- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 610 สัญชาตญาณแห่งความไว้ใจซึ่งกันและกัน
บทที่ 610 สัญชาตญาณแห่งความไว้ใจซึ่งกันและกัน
บทที่ 610 สัญชาตญาณแห่งความไว้ใจซึ่งกันและกัน
เสียงคำรามของมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นบนถนนเสวี่ยฝู่ ราวกับว่าหลังจากได้รับคำสั่งแล้ว ผู้ที่ได้รับสถานะนักล่าเหล่านี้ก็ฟื้นฟูความสามารถบางส่วนกลับมา
ผู้ใหญ่ที่สวมบทบาทเป็นเด็ก ไม่ทำตัวกล้า ๆ กลัว ๆ อีกต่อไป พวกเขาสลัดการแต่งกายที่ไม่เข้ากับรูปร่างหน้าตาภายนอกทิ้งไป ขับขี่ยานยนต์ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายไปตามท้องถนน
บางทีต้นตอความบิดเบี้ยวของโลกใบนี้ อาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรเกี่ยวกับคำว่านักล่าหรือเปล่า?
ไป๋อู้มั่นใจว่าคนพวกนี้ทำตัวเหมือนพวกเด็กแว้นสมัยโชวะของประเทศหมู่เกาะแห่งหนึ่งไม่มีผิด ที่ชอบส่งเสียงร้องแปลก ๆ
ทั้งที่หัวของกู่ชิงอวี้มีแค่หัวเดียว แต่ทำไมถึงทำท่าเหมือนว่าทุกคนจะได้มันไปครอบครองอย่างนั้นแหละ
ไป๋อู้เดาว่า การเปลี่ยนสถานะคงจะเปลี่ยนแปลงการรับรู้ไปบางส่วนล่ะมั้ง?
น่าจะเป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าเมื่อได้รับสถานะใหม่ ความทรงจำเก่าจะถูกลบไป แต่ก็คงจะมอบความทรงจำพื้นฐานบางส่วนให้สอดคล้องกัน
ดังนั้นตอนที่เด็กขับรถ อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าพวงมาลัยคืออะไร
ตอนที่พนักงานออฟฟิศอู้งาน อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าควรเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ที่ไหน
ขณะเดินอยู่บนถนน สายตาของไป๋อู้ก็มองไปยังทิศทางหนึ่ง และด้วยความเคยชิน เขาก็มองไปยังกระดาษสีเหลืองซีดที่ยังคงสว่างไสวอยู่ในความมืดมิด
[เขาคิดถึงดวงตาคู่นั้น เขาหวังว่าในเวลานี้ ดวงตาจะช่วยชี้บอกตำแหน่งของเพื่อนรักให้เขาได้ เหมือนกับที่ดวงตาเคยทำในการผจญภัยหลายต่อหลายครั้ง
โธ่ ดวงตาที่น่าสงสารคู่นั้น เมื่อไหร่เขาถึงจะได้เห็นคำพูดกวน ๆ ของมันอีกครั้งนะ?]
อย่างที่คิดไว้เลย หวังพึ่งกระดาษแผ่นนี้ไม่ได้หรอก กระดาษแผ่นนี้คือเจตจำนงแห่งโลก แต่ต่อให้แกจะเป็นเจตจำนงอะไรก็ช่าง ตราบใดที่ไม่ให้เบาะแสฉัน ก็สู้ตาเฒ่าอาไม่ได้หรอก
แต่ไป๋อู้ก็ไม่ได้รีบร้อน กลิ่นอายของหัวหน้าแข็งแกร่งมาก ไป๋อู้สามารถอาศัยการรับรู้ เพื่อหาตำแหน่งคร่าว ๆ ได้ด้วยตัวเอง
เมืองนี้กว้างใหญ่มาก แต่สำหรับไป๋อู้ในตอนนี้ สุดหล้าฟ้าเขียวก็เป็นเพียงแค่ระยะเผาขนเท่านั้น
เขาเริ่มวิ่งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางตึกระฟ้าที่เรียงรายอยู่ในเมือง ราวกับหลุดพ้นจากข้อจำกัดของพื้นที่ กระโดดไปมาระหว่างตึกสูงได้อย่างอิสระ
ระหว่างที่มองลงมาจากมุมสูง ไป๋อู้ก็เห็นผู้ร่วงหล่นมากมาย กำลังกระจายตัวกันค้นหาไปทั่วทุกซอกทุกมุม
ถึงขนาดมีคนคุ้ยถังขยะด้วยซ้ำ
บางคนก็เคาะประตูไปทีละบ้าน จุดประสงค์ของพวกเขาคงไม่ได้บริสุทธิ์ใจนักหรอก
คนพวกนี้ไม่ได้ต้องการหาตัวผู้ต้องสงสัยที่ลักพาตัวพลเมืองอิสระหรอก หาเจอก็ดีไป แต่ถ้าหาไม่เจอ ก็ยังสามารถอาศัยการเปลี่ยนสถานะในครั้งนี้ ก่ออาชญากรรมได้อย่างตามใจชอบ
เรื่องแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นในทุกมุมเมือง ไป๋อู้จึงขี้เกียจเข้าไปยุ่ง เพราะจัดการไม่ไหวอยู่แล้ว
หลังจากวิ่งมาได้สักพัก ไป๋อู้ก็ย้ายจากถนนเสวี่ยฝู่มาถึงโรงเรียนมัธยมไป๋ชวน
ภายในโรงเรียนไม่มีกลิ่นอายแห่งความโชคร้าย ดูเหมือนเจียงอีหมี่จะไม่อยู่ในขอบเขตของการกลายพันธุ์รอบที่สอง
ไป๋อู้แค่สัมผัสรอบ ๆ คร่าว ๆ เท่านั้น ทั้งที่เป็นโรงเรียนในเขตภัยพิบัติระดับวิกฤตแท้ ๆ กลับกลายเป็นสถานที่ที่ปกติที่สุดไปเสียนี่
เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ไป๋อู้ก็มาถึงสวนสัตว์
ตำแหน่งของสวนสัตว์เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้อยู่ชานเมือง แต่อยู่ใจกลางเมือง
ถ้ามองแค่จากภายนอก โดยไม่สนใจป้ายไฟนีออนที่กะพริบอยู่ คงไม่มีใครคาดคิดว่า สิ่งก่อสร้างจักรกลที่ใหญ่เทียบเท่ากับสนามกีฬาขนาดยักษ์หลายแห่งมาต่อกันนี้...
จะเป็นสวนสัตว์
เปลือกนอกที่เป็นจักรกลขั้นสูง ราวกับเป็นป้อมปราการจักรกลขนาดยักษ์
มีเพียงตัวอักษรขนาดใหญ่ที่มีไฟกะพริบระยิบระยับเท่านั้น ที่คอยบอกทุกคนว่า ที่นี่คือสวนสัตว์เมืองไป๋ชวน
เมื่อเทียบกับเมืองที่กำลังเดือดพล่านในตอนนี้ สวนสัตว์กลับดูเหมือนเป็นเขตหวงห้ามของเมือง
มีเพียงเสียงประหลาดมากมายดังมาจากกำแพงสูงตระหง่านที่ล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
สวนสัตว์แห่งนี้ไม่ธรรมดา แม้แต่ป้ายประกาศของสวนสัตว์ก็ยังแปลกประหลาด
มีคำเตือนที่ยากจะเข้าใจเขียนไว้ว่า—
"การเข้าสวนสัตว์ไม่ต้องเซ็นสัญญาเอาชีวิตรอด เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้คุณออกจากสวนสัตว์ได้อย่างปลอดภัย แต่หลังจากออกไปแล้ว หากคุณมีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น โปรดไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้า อย่ามาเรียกร้องค่าเสียหายจากเรา"
"สิ่งที่คุณเห็น มีเพียงสัตว์เท่านั้น หากมันดูไม่เหมือนสัตว์ นั่นคือพนักงานปลอมตัวมา โปรดอย่าสงสัย"
"สิงโตไม่ดื่มน้ำมันเบนซิน หากมันขอน้ำมันเครื่องจากคุณ โปรดรีบถอยห่าง"
"เป็นที่ทราบกันดีว่าสุนัขจะไม่มีกระบอกปืนงอกออกมาเต็มตัว เสียงสุนัขเห่าก็ไม่ใช่เสียงปืน ในสวนสัตว์ไม่มีสุนัข ไม่มีสุนัข ไม่มีสุนัข"
"งูเหลือมไม่เข้าห้องน้ำ"
"โปรดปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้าสวนสัตว์ และโปรดตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารของคุณก่อนออกจากสวนสัตว์ ขอแนะนำให้สแกนไวรัสหนึ่งครั้ง"
"หากคุณกลับบ้านแล้วพบว่าสัตว์เลี้ยงของคุณมีฟันเหล็กงอกออกมา แถมยังชาร์จไฟได้ โปรดเชื่อเถอะ ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับสวนสัตว์แห่งนี้อย่างเด็ดขาด"
"หากคุณมีความประสงค์อยากเป็นสัตว์เป็นการส่วนตัว โปรดติดต่อเรา เราจะจัดพื้นที่จัดแสดงที่ดีที่สุดให้กับคุณ"
ยังมีกฎแปลก ๆ อีกมากมาย ไป๋อู้จงใจมาที่ทางเข้าสวนสัตว์ ก็เพื่อจะดูกฎพวกนี้นี่แหละ
เขาถึงกับหยุดเดิน ไม่ได้ไปตามหาหัวหน้าเลยด้วยซ้ำ
จะมีเมืองไหนที่มีเคสคนถูกสัตว์เลี้ยงกัดวันละหลายร้อยเคสบ้าง?
แล้วจะมีที่ไหนที่เกิดอุบัติเหตุรถชนกันระเนระนาดขนาดใหญ่ทุกวันบ้าง?
มีเรื่องประหลาดมากมายเกิดขึ้นในเมืองนี้ สวนสัตว์แห่งนี้ก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว
แต่สวนสัตว์ที่ใหญ่โตขนาดนี้ ก็นับว่าเป็นความแปลกประหลาดในบรรดาตำนานลี้ลับในเมืองแล้ว
แถมดูเหมือนว่า สวนสัตว์แห่งนี้จะมีความบิดเบี้ยวอีกรูปแบบหนึ่งอยู่ด้วย...
เมืองไป๋ชวนเป็นศูนย์รวมของความบิดเบี้ยวหลากหลายรูปแบบจริง ๆ สินะ?
ไป๋อู้เดาว่าในนี้น่าจะมีผู้พิทักษ์อยู่ด้วย แต่เขาไม่ได้รั้งอยู่ต่อ เพียงแค่ยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แล้วก็จากไป เพื่อตามหาพี่เตี้ยต่อไป
ระหว่างที่วิ่งอย่างบ้าคลั่ง ตอนที่ไป๋อู้วิ่งผ่านมุมหนึ่งของเขตเมืองทางใต้ ก็ได้กลิ่นกรดในกระเพาะที่รุนแรงมาก
กลิ่นชวนคลื่นไส้นั้นแทบจะลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณใกล้เคียง
ขนาดตัวเขาที่กระโดดไปมากลางอากาศอยู่ตลอดยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน
สิ่งที่ทำให้ไป๋อู้รู้สึกขยะแขยงยิ่งกว่าก็คือ เขาต้องยอมรับว่าเขาเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน
"แปลกจริง วันนี้มีแต่เรื่องประหลาด ๆ มารวมตัวกันหรือไงเนี่ย?"
เสียงร้องโหยหวนของมนุษย์ดังมาจากในตรอก พร้อมกับเสียงเคี้ยวและฉีกทึ้งเนื้อ
แต่ผ่านไปไม่นาน เสียงร้องโหยหวนนั้น ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข
เกิดอะไรขึ้นในตรอก ไป๋อู้ไม่รู้
เขายังคงไม่หยุดวิ่ง เพราะอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ เขาเจาะจงตำแหน่งที่ซ่อนของหัวหน้าและพลเมืองอิสระกลุ่มนั้นได้แล้ว
ไม่นาน ไป๋อู้ก็พบตึกร้างแห่งหนึ่งในเขตเมืองทางใต้
ตึกนี้น่าจะเป็นอาคารสำนักงานเชิงพาณิชย์ แต่ยังไม่ได้ตกแต่งภายใน หรือแม้แต่ทาสี โครงเหล็กด้านนอกก็ยังไม่ได้เอาออก
ด้านนอกตึกมีผู้ร่วงหล่นและมนุษย์กำลังค้นหาอยู่ไม่น้อย แต่มีนักล่าไม่กี่คนที่เข้าไปในตึกนี้
เมื่อเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ สัมผัสที่มีต่อกลิ่นอายของอู่จิ่วก็ยิ่งคุ้นเคย ตำแหน่งก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้น
แม้ที่นี่จะเป็นเมืองที่กลายพันธุ์อย่างรุนแรง สัตว์ประหลาดที่นี่จะแข็งแกร่งกว่าในโลกความเป็นจริงมากก็ตาม
แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตัวเขาและหัวหน้า ก็ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดมาไม่รู้กี่ขั้นต่อกี่ขั้นแล้ว
ไม่ว่าอย่างไร หากวางหัวหน้าไว้ในเมืองแห่งนี้ ก็ยังถือว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี
และกลิ่นอายของหัวหน้า ไป๋อู้ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีมาตั้งนานแล้ว
เขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งที่แน่นอนของหัวหน้าแล้ว
ในขณะเดียวกัน เขาก็ขมวดคิ้ว กลิ่นกรดกระเพาะชวนคลื่นไส้นั่น ดูเหมือนจะค่อย ๆ ลอยลามมาทางนี้ด้วย
"ภารกิจวันนี้ น่าจะเป็นการไปสมทบกับหัวหน้า แล้วก็รีดข้อมูลจากพลเมืองอิสระ หวังว่าจะไม่มีเรื่องแทรกซ้อนนะ"
ราวกับลูกศรสีขาวในยามราตรี เพียงแค่ไป๋อู้คิด ร่างของเขาก็พุ่งเข้าไปในตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จนี้แล้ว
แม้แสงไฟในเมืองจะสว่างไสว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะสาดส่องความมืดมิดทุกตารางนิ้วในยามค่ำคืนได้
ลึกเข้าไปในตึกชั้นยี่สิบอันมืดมิด ไป๋อู้สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่ง
สายตาคู่นี้เฉียบคมดุจกระบี่ ไม่เหมือนสายตาของคนตาบอดเลยสักนิด
เมื่ออีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของไป๋อู้ จู่ ๆ ก็ถูกความรู้สึกคุ้นเคยที่อธิบายไม่ถูกห่อหุ้มไว้
แต่ไม่นานมานี้เขาก็เพิ่งได้รับหมายจับฉุกเฉินนั่นมา รู้ดีว่าตอนนี้คนทั้งเมืองต่างก็อยากได้หัวของเขา
และเห็นได้ชัดว่า หากคนที่คุ้นเคยอย่างประหลาดตรงหน้านี้ เป็นศัตรู นี่ก็คงเป็นศัตรูที่รับมือยากเอาการ
ไป๋อู้สัมผัสได้ถึงความเป็นศัตรูของหัวหน้า
"ไม่เอาน่า ต่อให้ฟ้าที่นี่จะมืด ต่อให้ตอนนี้ค่าหัวของหัวหน้าจะแพงหูฉี่ แต่หัวหน้าก็ไม่ควรคิดว่าผมจะทำร้ายหัวหน้านะครับ?"
ในหัวของไป๋อู้มีข้อมูลมากมายกำลังประมวลผล เขาเดาว่าหัวหน้าอาจจะสูญเสียความทรงจำไป
"นายคือใคร?"
เจ้าของสายตาในความมืดเอ่ยถามขึ้น คนคนนี้ก็คืออู่จิ่วนั่นเอง
ด้านหลังของอู่จิ่ว ก็คือกลุ่มพลเมืองอิสระที่ถูกทุบตีจนหมดความภาคภูมิใจ หมดมาดความยิ่งใหญ่
หลังจากพาพลเมืองอิสระพวกนี้หนีมา อู่จิ่วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับพวกมันยังไงดีในตอนนี้
เขายังไม่รู้ว่าคนพวกนี้ทำเรื่องชั่วร้ายมามากแค่ไหน และไม่รู้ด้วยว่า ในโลกใบนี้ไม่มีความตายที่แท้จริง
ตายไปก็แค่ได้ไปสวมบทบาทสถานะที่ 'ต่ำต้อย' กว่าเดิมเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น
แม้ในสายตาของอู่จิ่ว สถานะจะไม่ได้มีการแบ่งแยกสูงต่ำก็เถอะ
"ดูเหมือนคุณจะความจำเสื่อมนะ ถ้างั้นผมเปลี่ยนคำถามใหม่ก็แล้วกัน ตอนนี้คุณมองไม่เห็น แต่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นของคุณถูกขยายให้ดีขึ้นมาก คุณน่าจะสัมผัสได้ถึงตัวผม คงจะรู้สึกคุ้นเคยบ้างใช่ไหม?"
"ใช่ เพราะงั้นฉันถึงได้สับสนอยู่นี่ไง"
อู่จิ่วตอบอย่างซื่อตรง เขาเองก็รู้สึกสับสนกับความรู้สึกคุ้นเคยนี้จริง ๆ และอยากรู้เหตุผล
ไป๋อู้ดีใจมาก หัวหน้ายังคงใส่ใจผมอยู่จริง ๆ ด้วย!
"ผมกับคุณเป็นสหายร่วมรบกัน ถ้าผมเดาไม่ผิด ผมน่าจะเป็นคนแรกที่หาคุณเจอ เพราะสำหรับผมแล้ว คุณก็คุ้นเคยมากเหมือนกัน
พวกเราเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายครั้งแล้ว"
"ฉันไม่เชื่อใจนาย"
เผื่อว่านี่จะเป็นความสามารถของอีกฝ่ายล่ะ? อู่จิ่วระวังตัวมาก
อันที่จริงมันก็มีความสามารถแบบนี้อยู่จริง ๆ นั่นแหละ พวกที่หลอมรวมลำดับพรสวรรค์เข้าไป ก็มักจะทำให้เป้าหมายรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน
อู่จิ่วไม่รู้จักลำดับพรสวรรค์นี้ แต่อู่จิ่วรู้ว่าตอนนี้คนทั้งเมืองกำลังต้องการชีวิตเขาอยู่
ด้านล่างตึกร้างแห่งนี้ เริ่มมีผู้ร่วงหล่นเข้ามาใกล้แล้ว
ไป๋อู้พูดอย่างไม่รีบร้อน:
"เวลานับถอยหลังยังไม่จบ ถ้าผมเดาไม่ผิด พอเวลานับถอยหลังจบลง สถานะของทุกคนก็จะถูกรีเซ็ตใหม่ วิกฤตครั้งนี้ก็จะคลี่คลายลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็คือการเอาตัวรอดให้ผ่านวันสุดท้ายนี้ไปให้ได้"
"ผมรู้ว่าหัวหน้าไม่เชื่อใจผม ในสถานการณ์แบบนี้ หัวของคุณมันมีค่ามากจริง ๆ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูก็รู้ ใครบ้างจะไม่อยากเป็นพลเมืองอิสระ?"
"แต่ระหว่างพลเมืองอิสระกับหัวหน้า สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาคิดเลย ผมจะทำให้หัวหน้าเชื่อใจผมให้ได้ มันง่ายนิดเดียว"
ร่างของไป๋อู้วาบหายไป วินาทีนั้นอู่จิ่วก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ความเร็วของไป๋อู้รวดเร็วมาก ดุจลำแสงที่พุ่งวาบ
อู่จิ่วก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากัน เดิมทีเขาสามารถสกัดไป๋อู้ไว้ได้ แต่เป็นเพราะความรู้สึกคุ้นเคยเข้ามาก่อกวน ประกอบกับไป๋อู้ไม่ได้โจมตีเขา ในช่วงเวลาที่ลังเลตามสัญชาตญาณ... ก็ช้าไปจังหวะหนึ่งแล้ว
แค่จังหวะเดียวก็เพียงพอแล้ว เสียงหักคอดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้องอู้อี้ พลเมืองอิสระชุดคลุมขาวคนหนึ่งล้มตึงลงกับพื้น
"นี่ไง ผมมอบของกำนัลแสดงความจริงใจให้แล้วนะ"
ท่ามกลางความมืดมิด ไป๋อู้ยิ้มพลางกล่าวกับอู่จิ่ว
อู่จิ่วชะงักไป นึกไม่ถึงเลยว่าไป๋อู้จะฆ่าพลเมืองอิสระไปเสียดื้อ ๆ
"ตอนนี้พวกเขาคงจะเข้าใจแล้ว ว่าผมไม่ได้มาช่วยพวกเขา เพราะตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ผมก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนทั้งเมืองเหมือนกัน คราวนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่ไหม?"
"ไม่... มีปัญหาแล้ว"
การกระทำของไป๋อู้ทำเอาอู่จิ่วประหลาดใจเล็กน้อย หรือว่าคนคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับตัวเองจริง ๆ?
ถึงกับฆ่าพลเมืองอิสระทิ้งอย่างไม่แยแส เขาไม่สนใจอำนาจแห่งอิสระอันสมบูรณ์แบบเลยงั้นหรือ?
อู่จิ่วไม่ใช่คนโลเล จึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว:
"ฉันชื่อ..."
"กู่ชิงอวี้ ผมรู้ครับ ผมชื่อไป๋อู้ หัวหน้า ผมขอพูดตรง ๆ เลยนะ หัวหน้านี่มันดวงดีระดับเทพชัด ๆ..."
"นั่นคืออะไรน่ะ? ชื่อจริงของฉันเหรอ?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ"
คำพูดของไป๋อู้มาจากใจจริง เขากำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะหาพวกพลเมืองอิสระเจอยังไง ผลก็คือพลเมืองอิสระดันมาหาหัวหน้าเองซะงั้น
พอนึกถึงการผจญภัยในอดีตก็เหมือนกัน... ก่อนที่จะมาเจอกับเขา หัวหน้าก็ทนการทรมานของเนี่ยฉงซานมาได้ตั้งยี่สิบสี่วัน
ยี่สิบสี่วัน ติดสถานะเชิงลบหนึ่งอย่างทุก ๆ สี่ชั่วโมง ในสภาพบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น กลับไม่เคยเจอสถานะเชิงลบที่ถึงตายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แล้วก็ยังมีหมู่บ้านเจ่าหูอีก ที่นั่นเขายังคงตามหาเบาะแสไปตามทาง แต่หัวหน้ากลับเพิ่มค่าความประทับใจของผีพรายน้ำจนเต็มหลอดได้ในพริบตา
"แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถึงหัวหน้าจะมีดวงที่โกงความตายได้ ถึงบางครั้งคุณจะเปิดโปรแกรมโกงเก่งกว่าผมก็เถอะ แต่ตอนนี้ก็ขอให้ฟังผมก่อน การกระทำหลังจากนี้ ให้ผมเป็นคนสั่งการ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ?"
"ไม่มีปัญหา"
ใช้คนต้องไม่ระแวง สงสัยก็อย่าใช้ ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อไป๋อู้ ก็ทำให้ลึก ๆ ในใจของอู่จิ่วต่อต้านที่จะสงสัยไป๋อู้ด้วย
ดูเหมือนการเชื่อใจคนคนนี้ จะเป็นสัญชาตญาณของตัวเอง
ไป๋อู้สัมผัสได้ถึงผู้ร่วงหล่นที่กำลังเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ จึงกล่าวว่า:
"ในเมืองนี้มีสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งมากซ่อนตัวอยู่เพียบ จำนวนไม่น้อยเลยด้วย ถ้าจะสู้ล่ะก็ มันจะเสียเวลามากเกินไป แถมพวกเราก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีวิกฤตที่ใหญ่กว่ารออยู่หรือเปล่า"
"แล้วเมื่อกี้ตอนที่ผมผ่านมาตลอดทาง ผมพบว่าในเมืองนี้ก็มีเขตหวงห้ามอยู่เหมือนกัน สถานะที่บิดเบี้ยว ถือเป็นหนึ่งในต้นตอความบิดเบี้ยว แล้วก็มนุษย์กินคนหน้าประหลาด นั่นก็เป็นต้นตอความบิดเบี้ยวอีกแห่ง ผมเดาว่าต้นตอความบิดเบี้ยวอีกแห่ง ก็คือสวนสัตว์"
ข่าวที่ประกาศออกมามีความสำคัญมาก ข่าวทั้งสามข่าว ข่าวหนึ่งคืออุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่ ข่าวหนึ่งคือมนุษย์กินคน อีกข่าวคือสัตว์เลี้ยงทำร้ายคน
ความจริงแล้วข่าวทั้งสามนี้ ก็สอดคล้องกับความบิดเบี้ยวทั้งสามรูปแบบนั่นเอง
"ความบิดเบี้ยวแต่ละรูปแบบก็มีอาณาเขตของตัวเอง... พวกมันอาจจะร่วมมือกัน หรืออาจจะไม่ร่วมมือกันก็ได้ แต่ตอนนี้คนทั้งเมืองกำลังวุ่นวาย แต่บริเวณสวนสัตว์กลับเงียบสงบมาก พวกเราสามารถไปหลบซ่อนตัวที่นั่นได้"
อู่จิ่วพยักหน้า แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกหนึ่งข้อ:
"แล้วคนพวกนี้จะเอายังไง?"
"คนพวกนี้ ผมหิ้วไปคนนึง คุณหิ้วไปคนนึง ส่วนที่เหลือ จัดการทิ้งให้หมด"
ไป๋อู้ตัดสินความตายของคนกลุ่มหนึ่งอย่างเยือกเย็น อู่จิ่วไม่ได้แปลกใจในความเด็ดขาดของอีกฝ่าย
แต่ไป๋อู้รู้ดี ว่าแม้ปลายดาบของหัวหน้าจะชี้ไปที่ไหนก็ไม่เคยลังเล แต่เนื้อแท้แล้วกลับไม่ใช่คนที่ชอบเข่นฆ่า
"ความตายสำหรับพวกเขา เป็นเพียงการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ในเมืองนี้ไม่มีความตายหรอก แต่ความตายจะทำให้สถานะในครั้งต่อไป เริ่มต้นจากสถานะที่เลวร้ายมาก"
"พลเมืองอิสระพวกนี้ วัน ๆ เอาแต่ทำเรื่องเลวร้าย ปล่อยให้พวกเขาได้เข้าใจความลำบากของสถานะอื่นบ้าง ให้ได้ลิ้มรสชาติของการไร้อิสระบ้าง เหมาะกับพวกเขาที่สุดแล้ว"
อันที่จริงไป๋อู้ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็ได้ แต่หลังจากอธิบายแล้ว อู่จิ่วก็ยิ่งเชื่อใจไป๋อู้มากขึ้นไปอีก
นี่ใช่สิ่งที่เรียกว่า เมื่อรถถึงภูเขา ย่อมมีหนทางหรือเปล่านะ?
ตัวเองกำลังกลุ้มใจว่าจะหาทางออกยังไง คนที่ชื่อไป๋อู้คนนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี
สิ่งที่อู่จิ่วไม่รู้ก็คือ ความรู้สึกที่ไป๋อู้มอบให้เขา เขาก็เคยนำมันไปมอบให้ไป๋อู้มาแล้วครั้งหนึ่งเช่นกัน
"กลิ่นกรดเปรี้ยวเน่า ๆ นั่นโชยมาอีกแล้ว... พวกเราต้องรีบหน่อยแล้ว เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังตำนานลี้ลับสวนสัตว์เถอะ"
"กลิ่นนี้มันทำไมเหรอ?"
"ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นมนุษย์กินคนหน้าประหลาดน่ะ แต่ตอนนี้ผมยังไม่อยากปะทะกับเขา"
"ได้ นายนำทางเลย" อู่จิ่วเชื่อใจไป๋อู้เต็มที่แล้ว เขาไม่แม้แต่จะถามหาเหตุผลด้วยซ้ำ ความรู้สึกนี้มันช่างคุ้นเคยและสบายใจจริง ๆ
ไป๋อู้ขมวดคิ้ว เพราะเขามีความรู้สึกว่า ตัวการที่สร้างกลิ่นกรดในกระเพาะนี้ พุ่งเป้ามาที่เขากับหัวหน้าโดยตรง
(จบบท)