- หน้าแรก
- ผมก็แค่แพทย์ฝึกหัดที่มีระบบสุดเทพ
- บทที่ 104 - นี่คือลูกสาวของฉัน
บทที่ 104 - นี่คือลูกสาวของฉัน
บทที่ 104 - นี่คือลูกสาวของฉัน
หม่าสง หม่าเจี๋ย และฉินซูเฟินเดินทางมาถึงโรงพยาบาลอันดับหนึ่งแห่งมหานครโมตูอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ลงจากรถ พวกเขาก็มองเห็นหม่าเสวี่ยกำลังนั่งร้องไห้อยู่
"ลูกสาวแม่" พอเห็นลูกสาวร้องไห้ปานจะขาดใจ หัวใจของฉินซูเฟินก็เจ็บปวดรวดร้าว เธอรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดลูกสาวไว้แน่น
"แม่คะ~" เมื่อเห็นแม่มาหา หม่าเสวี่ยก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
"หมอว่ายังไงบ้าง?" หม่าสงมองสภาพลูกสาวแล้วก็ปวดใจไม่แพ้กัน แต่ในฐานะคนเป็นพ่อ เขาจึงเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้ลึกสุดใจ
"หมอบอกว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการผ่าตัดคือภายในสามเดือนนี้ค่ะ" หม่าเสวี่ยรีบถ่ายทอดคำพูดของจื่อเฟิงให้ฟัง
"ดี งั้นปะ พวกเราไปผ่าตัดกัน" เมื่อได้ยินดังนั้น หม่าสงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่เขายังมาไม่สายเกินไป
"แต่เด็กในท้องอาจจะ..."
"นี่แม่งก็ถึงขั้นนี้แล้วนะ เลิกห่วงเรื่องเด็กในท้องสักทีได้ไหม ชีวิตเด็กมันสำคัญกว่าชีวิตแกหรือไงฮะ?" หม่าเจี๋ยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหว สบถด่าออกมาทันที
หม่าเจี๋ยกับหม่าเสวี่ยอายุห่างกันถึงสิบสามปี พูดได้เลยว่าหม่าเจี๋ยเป็นคนอุ้มน้องสาวคนนี้มาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจึงแน่นแฟ้นมาก และถึงแม้ว่าหม่าเสวี่ยจะทะเลาะจนตัดขาดกับพ่อไปแล้ว แต่เธอกับหม่าเจี๋ยก็ยังแอบติดต่อกันอยู่เสมอ
สายเลือดก็คือสายเลือด ตัดยังไงก็ไม่ขาด ความผูกพันทางสายเลือดคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
เพราะงั้นพอเห็นว่าน้องสาวของตัวเองยังจะมาห่วงหน้าพะวงหลังเรื่องเด็กในท้องอยู่อีก หม่าเจี๋ยจึงต้องด่าเพื่อดึงสติ
ระหว่างหลานชายที่ยังไม่เคยเห็นหน้า กับน้องสาวแท้ๆ ที่เขารักและทะนุถนอมมาตลอด คนโง่ที่ไหนก็รู้ว่าต้องเลือกใคร
พอถูกพี่ชายด่าสติหลุด หม่าเสวี่ยก็เงียบไป
"ไป" หม่าสงคว้าข้อมือลูกสาวหมับ ภาพนี้ช่างดูคล้ายกับตอนที่หม่าเสวี่ยยังเด็ก พอเธอโดนใครรังแก หม่าสงก็จะจูงมือเธอไปทวงความยุติธรรมให้แบบนี้เสมอ
"ลูกแค่พักผ่อนรักษาตัวให้สบายใจก็พอ เรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อกับพี่ชายลูกเอง" เมื่อได้สบตากับผู้เป็นพ่อ หม่าเสวี่ยก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา
หม่าสงพาทั้งสามคนเดินเข้าไปข้างใน พวกเขามุ่งตรงไปยังห้องตรวจของจื่อเฟิงทันที
ภายในห้องตรวจ
สามีและแม่สามีของหม่าเสวี่ยยังคงถกเถียงเรื่องการผ่าตัดกับจื่อเฟิงอยู่
"คุณหมอคะ พวกเรายอมให้ผ่าตัดไม่ได้จริงๆ นะคะ ฉันยังไม่มีหลานชายไว้สืบสกุลเลย คุณจะมาพรากชีวิตเด็กคนนี้ไปไม่ได้นะคะ"
"ถ้าทำแบบนั้น คุณหมอก็คือฆาตกรชัดๆ เลยนะคะ"
พอได้ยินประโยคนี้ จื่อเฟิงก็แทบอยากจะด่าสวนกลับไป
ฆาตกร? แม่งเอ๊ย ถ้าฉันไม่ผ่าตัดให้ หม่าเสวี่ยก็ต้องตายน่ะสิ!
ระหว่างชีวิตคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว กับเซลล์ก้อนใหญ่ๆ ที่เพิ่งจะก่อตัว มันยังต้องมานั่งคิดอีกเหรอว่าจะเลือกช่วยใคร?
ในขณะที่จื่อเฟิงกำลังจะอ้าปากเถียง จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินพรวดพราดเข้ามา
การปรากฏตัวของหม่าสงและพวกอีกสี่คน ทำให้ห้องตรวจแห่งนี้ดูคับแคบไปถนัดตา
"คุณนาย พาลูกสาวออกไปก่อนไป" หม่าสงหันไปสั่งฉินซูเฟิน เรื่องพรรค์นี้มันต้องให้ลูกผู้ชายจัดการ
"ได้" ฉินซูเฟินปรายตามองหม่าเสวี่ย เธอรู้ดีว่าตอนนี้สภาพจิตใจของลูกสาวย่ำแย่แค่ไหน และคงไม่อยากเห็นหน้าคนพวกนี้อีก เธอจึงรีบพาหม่าเสวี่ยออกไปรอข้างนอก
"สวัสดีครับคุณหมอ ผมคือพ่อของหม่าเสวี่ยครับ" หม่าสงยื่นมือไปจับกับจื่อเฟิง
"สวัสดีครับ" จื่อเฟิงพยักหน้ารับ
"เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ เมื่อกี้ผมฟังจากลูกสาวมาว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษาคือภายในสามเดือนนี้ ใช่ไหมครับ?" หม่าสงทำเมินคนสองคนที่ยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ ไปซะสนิท สำหรับฆาตกรที่คิดจะฆ่าลูกสาวของเขา การที่หม่าสงยังไม่พุ่งเข้าไปซัดหน้าพวกมันก็ถือว่าปรานีมากแล้ว
"ถูกต้องครับ และเนื่องจากตอนนี้อายุครรภ์เพิ่งจะแค่สามเดือน ดังนั้นก่อนจะทำการผ่าตัดเนื้องอก ทางเราจึงแนะนำให้นำเด็กออกก่อนครับ เพื่อให้คนไข้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น"
จื่อเฟิงเองก็ไม่อยากจะเสวนากับสองแม่ลูกนั่นแล้วเหมือนกัน พวกที่เห็นชีวิตลูกสะใภ้เป็นผักเป็นปลาแบบนี้ มันก็แค่พวกฆาตกรเลือดเย็นนั่นแหละ
ดังนั้นพอเห็นพ่อแม่ของคนไข้มาถึง จื่อเฟิงก็รีบชี้แจงให้พวกเขาฟังทันที
"คุณหมอครับ ไม่ว่าวิธีการรักษาของพวกคุณจะเป็นยังไง เรามีเงื่อนไขแค่ข้อเดียว คือขอให้คุณช่วยชีวิตลูกสาวผมให้ได้ครับ" หม่าสงก้มหน้าลง เขารู้สึกเกลียดตัวเองเหลือเกิน
เกลียดที่ตอนนั้นตัวเองไม่เด็ดขาดให้มากกว่านี้ ถ้าเขาแข็งกร้าวกว่านี้สักนิด ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องไปแต่งงานกับไอ้สวะแบบนี้
ถ้าไม่ได้แต่งงาน ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องบัดซบแบบนี้หรอก
"เดี๋ยวสิ ทำไมต้องผ่าตัดด้วยล่ะ? ถ้าผ่าตัด แล้วหลานชายฉันจะทำยังไง?" สองแม่ลูกที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบแทรกขึ้นมาทันที
ผ่าตัด? พวกเขาตกลงแล้วงั้นเหรอ? แล้วทำไมพวกนี้ถึงไม่มาปรึกษากับพวกเขาก่อนล่ะ?
"ฉันจะช่วยชีวิตลูกสาวฉัน แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?" หม่าสงหันไปตวัดสายตาใส่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ดอง
ถ้าไม่ติดว่าเขาไม่ทำร้ายผู้หญิงล่ะก็ ป่านนี้ฝ่ามือของเขาคงฟาดลงบนหน้ายัยป้านี่ไปแล้ว
ลูกสาวที่เขาฟูมฟักมาอย่างดี ไม่เคยแม้แต่จะดุด่าให้ช้ำใจ แต่พอไปอยู่บ้านคนอื่นกลับถูกย่ำยีราวกับเป็นทาส
"ลูกสาวคุณเหรอ อย่าลืมสิว่าตอนนี้หล่อนแต่งเข้ามาเป็นลูกสะใภ้บ้านเราแล้ว ถ้าลูกชายฉันไม่เซ็นยินยอมในใบอนุญาตผ่าตัด การผ่าตัดนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้หรอก" แม่สามีเชิดหน้าตอบอย่างเย็นชา
ลูกสาวแต่งงานออกไป ก็เหมือนสาดน้ำทิ้ง
ตอนนี้หม่าเสวี่ยถือเป็นคนของตระกูลพวกเธอแล้ว ต่อให้พวกเธอจะบังคับให้หม่าเสวี่ยกินแกลบกินรำ หม่าสงก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง
"ลูกชาย บอกพวกมันไปสิ ว่าแกลงนามยินยอมหรือเปล่า" แม่สามีทำท่าทางกำเริบเสิบสานราวกับเป็นผู้ชนะ
"ผม..." สามีมองสายตาของผู้คนที่จ้องมาที่เขา
ถ้าเซ็น แม่ของเขาต้องไม่พอใจแน่ๆ
ถ้าไม่เซ็น ภรรยาของเขาก็ต้องเสียใจ
ช่างเถอะ ขอแค่ทำให้แม่เขามีความสุขสักสองสามวันก็พอแล้ว
"ผมไม่เซ็นครับ" ผู้เป็นสามีตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
แม่งเอ๊ย พอได้ยินประโยคนี้ หม่าสงก็เตรียมจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดให้ทันที
แม่แกเป็นผู้หญิง ฉันตีไม่ได้ แต่แกเป็นผู้ชายหน้าตัวเมีย ทำไมฉันจะตีไม่ได้!
แต่ในขณะที่หม่าสงกำลังจะลงไม้ลงมือนั้น กลับมีอีกคนหนึ่งที่ลงมือเร็วกว่า
คนๆ นั้นก็คือหม่าเจี๋ย
เพียะ! ฝ่ามือของหม่าเจี๋ยฟาดเข้าที่หน้าของน้องเขยอย่างจัง
"แกตบฉันเหรอ?" ผู้เป็นสามีมองหม่าเจี๋ยด้วยความตกตะลึง ตีกันเนี่ยนะ? นี่มันจะป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!
"ตบแกแล้วมันจะทำไม? ฉันจะกระทืบแกให้ตายคาตีนเลยคอยดู!" หม่าเจี๋ยพุ่งเข้าไปกระหน่ำเตะผู้เป็นสามีไม่ยั้ง
"น้องสาวฉันแต่งงานกับแก เพื่อมาให้แกเหยียบย่ำแบบนี้หรือไงฮะ?"
"ไอ้สวะ ในเมื่อพวกแกทำตัวหมาๆ แบบนี้ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!"
"แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่าวะ ถ้าเป็นห่วงแม่แกนัก แล้วมึงจะแต่งงานหาพระแสงอะไร?"
"กลับไปซุกอกแม่แกไปเลยไป ไอ้ลูกแหง่ติดแม่ ไอ้สวะไม่ได้เรื่อง!"
หม่าเจี๋ยทั้งเตะทั้งด่ากราด
เสียงสบถด่าดังทะลุออกไปจนคนข้างนอกได้ยิน ฉินซูเฟินดึงลูกสาวเข้ามากอดไว้แน่น ไม่ให้เธอต้องทนฟังเสียงพวกนี้
ส่วนบรรดาผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น ก็พอจะเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างในได้แล้ว
พวกเธอมองหม่าเสวี่ยด้วยสายตาอิจฉา
ขนาดหม่าเสวี่ยโดนรังแก ยังมีครอบครัวออกโรงมาทวงความยุติธรรมให้ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นพวกเธอล่ะ ครอบครัวจะแคร์พวกเธอแบบนี้ไหม?
ตามปกติแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ จื่อเฟิงควรจะเข้าไปห้ามปราม
แต่เขากลับเอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทำตัวราวกับว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องเลยสักนิด...
(จบแล้ว)