- หน้าแรก
- หนึ่งพู่กันสยบฟ้าตวัดอักษรสยบภูตผี
- บทที่ 38 วัฒนธรรมแฟนคลับ
บทที่ 38 วัฒนธรรมแฟนคลับ
บทที่ 38 วัฒนธรรมแฟนคลับ
บทที่ 38 วัฒนธรรมแฟนคลับ
เช้าวันต่อมา ฉู่เหอเดินออกมาจากห้องด้วยอาการกัดฟันกรอดพลางประคองเอวของตนเอง
ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าเมื่อคืนเขาฝึกหัดวิชาหอกกับหลินชงตลอดทั้งคืน
การดูหลินชงควงหอกดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายดาย แต่เมื่อได้ลองลงมือปฏิบัติจริง เขาถึงได้รู้ว่าของแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะฝึกกันได้ง่ายๆ
ผ่านไปเพียงคืนเดียว ฉู่เหอรู้สึกราวกับกระดูกสันหลังของตนจะหักเสียให้ได้
ในขณะที่เขากำลังรำพึงรำพันกับความเหนื่อยล้า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"นายน้อย ตื่นเถิดขอรับ วันนี้หนังสือของท่านจะวางจำหน่ายแล้ว ท่านเถ้าแก่หวังเชิญท่านไปร่วมสังเกตการณ์ขอรับ"
ผู้ที่มาคือลุงฝู และเมื่อเขาเห็นฉู่เหอประคองเอวตนเอง ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปเล็กน้อย
"นายน้อย ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ?"
ฉู่เหอโบกมือ "ไม่มีอะไรหรอก ฝึกวิชาหอกมาทั้งคืน เอวน่ะมันรู้สึกตึงๆ นิดหน่อย"
"ปวดเอว? ฝึกหัดวิชาหอก?" ลุงฝูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา
เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ฝึกหัดวิชาหอกเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ดีมาก! คนหนุ่มสาวน่ะนะ ย่อมต้องมีช่วงเวลาเช่นนี้กันทุกคน"
คราวนี้ถึงคราวฉู่เหอมึนงงไปบ้าง อะไรคือเรื่องที่ดี และช่วงเวลาเช่นนี้คืออะไร? ลุงฝูคงไม่ได้คิดลามกไปไกลแล้วใช่ไหม?
"นายน้อย ท่านรอสักครู่เถิด บ่าวเฒ่าจะไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้"
พูดจบ ลุงฝูก็เดินยิ้มกริ่มไปยังสวนหลังบ้าน ทิ้งให้ฉู่เหอที่ยังมึนงงยืนอยู่กับที่
ไม่นานเขาก็ขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือตงไหล
เมื่อมองตามฉู่เหอที่จากไป ลุงฝูก็ยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
"นายน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ! ตระกูลฉู่มีทายาทสืบทอดแล้ว"
เขากลับเข้าไปในจวน แล้วตรงไปยังห้องครัวเพื่อสั่งการ
"คืนนี้ทำซุปไก่ตุ๋นโสมให้นายน้อย... ไม่สิ ตุ๋นซุปสามแส้ดีกว่า แล้วเพิ่มเนื้อสัตว์ให้มากขึ้นด้วย"
บ่าวรับผิดชอบห้องครัวรับคำสั่งทันที
จากนั้นลุงฝูก็ตรงไปยังเรือนพักของสาวใช้ สาวใช้อวี้หลิงกำลังถือเสื้อผ้าของฉู่เหอไปซักพอดี
นางเงยหน้าขึ้นเห็นลุงฝูเดินยิ้มร่าเข้ามา จึงถามด้วยความสงสัย "ลุงฝู ท่านมาทำอะไรหรือเจ้าคะ?"
"อวี้หลิง ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ?" ลุงฝูถาม
อวี้หลิงตอบ "ลุงฝูท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ปีนี้ข้าอายุสิบห้าแล้ว!"
ลุงฝูจับคางพลางกล่าว "สิบห้าแล้วหรือ อายุไล่เลี่ยกันพอดี"
ในขณะที่อวี้หลิงกำลังงงงวย ลุงฝูก็แอบกระซิบรายละเอียดทุกอย่างให้นางฟัง
ใบหน้าเล็กๆ ของนางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับแอปเปิ้ลสุก
"อวี้หลิง เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม?" ลุงฝูกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "นี่คือเรื่องใหญ่ของตระกูลฉู่ หากเจ้าจัดการได้เรียบร้อย ต่อไปในจวนตระกูลฉู่เจ้าก็จะมีฐานะไม่น้อยหน้าใคร"
อวี้หลิงพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงก่ำ ลุงฝูจึงจากไปอย่างพึงพอใจ
นางถอนหายใจยาว พยายามสงบจิตใจที่เต้นรัว แล้วรีบวิ่งกลับห้องเพื่อไปตระเตรียมการ
ฉู่เหอไม่รู้เลยว่าลุงฝูได้เตรียมการอะไรให้เขาไว้บ้าง เขามุ่งหน้ามาจนถึงหน้าร้านหนังสือตงไหลเป็นที่เรียบร้อย
ในเวลานี้หน้าร้านหนังสือตงไหลเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แถวรอซื้อหนังสือยาวเหยียด
ภายในร้าน เด็กรับใช้สามสี่คนกำลังวุ่นวายกับการเก็บเงินและขายหนังสือ หลิวเอ้อร์โก่วเองก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการ มีลูกน้องคอยติดตามหลายคน
เขานอนเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ไผ่พลางโบกพัด ในมือถือเล่ม《ซ้องกั๋ง》อ่านอย่างเพลิดเพลิน
ไม่นึกเลยว่าหลิวเอ้อร์โก่วคนนี้จะมีวันที่ได้เป็นผู้จัดการกับเขาด้วย
จู่ๆ หนังสือในมือเขาก็ถูกแย่งไป เขาโกรธจัด "ใครกัน! กล้ามาแตะต้องหนังสือของข้า!"
เขากำลังจะตะโกนด่าต่อ แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่โผล่เข้ามา ก็ตกใจจนกลิ้งตกจากเก้าอี้ไม้ไผ่ทันที และเปลี่ยนท่าทีเป็นประจบสอพลอในพริบตา
"คุณชายฉู่ สายลมอะไรพัดท่านมาที่นี่ขอรับ ท่านรีบนั่งลงก่อน!"
ฉู่เหอไม่ได้ถือสาเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ทันที
หลิวเอ้อร์โก่วถึงได้ถอนหายใจออกมาเกือบไปทำเจ้าของเงินรายใหญ่โกรธเคืองเสียแล้ว
"เอ้อร์โก่ว ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วหรือ?" ฉู่เหอยิ้มถาม
หลิวเอ้อร์โก่วรีบประจบ "นั่นก็เพราะบุญบารมีของคุณชายฉู่ต่างหากขอรับ มิเช่นนั้นคนอย่างข้าจะมีโอกาสได้เป็นผู้จัดการได้อย่างไร"
ฉู่เหอพยักหน้า "วันนี้หนังสือขายเป็นอย่างไรบ้าง?"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลิวเอ้อร์โก่วก็ตื่นเต้น "คุณชายฉู่ พวกเขาทั้งห้าคนยุ่งกันไม่หยุดตั้งแต่เช้า ขายไปได้กว่าหนึ่งหมื่นเล่มแล้วขอรับ! 《ซ้องกั๋ง》 ที่ท่านเขียนนี่มันสนุกจริงๆ!"
ฉู่เหอตกใจเล็กน้อย เพียงแค่ร้านตงไหลร้านเดียวก็ขายได้หมื่นกว่าเล่ม ดูท่าวันนี้ยอดขายคงน่าประทับใจมากทีเดียว
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน จู่ๆ ก็มีเสียงโต้เถียงดังขึ้นจากด้านหน้า
หลิวเอ้อร์โก่วขมวดคิ้ว จะมาทะเลาะกันอะไรตอนนี้ ไม่มาทะเลาะตอนอื่น กลับเลือกมาตอนที่เจ้าของเงินมาอยู่ด้วย
เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด "โก่วเซิ่ง เกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
เด็กรับใช้ที่ชื่อโก่วเซิ่งรีบตอบ "ผู้จัดการหลิว คนพวกนี้ดึงดันจะแซงคิวซื้อหนังสือ ข้าพยายามบอกให้ไปต่อคิวแต่พวกเขาก็ไม่ยอมขอรับ"
หลิวเอ้อร์โก่วขมวดคิ้ว หันไปยิ้มประจบ "คุณชายฉู่ ข้าขอไปจัดการสักครู่ขอรับ"
ฉู่เหอโบกมือ "ข้าไปด้วยดีกว่า"
ไม่รอให้หลิวเอ้อร์โก่วปฏิเสธ เขาก็ลุกขึ้นเดินนำไปแล้ว หลิวเอ้อร์โก่วจำต้องเดินตามไปติดๆ ด้วยความกังวลว่าใครจะไปทำตัวโง่ๆ ให้คุณชายฉู่ไม่พอใจเข้า
คนที่มาก่อเรื่องคือชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคน ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นพ่อค้าวาณิชที่สัญจรไปมา
"พวกเจ้าทำตัวอะไรกัน? ไม่รู้หรือว่าการซื้อหนังสือต้องต่อคิว?" หลิวเอ้อร์โก่วตะโกนถาม
ชายฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าเหลือบมองเขา "เจ้าคือผู้จัดการร้านหนังสือตงไหลงั้นหรือ?"
หลิวเอ้อร์โก่วเชิดหน้า "ใช่ หากอยากซื้อหนังสือก็ไปต่อคิวข้างหลัง ทุกคนเขาก็ต่อคิวกันหมด ทำไมพวกเจ้าต้องทำตัวพิเศษด้วย"
ชายคนนั้นไม่โกรธ แต่กลับควักตั๋วเงินปึกใหญ่ปาออกมา "ข้าจะซื้อหนึ่งหมื่นเล่ม ต้องต่อคิวไหมล่ะ?"
"ต่อให้ซื้อหนึ่งหมื่น... หนึ่งหมื่นงั้นหรือ?" หลิวเอ้อร์โก่วที่กำลังจะปฏิเสธ พอได้ยินว่าหนึ่งหมื่นเล่มก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
การขายได้หนึ่งหมื่นเล่มภายในหนึ่งเช้า กับลูกค้าหนึ่งรายที่ซื้อทีเดียวหนึ่งหมื่นเล่มนั้นมีความหมายต่างกันคนละเรื่อง!
เขากลืนน้ำลายลงคอพลางจ้องตั๋วเงิน "พี่ชาย ท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่?"
"ตั๋วเงินก็วางอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าจะล้อเล่นไปทำไม?" ชายฉกรรจ์กล่าว "ตอนนี้ข้าแซงคิวได้หรือยัง?"
หลิวเอ้อร์โก่วกำลังจะตอบตกลง ทว่ามีมือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่ของเขาเสียก่อน
"พี่ชายท่านนี้ ต่อให้จะซื้อหนึ่งหมื่นเล่ม ก็ต้องต่อคิวเช่นกัน"
คนที่เอ่ยปากคือฉู่เหอ หลิวเอ้อร์โก่วหันไปมองเขาด้วยความตะลึง งุนงงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ชายฉกรรจ์ขมวดคิ้ว แววตาเริ่มเผยความดุร้าย "เจ้าเป็นใคร? รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?"
ชายสองคนที่ตามหลังมาเริ่มปลดปล่อยพลังปราณเลือดลม ดูออกทันทีว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้น หลิวเอ้อร์โก่วและคนอื่นๆ ต่างเต็มไปด้วยความกังวล
คนที่กล้าทำธุรกิจค้าขายระหว่างเมืองในราชวงศ์ต้าเฉียน ไม่มีใครเป็นคนธรรมดาหรอก
พวกเขามักจะเดินทางไปทั่ว มักจะพบเจอกับโจรป่าคอยปล้นชิง จึงไม่แปลกที่จะมีเลือดคนติดมือ!
"ข้าคือฉู่เหอ" ฉู่เหอกล่าวอย่างเรียบเฉย
ชายร่างใหญ่ชะงักไปทันที ก่อนจะร้องอุทาน "ท่านคือผู้เขียนซ้องกั๋ง คุณชายฉู่เหอจริงๆ หรือขอรับ?"
ฉู่เหอพยักหน้า "ใช่แล้ว ข้านี่แหละ"
ชายร่างใหญ่กล่าวด้วยความตื่นเต้น "คุณชายฉู่ ข้าในที่สุดก็ได้พบตัวจริงของท่านเสียที! เพื่อนของข้าเคยซื้อหนังสือของท่านไปอ่าน แล้วมันก็อ่านจนวางไม่ลง นี่ข้าเลยตั้งใจมาซื้อไปขายต่อในที่ห่างไกล คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับตัวจริงของท่าน ท่านช่วยเซ็นชื่อให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่?"
ชายร่างใหญ่ถึงกับควักกระดาษและพู่กันออกจากแขนเสื้อยื่นให้ฉู่เหออย่างนอบน้อม แววตาเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
ทำเอาฉู่เหอถึงกับไปไม่เป็น โลกใบนี้มีวัฒนธรรมแฟนคลับด้วยหรือ? แถมยังนิยมขอลายเซ็นอีกต่างหาก?
"พี่ชาย เอาเป็นว่าพวกเราเปลี่ยนที่คุยกันดีกว่า ร้านหนังสือต้องขายหนังสือต่อ" ฉู่เหอกล่าว
ชายร่างใหญ่พยักหน้าอย่างว่าง่ายราวกับลูกไก่จิกข้าวสาร เดินตามฉู่เหอเข้าไปในห้องรับรองของร้านหนังสืออย่างเรียบร้อย ไม่เหลือเค้าของความดุร้ายให้เห็นเลยแม้แต่น้อย