- หน้าแรก
- ผมก็แค่แพทย์ฝึกหัดที่มีระบบสุดเทพ
- บทที่ 20 - หน้าใหญ่ใจโต
บทที่ 20 - หน้าใหญ่ใจโต
บทที่ 20 - หน้าใหญ่ใจโต
“หัวหน้าครับ!” จางสิงเบิกตากว้างมองหม่าหลี่ด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการถูกเนรเทศเลย! จางสิงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วสถานะของเขาในใจหม่าหลี่นั้น... เทียบไม่ได้กับติงเกอเลยแม้แต่น้อย
“ตั้งใจทำงานล่ะ!” หม่าหลี่ออกปากไล่จางสิงกลายๆ จางสิงทำได้เพียงเดินคอตกออกจากห้องผู้อำนวยการไปอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก
……
คืนนั้น เมื่อกลับมาถึงห้องพัก ติงเกอก็เริ่มลงมือเตรียมข้อมูลสำหรับเขียนเปเปอร์ทันที
แน่นอนว่าการเขียนเปเปอร์ระดับ SCI ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ติงเกอจึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า คืนนี้ขอแค่ร่างเค้าโครงคร่าวๆ ให้เสร็จก็พอ
นับว่าโชคดีที่ติงเกอเพิ่งได้รับแต้มพละกำลังมา มันช่วยให้เขาสามารถอดหลับอดนอนปั่นงานได้ทั้งคืน โดยที่พอตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ยังคงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่
“หัวหน้าครับ” ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ติงเกอทำก็คือการเดินตรงไปที่ห้องทำงานของหลี่เสวี่ยฉี
“มีอะไรเหรอ?” น้ำเสียงที่หลี่เสวี่ยฉีใช้พูดกับติงเกอตอนนี้ ไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนแรกๆ ที่เจอกันแล้ว มันฟังดูนุ่มนวลขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังคงความเรียบเฉยเอาไว้ตามสไตล์ของเธอ
“หัวหน้าครับ นี่คือเค้าโครงเปเปอร์ที่ผมเพิ่งร่างเสร็จเมื่อคืนครับ รบกวนคุณช่วยตรวจดูให้หน่อยนะครับ” ติงเกอยื่นแฟ้มเอกสารส่งให้หลี่เสวี่ยฉี
หลี่เสวี่ยฉีรับไปเปิดดูด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะใช้เวลาแค่คืนเดียวในการร่างเค้าโครงจนเสร็จ
“เมื่อคืนนายโต้รุ่งเลยเหรอ?” หลี่เสวี่ยฉีเงยหน้าขึ้นมาถาม
“ครับ” ติงเกอพยักหน้ารับ
“เอาเถอะ แต่ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยล่ะ” คำพูดที่แฝงความห่วงใยของหลี่เสวี่ยฉี ทำเอาติงเกอถึงกับต้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ นี่เธอเป็นห่วงสุขภาพเขาด้วยเหรอเนี่ย?
หลี่เสวี่ยฉีย่อมไม่รู้หรอกว่า คำพูดเพียงประโยคเดียวของเธอ จะทำให้ติงเกอเก็บเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้ เธอหยิบปากกาพกพาขึ้นมา แล้วเริ่มวงและขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน เค้าโครงเปเปอร์ที่ติงเกออดตาหลับขับตานอนเขียนมาทั้งคืน ก็กลายสภาพเป็นทะเลสีแดงเถือกไปหมด
“ฉันเพิ่มข้อคิดเห็นและคำแนะนำเบื้องต้นลงไปให้แล้วนะ นายเอากลับไปศึกษาและปรับแก้ดูให้เรียบร้อย แล้วค่อยลงมือเขียนเนื้อหาจริงล่ะ” หลี่เสวี่ยฉียื่นเอกสารคืนให้ติงเกอ
“ช่วงสองสามวันนี้ ฉันสั่งให้พวกเขาไม่ต้องจัดเวรดึกให้นายแล้วนะ ตอนกลางคืนนายจะได้มีเวลาโฟกัสกับการเขียนเปเปอร์อย่างเต็มที่” หลี่เสวี่ยฉีถือเป็นเจ้านายที่ใส่ใจและเห็นอกเห็นใจลูกน้องคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ขอบคุณมากครับหัวหน้า” ติงเกอกล่าวขอบคุณ แล้วเดินออกจากห้องไป
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ติงเกอก็บังเอิญเจอกับเฉินกังเข้าพอดี
“คุณตำรวจเฉิน” ติงเกอเอ่ยทักทายพลางเดินเข้าไปหา
“อ้าว หมอติง นี่ครับ...” ติงเกอมองถุงผลไม้ในมือของเฉินกังด้วยความงุนงง
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณหมอมากๆ เลยนะครับที่ช่วยรักษาไอ้คนร้ายนั่นจนปลอดภัย ถึงผมจะโดนตักเตือนทางวินัยไปบ้าง แต่อย่างน้อยผมก็ยังรักษาหน้าที่การงานเอาไว้ได้ ก็เลยตั้งใจแวะเอาของมาขอบคุณหมอสักหน่อยน่ะครับ”
บทลงโทษของเฉินกังถูกประกาศออกมาแล้ว โชคดีที่เป็นแค่การตักเตือนเท่านั้น เขารู้ดีว่าที่รอดมาได้ก็เพราะคนร้ายไม่เป็นอะไรมาก ถ้าเกิดคนร้ายตายขึ้นมาจริงๆ มีหวังเขาได้โดนปลดออกจากราชการแน่ๆ
ด้วยความซาบซึ้งใจ เช้าตรู่วันนี้เฉินกังจึงรีบไปหาซื้อของมาฝากเพื่อเป็นการตอบแทนติงเกอ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับผู้กองเฉิน มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ถึงแม้ไอ้หมอนั่นมันจะเป็นเศษสวะสังคม และผมเองก็อยากจะซัดหน้ามันสักหมัดเหมือนกัน!”
“แต่ในฐานะหมอ สิทธิ์เพียงอย่างเดียวที่ผมมี ก็คือการทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อรักษาชีวิตของเขาให้ได้”
“ส่วนเรื่องการลงโทษ ผมเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะให้ความยุติธรรมและลงโทษเขาอย่างสาสมเองครับ”
ติงเกอส่งยิ้มให้เฉินกัง นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่เขาได้ตกผลึกจากคำสอนของหลี่เสวี่ยฉีเมื่อวานนี้
“แน่นอนครับ กฎหมายต้องจัดการกับเขาอย่างสาสมแน่ๆ” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ เฉินกังก็ขอตัวไปเยี่ยมตำรวจที่บาดเจ็บในห้องพักฟื้นต่อ
ส่วนติงเกอก็เดินกลับไปที่ห้อง 103 ของตัวเอง
“นั่นอะไรน่ะ?” ซ่งฮว๋าเห็นติงเกอเดินถือถุงผลไม้เข้ามาก็ตื่นเต้นตาโต
“เพื่อนร่วมงานของคนไข้ซื้อมาฝากน่ะ” ติงเกอเปิดปากถุง แล้วหยิบแอปเปิ้ลโยนให้ซ่งฮว๋าหนึ่งลูก
พอกลับมานั่งที่โต๊ะ ติงเกอก็เห็นแจ้งเตือนจากแชตกลุ่มของห้องเรียน เด้งขึ้นมาว่าหัวหน้าห้องกำลังแท็กเรียกทุกคน
“วันนี้คนไข้เอาป้ายประกาศเกียรติคุณมามอบให้อาจารย์อันชิง หมอพี่เลี้ยงของฉันด้วยล่ะ พอนึกถึงว่าฉันเองก็มีส่วนร่วมในการรักษาคนไข้รายนี้ด้วย ฉันก็รู้สึกภูมิใจสุดๆ ไปเลย”
“หัวหน้าห้องได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษาคนไข้แล้วเหรอ? สุดยอดไปเลยอะ”
“เก่งมากๆ เลย!”
“ฮ่าๆๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า ก็แค่ช่วยงานพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ” หัวหน้าห้องพิมพ์ตอบกลับด้วยข้อความที่ดูถ่อมตัว แต่แท้จริงแล้วมันเต็มไปด้วยความโอ้อวดและหลงตัวเอง เขาอารมณ์ดีสุดๆ
“นี่นักศึกษาฝึกหัด! รีบไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้คนไข้เตียงสามเดี๋ยวนี้เลยนะ” ในขณะที่หัวหน้าห้องกำลังเพลิดเพลินกับคำชมในแชต จู่ๆ ก็มีพยาบาลเดินมาชี้หน้างสั่งงาน
“ได้ครับๆ รับทราบครับพี่ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” หัวหน้าห้องรีบตอบรับเสียงใส แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปจัดการตามคำสั่งทันที
ต่อให้ในแชตกลุ่มเขาจะเป็นหัวหน้าห้องผู้แสนเก่งกาจและไร้เทียมทาน แต่ในชีวิตจริงที่โรงพยาบาล เขาก็เป็นแค่เบ๊ฝึกงานตัวเล็กๆ ที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าฝุ่นธุลีเท่านั้นแหละ
ก็มีแต่ตอนที่ได้เอาเรื่องพวกนี้มาขี้โม้โอ้อวดให้เพื่อนร่วมชั้นฟังนั่นแหละ ที่จะช่วยเติมเต็มความภาคภูมิใจและชูคอให้หัวหน้าห้องได้บ้าง ก็แหม... เขาเป็นถึงนักศึกษาฝึกหัดของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งแห่งตี้ตูเชียวนะเว้ย!
“อ้าว หัวหน้าห้องหายไปไหนแล้วล่ะ?”
“หัวหน้าห้อง!”
“ขอโทษทีน้า พอดีเมื่อกี้เพิ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษาคนไข้มาน่ะ เพิ่งจะเสร็จตะกี้เอง” แหม่... ความจริงก็แค่ไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้คนไข้ที่มีแผลถลอกแท้ๆ แต่คำพูดคำจาของเขาดันทำให้ฟังดูเหมือนเพิ่งจะไปเข้าห้องผ่าตัดมาซะอย่างนั้น
“หัวหน้าห้อง โคตรเทพ!”
“อนาคตไกลแน่นอน!”
ข้อความสรรเสริญเยินยอหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ติงเกอมองดูข้อความเหล่านั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ
หัวหน้าห้อง: ว่าแต่ติงเกอ นายรู้หรือเปล่าว่ารองอธิการบดีหลงเฉวียนจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งตี้ตู แวะไปที่โรงพยาบาลของนายมาน่ะ? @ติงเกอ
ติงเกอ: ไม่เห็นเลยนะ ช่วงนี้ฉันยุ่งๆ น่ะ ไม่ค่อยมีเวลาว่างสักเท่าไหร่ แล้วถึงบังเอิญเดินสวนกัน ฉันก็คงจำเขาไม่ได้อยู่ดีแหละ
ติงเกอกำลังจะกดปิดหน้าจอมือถืออยู่แล้วเชียว แต่หัวหน้าห้องดันแท็กเขามาซะก่อน
หัวหน้าห้อง: แล้วช่วงนี้นายยุ่งเรื่องอะไรอยู่ล่ะ? ผ่าตัดเหรอ? หรือว่าเรื่องอะไร?
ตอนนี้หัวหน้าห้องกำลังตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา เขาสามารถเริ่มช่วยงานรักษาพื้นฐานได้แล้ว เขาจะไม่มีทางยอมให้มีใครหน้าไหนในห้องเรียน เก่งกาจและก้าวหน้าไปกว่าเขาก่อนเด็ดขาด
ติงเกอ: ก็ออกตรวจคนไข้ ผ่าตัด แล้วก็มีเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งให้หมอพี่เลี้ยงบ้างเป็นบางครั้งน่ะ
ติงเกอตอบกลับไปตามความจริง ล้วนเป็นเรื่องที่เขาทำจริงๆ ทั้งนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
“เพล้ง!” ทันทีที่เห็นข้อความนั้น หัวหน้าห้องก็ถึงกับตกตะลึงจนเผลอทำโทรศัพท์มือถือหลุดมือร่วงลงพื้น
ออกตรวจคนไข้? ผ่าตัด? เรื่องพวกนี้เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิดฝันเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นแค่งานพื้นฐานอย่างการเป็นผู้ช่วยมือหนึ่ง เขาก็ยังไม่เคยได้สัมผัสเลยสักครั้ง!
แต่ติงเกอกลับพูดถึงเรื่องพวกนี้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่ทุกวันงั้นแหละ
“นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย! ที่นี่โรงพยาบาลนะ ถ้านายอยากจะปาข้าวของนักก็ไสหัวออกไปปาข้างนอกนู่น! เป็นแค่นักศึกษาฝึกหัดกิ๊กก๊อกแท้ๆ ฝีมือก็ไม่ได้เรื่อง แถมยังมีหน้ามาทำอารมณ์เสียใส่ข้าวของอีก!” พยาบาลที่เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เลยสวดยับเข้าให้
“พี่หลิวครับ ผมขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ พอดีโทรศัพท์ผมมันหลุดมือน่ะครับ พี่อย่าโกรธเลยนะครับ แฮะๆ” ถึงจะโดนด่าฉอดๆ แต่หัวหน้าห้องก็ยังต้องฝืนฉีกยิ้มประจบประแจง
“ตอนอยู่มหาลัย นายอาจจะเป็นลูกรักสวรรค์ เป็นเด็กหัวกะทิอะไรก็แล้วแต่นะ แต่พอมาอยู่ในโรงพยาบาล... นายมันก็แค่เศษฝุ่นที่ไม่มีความหมายอะไรเลย” พยาบาลชี้หน้าด่าหัวหน้าห้องอีกฉาดใหญ่ ก่อนจะสะบัดบ๊อบเดินจากไป
พอพยาบาลเดินคล้อยหลังไป หัวหน้าห้องก็รีบก้มลงไปเก็บโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
หัวหน้าห้อง: สุดยอดไปเลย! ฉันเองก็คงจะได้ออกตรวจคนไข้เร็วๆ นี้เหมือนกันแหละ ติงเกอ... ตอนออกตรวจคนไข้เนี่ย มีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษบ้างไหมล่ะ?
เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเก่งกาจและไร้เทียมทานของตัวเองต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น หัวหน้าห้องจึงต้องจำใจปั้นน้ำเป็นตัว สร้างเรื่องโกหกคำโตขึ้นมา
ติงเกอ: ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ แค่ต้องระวัง ระวัง แล้วก็ระวัง อย่าให้วินิจฉัยโรคผิดพลาดก็พอแล้วล่ะ
(จบแล้ว)