เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 - ร่วมหุ้นเปิดร้าน

บทที่ 29 - ร่วมหุ้นเปิดร้าน

บทที่ 29 - ร่วมหุ้นเปิดร้าน


ตอนหลิวไห่เม่ยขับรถมาถึงถนนคนเดิน ก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่าแล้ว

ถนนคนเดินสายนี้ของเมืองจิ่วหยวน เมื่อหลายปีก่อนเทศบาลเมืองยอมทุ่มงบไม่อั้นเพื่อเนรมิตใหม่ ปูพื้นด้วยแผ่นหินสกัด ประดับประดาด้วยโคมไฟสวยงาม ร้านรวงสองฝั่งถนนก็ถูกจับแต่งหน้าทาปาก ทำป้ายชื่อร้านให้เป็นแบบเดียวกันหมด

แต่หลังๆ มานี้ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ โครงการก็หยุดชะงักไปดื้อๆ ปล่อยให้ปรับปรุงเสร็จแค่ครึ่งถนนฝั่งใต้ ส่วนฝั่งเหนือก็ยังคงสภาพเดิมๆ โทรมๆ บางร้านป้ายชื่อหลุดรุ่ยก็ไม่มีใครมาเหลียวแล

ทำเลร้านที่ซ่งจื่ออวี๋หมายตาก็อยู่ตรงฝั่งใต้นั่นแหละ เดินจากสี่แยกไปทางทิศตะวันออกแค่สามสิบเมตร ก็ถึงแล้ว ถือว่าเป็นทำเลทองของถนนเส้นนี้เลยทีเดียว ตัวร้านเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้น ชั้นล่างกว้างขวางราวๆ ร้อยตารางเมตร ส่วนชั้นบนจะเล็กกว่าหน่อย ประมาณ 80 ตารางเมตร ร้านเดิมเคยขายเสื้อผ้าผู้หญิง แต่สู้ค่าเช่าไม่ไหวเลยต้องปิดกิจการไป ตอนนี้ยังมีป้ายประกาศเซ้งร้านแปะหราอยู่หน้าประตู

หลิวไห่เม่ยจอดรถทิ้งไว้ที่ลานจอดรถฝั่งตะวันออกของถนนคนเดิน ล็อกรถเสร็จก็หิ้วกระเป๋าเดินนวยนาดไปที่ร้าน

วันนี้เธอมาในลุคสบายๆ สวมเสื้อไหมพรมสีครีม จับคู่กับกางเกงขาบานสีเทาเข้ม สวมรองเท้ากุชชีส้นแบน ปล่อยผมยาวสยายไม่ได้จัดทรงอะไรมากนัก แต่ด้วยความที่ผมเธอสวยดำขลับเงางามอยู่แล้ว เลยดูดีเป็นธรรมชาติ แต่งหน้าอ่อนๆ ขับผิวให้ดูสดใส

ส่วนกระเป๋าที่หิ้วมา ก็คือกระเป๋าลายหนังจระเข้สีดำใบนั้นที่จางเซิ่งเพิ่งซื้อให้จากห้างเทียนเหม่ยซินเทียนตี้นั่นเอง กระเป๋าใบกะทัดรัด แต่ตัวล็อกโลหะรูปตัว H อันเป็นเอกลักษณ์ คนเล่นแบรนด์เนมมองปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นของอะไร

ยังไม่ทันเดินถึงหน้าร้าน เธอก็เห็นซ่งจื่ออวี๋ยืนคุยเจื้อยแจ้วอยู่กับชายวัยสี่สิบกว่าๆ ภายในร้าน ชายคนนั้นสวมเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้ม พุงพลุ้ยล้ำหน้า หวีผมเรียบแปล้ไปด้านข้าง ดูทรงแล้วก็รู้ว่าเป็นพ่อค้าหน้าเลือดแหงๆ

หลิวไห่เม่ยผลักประตูเข้าไป ซ่งจื่ออวี๋หันมาเห็นก็ตาเป็นประกายวาววับ

"ไห่เม่ย! มาแล้วเหรอ!"

ซ่งจื่ออวี๋ก้าวฉับๆ เข้ามาหา กวาดสายตามองหลิวไห่เม่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะไปหยุดชะงักอยู่ที่กระเป๋าในมือเธอ

ตัวล็อกโลหะรูปตัว H อันเขื่องสะท้อนแสงไฟวิบวับ แยงตาซ่งจื่ออวี๋จนแทบพร่ามัว

แบรนด์เนมระดับนี้ มีหรือที่เธอจะไม่รู้จัก

แอร์เมส

ซ่งจื่ออวี๋ลอบกลืนน้ำลายลงคอ แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม เอื้อมมือไปควงแขนหลิวไห่เม่ย แล้วหันไปแนะนำตัวกับชายคนนั้น "เถ้าแก่หวังคะ นี่คือหุ้นส่วนของฉันเองค่ะ หลิวไห่เม่ย"

เถ้าแก่หวังหันขวับมา พอเห็นหลิวไห่เม่ยก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง

เขามองเธออยู่นาน กวาดสายตาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่กระเป๋าใบนั้น ชะงักไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ

"สวัสดีครับๆ" เถ้าแก่หวังรีบยื่นมือออกไปทักทาย

หลิวไห่เม่ยยื่นมือไปจับตอบแกนๆ แล้วชักมือกลับ พยักหน้ารับ "เถ้าแก่หวังคะ ร้านนี้พวกเราก็มาดูกันรอบนึงแล้ว วันนี้ตั้งใจมาคุยเรื่องราคากันโดยเฉพาะเลยค่ะ"

"ได้ครับๆ เชิญนั่งคุยกันก่อนเลยครับ" เถ้าแก่หวังลากเก้าอี้มาให้ เชื้อเชิญให้ทั้งสองสาวนั่งลง

ภายในร้านแทบจะว่างเปล่า มีแค่เก้าอี้เก่าๆ สองสามตัวกับโต๊ะพับหนึ่งตัว ทั้งสามคนนั่งล้อมโต๊ะ เถ้าแก่หวังล้วงซองบุหรี่ออกจากกระเป๋า ชักบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง แต่พอเหลือบเห็นสองสาว ก็เลยจำใจยัดบุหรี่กลับเข้าซองไป

"ร้านนี้พวกคุณก็เห็นแล้วว่าทำเลดีแค่ไหน คนเดินผ่านไปมาตลอดทั้งวัน พื้นที่ใช้สอยสองชั้นรวมกันก็ร้อยกว่าตารางเมตร ค่าเช่าปีละแปดหมื่นนี่ถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะ" เถ้าแก่หวังเริ่มเปิดฉากโฆษณาสรรพคุณร้านตัวเองรัวๆ

ซ่งจื่ออวี๋หันไปสบตาหลิวไห่เม่ย แต่หลิวไห่เม่ยยังคงสงวนท่าที ไม่รีบร้อนเอ่ยปาก

เมื่อเห็นเพื่อนสนิทนิ่งเงียบ ซ่งจื่ออวี๋จึงรับหน้าที่เจรจาแทน "เถ้าแก่หวังคะ ราคาแปดหมื่นนี่มันราคาตั้งต้นของคุณ เรามาคุยราคาเน็ตๆ กันดีกว่า ร้านคุณปล่อยว่างมานานแค่ไหนแล้วคะ?"

เถ้าแก่หวังชะงักไป อ้าปากพะงาบๆ แต่เถียงไม่ออก

ซ่งจื่ออวี๋ยิ้มมุมปาก "พวกเราสืบมาหมดแล้ว คุณติดป้ายเซ้งร้านมาจะครึ่งปีแล้ว ผู้เช่าคนก่อนย้ายออกไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว นับถึงตอนนี้ก็ห้าเดือนเต็มๆ ขาดรายได้ไปตั้งเท่าไหร่แล้วล่ะคะ?"

รอยยิ้มบนใบหน้าเถ้าแก่หวังเริ่มเจื่อนลง เขายิ้มแหยๆ "ก็แหม พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกครับ ทำเลดีๆ แบบนี้ ไม่ต้องกลัวไม่มีคนเช่าหรอก"

หลิวไห่เม่ยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ทำเลดีก็จริง แต่ราคามันต้องสมเหตุสมผลด้วย วันนี้พวกเราตั้งใจมาเช่าจริงๆ ถ้าเถ้าแก่ยอมลดราคาให้หน่อย เราเซ็นสัญญากันวันนี้เลยก็ได้"

เถ้าแก่หวังเหลือบมองหลิวไห่เม่ย สลับกับมองซ่งจื่ออวี๋ ซ่งจื่ออวี๋ก็นั่งมองหน้าเขาสลับกับหลิวไห่เม่ยไปมาเช่นกัน

เถ้าแก่หวังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชูสามนิ้วขึ้นมา "เจ็ดหมื่นเจ็ด ลดให้สามพัน ถือว่าสุดๆ แล้วนะเนี่ย"

หลิวไห่เม่ยส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "เจ็ดหมื่นถ้วนค่ะ"

เถ้าแก่หวังเบิกตากว้าง ร้องลั่น "เจ็ดหมื่น! โธ่ น้องสาว ต่อราคาโหดไปไหมเนี่ย เจ็ดหมื่นนี่พี่ขาดทุนย่อยยับเลยนะ"

หลิวไห่เม่ยแค่นเสียงขึ้นจมูก "ต้นทุนค่าเช่าร้านคุณปีนึงเต็มที่ก็ไม่เกินห้าหมื่นหรอก นั่งกินนอนกินรับกำไรเหนาะๆ สองหมื่น นี่ยังไม่พอใจอีกเหรอคะ?"

เถ้าแก่หวังยกมือเกาหัวแกรกๆ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ร้านนี้เขาได้มาจากการเอาหนี้ค่าก่อสร้างไปหักลบกลบหนี้ ทุนยังไม่ได้คืนเลยด้วยซ้ำ กะว่าจะปล่อยเช่าเอาทุนคืนส่วนที่ขาดทุนไปก่อน แล้วค่อยขายทิ้งเพื่อเอาเงินสดกลับมา

"เจ็ดหมื่นสอง สุดๆ แล้ว ต่ำกว่านี้ไม่ให้เช่าแล้วนะ" เถ้าแก่หวังกัดฟันบอกราคาลดสุดตัวหลังจากคิดอย่างหนัก

หลิวไห่เม่ยผุดลุกขึ้น คว้ากระเป๋าบนโต๊ะ หันไปบอกซ่งจื่ออวี๋ "ปะ ไปดูร้านอื่นกันเถอะ"

ซ่งจื่ออวี๋อึ้งไปนิดนึง แต่ก็รีบตั้งสติ ลุกขึ้นเดินตามเพื่อนไป

เถ้าแก่หวังลุกลี้ลุกลน "เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวสิคุณน้อง อย่าเพิ่งรีบไป คุยกันก่อนๆ"

หลิวไห่เม่ยหยุดเดิน หันกลับมามองหน้าเขา

เธอกระตุกยิ้มมุมปาก "เจ็ดหมื่นถ้วน เซ็นสัญญาเช่าสามปี ห้ามขึ้นค่าเช่า"

เถ้าแก่หวังอ้าปากค้าง สุดท้ายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยักหน้ายอมจำนน "เออๆ ตกลงตามนี้ ถือซะว่าพวกคุณโชคดีที่มาเจอผมนะเนี่ย ไม่งั้นไปหาทำเลดีๆ แบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว"

หลิวไห่เม่ยกลับมานั่งที่เดิม ล้วงมือถือออกจากกระเป๋า เปิดไฟล์เอกสารขึ้นมา "สัญญาเช่าพวกเราเตรียมมาพร้อมแล้ว คุณลองอ่านรายละเอียดดูนะคะ"

เถ้าแก่หวังรับไปพลิกดูคร่าวๆ สองสามหน้า เช็กตัวเลขค่าเช่ากับระยะเวลาเช่าว่าตรงตามที่ตกลงกันไว้ ก็พยักหน้าโอเค

ซ่งจื่ออวี๋หยิบสัญญาเช่าที่ปรินต์มาเรียบร้อยแล้วสองชุด ส่งให้เถ้าแก่หวังเซ็นชื่อและประทับลายนิ้วมือ หลิวไห่เม่ยกับซ่งจื่ออวี๋ก็เซ็นชื่อลงไปเช่นกัน

จากนั้นก็ตกลงกันเรื่องเงินมัดจำ โดยจ่ายมัดจำหนึ่งเดือน ล่วงหน้าสามเดือน นัดโอนเงินและส่งมอบกุญแจร้านกันพรุ่งนี้

เถ้าแก่หวังเก็บสัญญาเช่าเข้ากระเป๋า ลุกขึ้นยืน ก่อนจะกลับก็หันมามองหลิวไห่เม่ยอีกรอบ ยิ้มกริ่ม "พวกคุณเปิดร้านต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ มีคนเก่งๆ แบบคุณคอยเจรจา ลูกค้าคงโดนต้อนจนมุมหมดแน่"

หลิวไห่เม่ยยิ้มรับบางๆ ไม่ได้พูดอะไร

เถ้าแก่หวังเดินออกไปแล้ว ในร้านจึงเหลือแค่หลิวไห่เม่ยกับซ่งจื่ออวี๋

ซ่งจื่ออวี๋พับสัญญาเช่าเก็บใส่กระเป๋า หันมาจ้องหน้าหลิวไห่เม่ย แววตามีอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่

"ไห่เม่ย"

"หืม?"

"กระเป๋าใบนี้น่ะ ของแอร์เมสใช่ปะ?"

หลิวไห่เม่ยก้มมองกระเป๋าในมือ แล้วก็หลุดขำออกมา "ตาแหลมไม่เบานี่"

"โลโก้ตัว H เบ้อเริ่มขนาดนั้น ฉันไม่ได้ตาบอดนะ"

ซ่งจื่ออวี๋เดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือไปลูบๆ คลำๆ กระเป๋า "ใบนี้ราคาเท่าไหร่อ่ะ?"

หลิวไห่เม่ยอึกอักไปนิดนึง "เพื่อนซื้อให้น่ะ"

"เพื่อน?"

ซ่งจื่ออวี๋เลิกคิ้วสูง "เพื่อนหน้าไหนมันจะใจป้ำซื้อกระเป๋าแพงหูฉี่ขนาดนี้ให้ฮะ?"

หลิวไห่เม่ยไม่ตอบ คล้องกระเป๋าเข้ากับข้อมือ เอ่ยตัดบท "ไปหาอะไรกินกันเถอะ หิวจะแย่แล้ว"

ซ่งจื่ออวี๋ปรายตามองเพื่อนสนิท ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ในใจก็แอบเก็บความสงสัยเอาไว้

จบบทที่ บทที่ 29 - ร่วมหุ้นเปิดร้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว