีโจวเจี้ยนปางมาขอความช่วยเหลือ!

คัดลอกลิงก์แล้ว