- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 600 ดันเจี้ยนสุดท้าย, โลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า
บทที่ 600 ดันเจี้ยนสุดท้าย, โลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า
บทที่ 600 ดันเจี้ยนสุดท้าย, โลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า
โลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า
ไป๋อู้เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ความรู้สึกที่ว่า ปริศนาทุกอย่างกำลังจะถูกไขกระจ่าง ขอเพียงแค่หาเบาะแสบางอย่างให้เจอ
อย่างเช่น ขอแค่หาจิ่งลิ่วให้เจอแล้วถามเธอดู
อย่างเช่น ขอแค่เข้าไปในหอคอยชั้นที่หกได้
หรือกลับไปยังโลกเดิม เพื่อไปพบกับ 10 โพดำ
แต่สุดท้ายมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกเรื่องราวมันมักจะมีตอนต่อไปเสมอ หลังเบาะแสแต่ละอย่างที่ได้มา มักจะมีเบาะแสชั้นต่อไปซ้อนทับกันอยู่ราวกับตุ๊กตาแม่ลูกดกเสมอ
แต่ครั้งนี้ ในสถานการณ์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว ไป๋อู้ก็มั่นใจมาก ว่าชั้นที่ห้าก็คือการสำรวจครั้งสุดท้ายแล้ว
จู่ๆ เขาก็รู้สึกคิดถึงความรู้สึกตอนที่ออกจากหอคอยเป็นครั้งแรกขึ้นมา
"หัวหน้ายังจำตอนที่พวกเราไปสำรวจโรงพยาบาลจิตเวชหมายเลขเก้าครั้งแรกได้ไหม?"
"จำได้สิ ตอนนั้นผลงานของนายมัน... เตะตาสุดๆ ไปเลยล่ะ"
ตอนนั้นไป๋อู้ไม่ได้เป็นที่ต้อนรับสักเท่าไหร่ และก็ในตอนนั้นเอง ที่อู่จิ่วมีท่าทีที่เป็นมิตรมาโดยตลอด คอยให้ความเอาใจใส่ลูกน้องเป็นอย่างดี ทำให้ไป๋อู้มองเขาในแง่ดีขึ้นมาก
และทำให้เขามั่นใจว่าอู่จิ่วเป็นคนยังไง
"ความรู้สึกแบบนั้นมันหายไปแล้วล่ะ ฉันเอาแต่คิดมาตลอด ว่าชั้นที่ห้ามันจะเป็นยังไง จะมีปริศนาซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่อีกไหม หรือความจริงแล้วชั้นที่ห้า มันไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนสี่ชั้นแรก"
"หรือว่าความจริงแล้วชั้นที่ห้ามันอาจจะเล็กจิ๋ว... ความลับในก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของบ่อน้ำ มันเป็นยังไงกันแน่นะ?"
น้ำเสียงของไป๋อู้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับกลับไปเป็นนักสำรวจคนที่กระหายใคร่รู้ และอยากจะออกจากหอคอยเพื่อเรียนรู้ให้มากขึ้นคนนั้นอีกครั้ง
และชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ในมือของไป๋อู้ ก็ใกล้จะต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ความจริงก่อนที่จะเข้ามาที่นี่ อู่จิ่วก็เคยลองต่อจิ๊กซอว์ดูแล้วเหมือนกัน แต่ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ทุกๆ สี่ชิ้น จะประกอบกันเป็นหนึ่งโมดูล อย่างเช่น สายลม ดอกไม้ หิมะ พระจันทร์ หรือ ตา หู จมูก ปาก เป็นต้น...
เรื่องนี้ทำให้อู่จิ่วคิดว่า ชิ้นส่วนพวกนี้ควรจะต่อเข้าด้วยกัน
แต่ในความเป็นจริง ถึงแม้ชิ้นส่วนพวกนี้จะมาเป็นเซ็ตละสี่ชิ้น แต่ตอนที่เอาไปต่อลงในจิ๊กซอว์ ความจริงแล้วแต่ละชิ้นก็อยู่คนละตำแหน่งกันเลย
ลำดับทุกอย่างถูกสับเปลี่ยนจนปะปนกันไปหมด
การจับคู่ต่อเข้าด้วยกันมีได้หลายรูปแบบ และภาพวาดก็ไม่มีทางมีวิธีต่อแค่รูปแบบเดียวอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสิ่งที่ภาพวาดนี้สื่อออกมา ก็คือภาพของโลกที่ถูกทำให้บิดเบี้ยวอยู่แล้ว
ดังนั้นอู่จิ่วจึงไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมไป๋อู้ถึงเอาต้นไม้ต้นหนึ่ง ไปต่อลงบนฝ่ามือของคน
เอาชิ้นส่วนที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ ไปต่อไว้ใต้ภูเขาน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ
กรอบความคิดของเขา ยังคงถูกจำกัดอยู่ดี โดยคิดว่าภาพวาดนี้มันจะเหมือนกับเกมต่อจิ๊กซอว์ธรรมดาๆ ทั่วไป
ความจริงแล้วภาพวาดฉบับสมบูรณ์นั้น ดูไม่มีตรรกะอะไรเอาเสียเลย
เหมือนกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ได้รับผลกระทบจากบ่อน้ำ กฎเกณฑ์ถูกบิดเบี้ยว ตรรกะสับสนวุ่นวาย ทะเลทราย มหาสมุทร เมือง และป่าไม้ ปรากฏขึ้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
แล้วชิ้นส่วนพวกนี้มันควรจะต่อยังไงล่ะ?
คำตอบนี้ มีเพียงไป๋อู้เท่านั้นที่รู้
ไม่ใช่เพราะพึ่งพาดวงตาของเพลเยอร์ แต่เป็นการพึ่งพาความเข้าใจที่เขาได้รับมาในโลกบ่อน้ำชั้นที่สี่
เมื่อทำความเข้าใจสัญญาลำดับได้แล้ว และเรียนรู้กฎแห่งความเป็นระเบียบได้แล้ว สิ่งที่บิดเบี้ยวที่อยู่ในสายตาของไป๋อู้ ล้วนมีเส้นสายพิเศษปรากฏขึ้น
เหมือนกับเส้นทางการโคจรของพลังงาน ที่ปรากฏขึ้นตอนที่มีการใช้ลำดับและคุณสมบัติทุกชนิดนั่นแหละ
ไป๋อู้สามารถมองเห็น 'ความผันผวนแห่งระเบียบ' ที่แผ่ออกมาจากชิ้นส่วนได้
มันเหมือนกับเป็นด้านมืดของชิ้นส่วน ซึ่งก็คือลวดลายที่แท้จริงของมัน
ไป๋อู้ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าหากมองไม่เห็นแก่นแท้ของความเป็นระเบียบ และทำเควสปลดล็อกนี้ไม่สำเร็จ เขาก็คงไม่มีทางต่อจิ๊กซอว์นี้ได้สำเร็จอย่างแน่นอน
เพราะรูปแบบการประกอบมันเยอะเกินไปจริงๆ
แต่โชคดีที่สุดท้ายไป๋อู้ก็ต่อภาพวาดนั้นได้สำเร็จ
ใช้เวลาไปทั้งสิ้นสามชั่วโมง
หลังจากที่ต่อภาพวาดเสร็จ อู่จิ่วมองดูรูปบนภาพวาดนั้น ก็รู้สึกเพียงแค่ความยุ่งเหยิง แต่ก็แฝงไปด้วยความหมายเชิงอุปมาอุปไมยบางอย่าง
"แค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอ?"
"อืม จากคำอธิบายในตำราโบราณที่ฉันได้อ่านมา ต่อจากนี้ ขอแค่ไปที่ชั้นล่างสุด อาศัยเจ็ดบาปกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ ก็จะสามารถเปิดศิลาจารึกที่อยู่ชั้นล่างสุด และเข้าไปยังชั้นที่ห้าได้แล้ว"
ในระหว่างที่ไป๋อู้กำลังหลอมเจ็ดบาป ทรราชก็อ่านหนังสือต่างๆ ไปด้วย
ถือว่าเป็นการช่วยเสริมข้อมูลให้ไป๋อู้ได้มากเลยทีเดียว
"นายตั้งใจจะไปที่ชั้นที่ห้าคนเดียวเหรอ?" จู่ๆ อู่จิ่วก็เปลี่ยนเรื่องคุย
"เอ่อ... ฉันว่าหัวหน้าอยู่ที่นี่น่าจะดีกว่านะ" ไป๋อู้ใช้นิ้วชี้เกาขมับเบาๆ
"ฉันขอปฏิเสธ" สีหน้าของอู่จิ่วจริงจังมาก
"ถึงแม้ว่าทรราชจะสามารถกดดันจิ่งอู่ได้... แต่หัวหน้า ทางที่ดีนายอย่าออกไปจากที่นี่เลยจะดีกว่าไหม? นายเป็นเสาหลักของทุกคนนะ"
คำพูดของไป๋อู้ ความจริงแล้วก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
ไป๋อู้เองก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกัน
ชั้นที่ห้าอาจจะอันตรายสุดขีด อาจจะแตกต่างจากการผจญภัยที่ผ่านๆ มาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
บางทีอำนาจในการตัดสินใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาเลย
สัญชาตญาณของเขารุนแรงมาก มันบอกเขาว่าการจะยุติความบิดเบี้ยวลงได้ จะต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
และสัญชาตญาณของไป๋อู้ ก็ไม่เคยผิดพลาดเลย
"สัญชาตญาณของฉันแม่นยำมาก คราวนี้สถานการณ์อาจจะแตกต่างออกไปมาก บททดสอบในชั้นที่ห้า อาจจะเป็นสิ่งที่แม้แต่ฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าจะรับมือได้ ฉันไม่รู้ว่าเจตจำนงของโลกบ่อน้ำ จะจัดการกับพวกเรายังไง"
ถ้าหากเฉียนอีซินคือเจตจำนงของโลก และสามารถแสดงพลังที่ทำให้ทุกคน รวมถึงอัลฟ่าและเจ้าหอคอยต้องยอมแพ้ได้...
งั้นเจตจำนงของโลกบ่อน้ำ ก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่สามารถต่อกรกับพลังแบบนี้ได้
คนแบบนี้ ถ้าเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นมา จะต้องรับมือยังไง?
เขากลัวว่าจะปกป้องหัวหน้าได้ไม่ดีพอ
แต่อู่จิ่วกลับยิ่งมีท่าทีเด็ดเดี่ยวมากขึ้น:
"ฉันก็ยังเป็นหัวหน้านายอยู่ใช่ไหม?"
"ใช่ นายจะเป็นหัวหน้าของฉันตลอดไป"
"งั้นก็ฟังฉัน ไป๋อู้ จากที่นายเล่ามา ระดับความแข็งแกร่งของศัตรู มันอยู่ในระดับที่ไม่มีทางเอาชนะได้แล้ว นั่นก็หมายความว่าต้องใช้สติปัญญาเข้าสู้ จริงอยู่ที่ฉันอาจจะไม่สามารถช่วยอะไรนายในเรื่องนี้ได้... แต่บางทีนายอาจจะต้องการฉันก็ได้นะ"
"แต่สัญชาตญาณของฉัน... ครั้งนี้มันอันตรายจริงๆ นะ" นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋อู้ได้เห็นสายตาที่เด็ดเดี่ยวขนาดนี้ของอู่จิ่ว
เขาเริ่มมีท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามขึ้นมาบ้างแล้ว
อู่จิ่วเอ่ยขึ้น:
"หลายหัวดีกว่าหัวเดียว สัญชาตญาณของฉันก็ไม่ได้แย่ไปกว่าของนายหรอกนะ"
ไป๋อู้ลังเลอยู่นิดหน่อย
แต่ความจริงพอลองคิดดูให้ดีๆ การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายหลายต่อหลายครั้งของเขา ก็อาศัยความช่วยเหลือจากหัวหน้า ถึงได้รอดพ้นมาได้
ถึงแม้ในสถานการณ์ช่วงหลังมานี้ เขาจะสามารถก้าวข้ามหัวหน้าไปได้แล้วก็ตาม
แต่หัวหน้า... ก็ยังคงเป็นคนที่มีดวงแข็งมาโดยตลอด
ถ้าหากเอาเรื่องราวของหัวหน้าไปเขียนเป็นนิยาย ก็คงเป็นเรื่องราวที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ และได้รับบทเด่นเทียบเท่าพระเอกเลยทีเดียว
พอคิดได้ดังนั้น ไป๋อู้ก็ไม่ได้พยักหน้ารับตรงๆ เพียงแต่พูดว่า:
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ พวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ฉันจะหลอมอาวุธให้หัวหน้าสักสองสามชิ้นก็แล้วกัน"
เดิมทีเขาสามารถอยู่ที่ชั้นที่สี่ต่อได้ เพื่อทำความเข้าใจบางสิ่งบางอย่างให้ได้มากที่สุด
แต่หลังจากที่ไป๋อู้ได้เจอกับจิ่งอี เขาก็รู้สึกได้ว่า อัลฟ่าอาจจะใกล้ 'สมบูรณ์แบบ' แล้ว
เขาไม่รู้ว่าหลังจากนี้อัลฟ่าจะทำอะไรต่อไป เพราะบนโลกมนุษย์ ยังมีสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้อีกมากมาย
ในเรื่องของเวลานั้น ความจริงก็ไม่อาจชักช้าได้อีกต่อไปแล้ว
เพียงแต่การเดินทางไปยังชั้นที่ห้า ไป๋อู้ก็ยังหวังว่าจะสามารถรับประกันการรอดชีวิตของฝ่ายตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน
...
เวลาผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที
สิ่งก่อสร้างทรงกลมหลายแห่งที่อารยธรรมยุคก่อนทิ้งเอาไว้ ก็เหมือนกับหอเก็บคัมภีร์
จิ่งอู่ เจิ้งเยว่ เนี่ยจงซาน และคนอื่นๆ ต่างก็ค้นพบสิ่งของบางอย่างที่พวกเขาสามารถอ่านได้
พวกเขาอ่านตัวอักษรของลำดับไม่ออก แต่ก็มีหนังสือหลายเล่ม ที่เหมือนกับบันทึกต้นฉบับของเจ้าหอคอยที่ไป๋อู้เคยอ่าน... ซึ่งมันจะนำพาสติสัมปชัญญะของคน เข้าไปยังอีกโลกหนึ่งโดยตรง
หนังสือเหล่านี้ทำให้ทุกคนดำดิ่งลงไปในเรื่องราวในอดีตของอารยธรรมยุคก่อน
และได้มองเห็นภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ ในตอนที่ความบิดเบี้ยวจุติลงมา ผ่านมุมมองของสิ่งมีชีวิตในมิติที่สูงกว่า
ถึงแม้มันจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับการที่ไป๋อู้ไปทำความเข้าใจสัญญาลำดับ หรือคลำหาวิธีสร้างเจ็ดบาป แต่มันก็ยังช่วยยกระดับความสามารถให้พวกเขาได้บ้าง
และในช่วงเวลานี้เอง ไป๋อู้ก็ได้แอบหลอมดาบเล่มหนึ่งให้กับอู่จิ่วอย่างเงียบๆ และยังนำชุดเครื่องแบบกองกำลังสำรวจของทั้งสองคน ไปฝังวิญญาณเอาไว้อีกด้วย
เรียกได้ว่าตอนนี้ ทั้งไป๋อู้และอู่จิ่ว ต่างก็มีอุปกรณ์ฝังวิญญาณสวมใส่อยู่เต็มตัวแล้ว
และดาบเล่มนั้นที่ไป๋อู้ตั้งใจหลอมขึ้นมาเป็นพิเศษ ถึงแม้มันจะไม่ใช่อาวุธเจ็ดบาป และไม่มีความหมายพิเศษเหมือนอาวุธเจ็ดบาป ไม่สามารถใช้เปิดประตูสู่ชั้นล่างสุดได้...
แต่มันก็เป็นสุดยอดอาวุธเทพอย่างแท้จริง
เดิมทีไป๋อู้ตั้งใจจะตั้งชื่อดาบเล่มนี้ว่า 'ความยุติธรรม' เพื่อให้มันเป็นขั้วตรงข้ามกับอาวุธซีรีส์ที่ตั้งชื่อตามบาปกรรม
แต่สุดท้าย ตอนที่อู่จิ่วได้รับดาบเล่มนี้ เขาก็นึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่พวกเขาสองคนเจอกันครั้งแรก
"ให้มันชื่อว่า ผู้ร่วงหล่นต้องตาย ก็แล้วกัน"
ดาบคมกริบที่เคยอยู่เคียงข้างอู่จิ่วเล่มนั้น มันหักไปตั้งนานแล้ว
พอไป๋อู้ได้ยินชื่อนี้ ก็เพิ่งสังเกตว่า ความจริงเวลาเพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่กี่ปี... แต่เขากลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองผ่านอะไรมาเนิ่นนานมากแล้ว
บางทีอาจจะเป็นเพราะเคยเร่ร่อนไปในห้วงมิติเวลาล่ะมั้ง?
หรืออาจจะเป็นเพราะเคยดื่มน้ำจากบ่อน้ำ แล้วต้องตกระกำลำบากอยู่นานกว่าสิบปี?
หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ต่างๆ ตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ มันซับซ้อนเกินไปหน่อย
ไป๋อู้พยักหน้า:
"ตกลง งั้นเอาชื่อนี้แหละ"
พลังป้องกันอันแข็งแกร่ง ไม่มีวันถูกทำลาย และชุดเครื่องแบบที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ สุดยอดอาวุธเทพที่สามารถตัดฟันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
และคนสองคนที่ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป ฝีมือพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด หรือแม้แต่ก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่า กำลังจะก้าวเข้าสู่การผจญภัยครั้งสุดท้ายแล้ว
ก่อนการผจญภัยครั้งนี้ อู่จิ่วดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยขึ้น:
"ตอนนี้นายสามารถสร้างสิ่งของที่ถูกฝังวิญญาณได้ตามใจชอบแล้วเหรอ?"
"ใช่ จะว่าไปมันก็มหัศจรรย์มากเลยนะ สัญญาลำดับนั้นทั้งซับซ้อนและลึกซึ้งมาก แผนผังเจ็ดบาปก็เหมือนกัน ถ้าให้ฉันมุ่งศึกษาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีจนป่านนี้ก็อาจจะยังไม่สำเร็จก็ได้ แต่พอศึกษาทั้งสองอย่างควบคู่กันไป และสลับวิธีคิดในการศึกษา มันกลับส่งผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงเลยล่ะ"
"ลำดับนี้ เดิมทีมันเป็นของจิ่งซื่อ... ฉันมาลองคิดดู ถ้าหากโลกนี้มีเจตจำนงของตัวเองจริงๆ บางทีเขาอาจจะเคยคาดหวังในตัวจิ่งซื่อเอาไว้บ้างก็ได้นะ?"
ไป๋อู้ไม่เข้าใจความหมายของอู่จิ่ว
แต่อู่จิ่วเองก็ถูกคำพูดของไป๋อู้พาออกทะเลไปเหมือนกัน เขาพูดขึ้นว่า:
"แต่คนที่ทำความเข้าใจมันได้ในท้ายที่สุดก็คือนาย จิ่งซื่อไม่ผ่านบททดสอบต่างๆ แต่นายผ่าน"
อู่จิ่วตบไหล่ไป๋อู้เบาๆ แล้วเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น ซึ่งหาได้ยากมาก
เหมือนกับกำลังชมเชยลูกน้องของตัวเอง ที่สามารถทำภารกิจสำรวจนอกหอคอยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ลึกๆ แล้ว อู่จิ่วก็รู้สึกว่าตัวเองลืมจุดประสงค์แรกเริ่มไปแล้ว
พวกเขาราวกับย้อนเวลากลับไปในอดีต กลับไปสู่ช่วงเวลาที่เพิ่งจะออกจากหอคอยเป็นครั้งแรก
ชุดเครื่องแบบที่เหมือนกัน อาวุธก็เปลี่ยนกลับไปใช้ชื่ออาวุธในอดีต ทั้งสองคนต่างก็มีความรู้สึกว่า การผจญภัยที่กำลังจะมาถึงนี้ บางทีอาจจะเหมือนกับการผจญภัยในตอนแรก ที่มีความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์อันตรายที่ไม่รู้จัก
ดังนั้นทั้งสองคนจึงค่อนข้างจะหวนรำลึกถึงอดีตกันพอสมควร
แต่ตอนนั้น ไป๋อู้ก็น่าจะเอาของบางอย่างมาด้วยนี่นา?
ยาระงับอารมณ์งั้นเหรอ? ไม่ใช่สิ...
นาฬิกาตรวจจับอารมณ์งั้นเหรอ? ก็ไม่น่าจะใช่นะ...
อู่จิ่วนึกขึ้นได้ว่า ดูเหมือนไป๋อู้จะตั้งตารออยากจะฝังวิญญาณให้ของบางอย่าง แต่ของอย่างอื่นก็ฝังวิญญาณไปตั้งเยอะแยะแล้ว แต่ของชิ้นนั้นกลับไม่ยอมฝังวิญญาณสักที
"ไปกันเถอะหัวหน้า พวกเราเตรียมตัวออกจากหอคอยกันแล้ว"
พวกเขาอยู่ในหอคอยย้อนกลับ ราวกับว่าที่นี่กลายเป็นหอคอยไปแล้ว
ส่วนชั้นที่ห้า ก็คือโลกภายนอกหอคอยที่ไม่รู้จัก
อู่จิ่วพยักหน้า ช่างมันเถอะ นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร
ทั้งสองคนเริ่มมุ่งหน้าไปยังชั้นล่างสุดของหอคอยย้อนกลับ
...
หอคอยย้อนกลับ, มุมหนึ่งของชั้นล่างสุด
เมื่ออู่จิ่วและไป๋อู้มาถึงที่นี่ ในสายตาของพวกเขาราวกับมองเห็นภาพจัตุรัสตะวันออกของชั้นล่างสุด ที่มีผู้คนพลุกพล่านในอดีต
คนงานเหมืองนับไม่ถ้วนกำลังรอออกจากหอคอย เจ้าหน้าที่จดบันทึกที่คอยประเมินคนจากความสว่างของศิลาจารึกคนนั้น ดูเหมือนกำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่างอยู่
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตา
ศิลาจารึกแห่งนี้ มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าสิ่งก่อสร้างทรงกลมพวกนั้นเสียอีก
ไป๋อู้สามารถเดาได้เลย ว่าคนในอารยธรรมยุคก่อน หรือแม้แต่เจ้าหอคอย ต่างก็เคยคิดจะลงไปยังชั้นที่ห้า
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ
เพียงแค่ไป๋อู้นึกคิด ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ทั้งหมดก็เริ่มประกอบเข้าด้วยกันตามความต้องการของเขา
เมื่อภาพวาดอันบิดเบี้ยวและสมบูรณ์แบบลอยอยู่กลางอากาศ แหวนเจ็ดบาปก็เปล่งแสงเจ็ดสีที่แตกต่างกันออกมา แสงเหล่านี้สาดส่องลงบนศิลาจารึก
ศิลาจารึกโบราณ ที่อาจจะตั้งอยู่ตรงนี้มานานนับหมื่นๆ ปี... ราวกับมีชีวิตขึ้นมา
ภาพวาดขยายใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล นก แมลง ดอกไม้ ปลา สายลม ดอกไม้ หิมะ พระจันทร์ ตา หู จมูก ปาก ภูเขาน้ำแข็ง พระอาทิตย์ตก พระจันทร์เสี้ยว และสายฟ้าในภาพวาด ราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำ และเริ่มบิดเบี้ยวอย่างไม่เป็นระเบียบ
ไป๋อู้มองเห็นความผันผวนของพลังงานอันมหาศาล
อู่จิ่วขมวดคิ้ว ร่างสีแดงเข้มราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง
ภาพวาดลอยอยู่เหนือศิลาจารึก แสงจากเจ็ดบาปที่สาดส่องลงบนศิลาจารึก ก็สะท้อนกลับเข้าไปในภาพวาดเช่นกัน
ราวกับแม่กุญแจกำลังค่อยๆ หมุน ประตูที่ต้องห้ามที่สุดกำลังค่อยๆ เปิดออกทีละนิด
ด้านล่างสุดของภาพวาดที่สลักภาพความบิดเบี้ยวของสรรพสัตว์ ด้านหน้าของศิลาจารึก รอยแยกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
"ดูเหมือนว่าที่นี่ก็คือประตูแล้วสินะ? เป็นทางเข้าสู่โลกบ่อน้ำชั้นที่ห้างั้นเหรอ?"
"น่าจะใช่"
ดวงตาทั้งสองข้างของไป๋อู้จ้องเขม็งไปที่รอยแยก ราวกับกำลังจ้องมองลงไปในห้วงเหวลึก
ในเวลานี้เอง ดวงตาของเพลเยอร์ ก็มีกล่องข้อความเด้งขึ้นมา
ในการผจญภัยที่ผ่านๆ มาก็เป็นแบบนี้เสมอ ความช่วยเหลือจากหัวหน้า ความช่วยเหลือจากลำดับพรสวรรค์ ทำให้เขาสามารถไขปริศนาต่างๆ ได้
ครั้งนี้ก็ควรจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน
[ฉันไม่ควรจะโผล่มาเลย เพราะของที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ฉันจะตรวจสอบได้ โปรดจำคำพูดของฉันเอาไว้ให้ดี— เจตจำนงสามารถทำลายเจตจำนงได้ แต่ไม่สามารถฆ่า...]
หมายเหตุในสายตาหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
ไป๋อู้รู้สึกว่าจิตใจของเขาถูกกระแทกอย่างรุนแรง
ภายในร่างกายของเขามี 'ปลา' อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นเพดานพลังจิตที่แม้แต่ไป๋หย่วนจะอาศัยมารในใจเป็นตัวกลาง ก็ยังไม่สามารถรุกรานเข้ามาได้
แต่ในเสี้ยววินาทีนี้ ไป๋อู้ก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี
และหลังจากนั้น... กำแพงที่สี่ ก็ถูกทำลายลง
[ฉันต้องขอบอกเลยนะ ว่าลำดับที่ฉันสร้างขึ้นมาเนี่ย มันทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก มันมักจะอยากสปอยล์เรื่องราวให้นายฟังอยู่เสมอ แต่ขอโทษทีนะ ตอนนี้มันออฟไลน์ไปแล้ว
ยินดีต้อนรับสู่ชั้นที่ห้า ถ้าหากนายกล้าเข้ามาน่ะนะ
อ้อ จริงสิ เห็นว่านายคงจะเบื่อกับการอ่านหมายเหตุแบบเดิมๆ แล้ว เอาเป็นว่าเรามาเปลี่ยนรูปแบบกันหน่อยดีไหม?]
ข้อความหมายเหตุตรงนี้ ราวกับถูกใครบางคนเปลี่ยนเนื้อหาไปอย่างกะทันหัน
ไป๋อู้เบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้อมูลที่เขามองเห็นผ่านลำดับดวงตาของเพลเยอร์— จะสามารถถูกคนอื่นแก้ไขได้
[นายสงสัย นายตกใจ และในขณะเดียวกัน ในใจของนายก็มีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ แต่ความหวาดกลัวนี้ก็ทำให้นายตื่นเต้น นายนี่มันเป็นคนบ้าจริงๆ~ นายตั้งใจจะเข้าไปในชั้นที่ห้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?]
หมายเหตุที่เคยปรากฏอยู่ตรงหน้าไป๋อู้มาโดยตลอด มักจะโผล่มาเป็นเหมือนกล่องข้อความเด้งขึ้นมา
แต่หลังจากที่ประโยค "เอาเป็นว่าเรามาเปลี่ยนรูปแบบกันหน่อยดีไหม" ปรากฏขึ้น... หมายเหตุต่อไปที่ไป๋อู้มองเห็น—
กลับปรากฏเป็นตัวอักษรที่เขียนอย่างหวัดๆ บนกระดาษสีเหลืองซีด
ดวงตาของเพลเยอร์ ถูกใครบางคนในโลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า ควบคุมเอาไว้โดยสมบูรณ์แล้ว
[ดวงตาของเพลเยอร์ ถูกใครบางคนในโลกบ่อน้ำชั้นที่ห้า ควบคุมเอาไว้โดยสมบูรณ์แล้ว ฉันควรจะทำยังไงดีนะ? ฉันควรจะเข้าไปข้างในดีไหม? ผู้กล้าของเรากำลังคิดแบบนี้ แต่ความบ้าคลั่งในส่วนลึกของจิตใจ ก็ยังคงทำให้เขาตัดสินใจที่จะลองดู]
ไป๋อู้ตกตะลึงอีกครั้ง
บนกระดาษสีเหลืองซีดแบบกึ่งโปร่งใสที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ ถึงกับปรากฏความคิดในใจของเขาออกมา
เป็นไปได้ยังไงกัน?
[เป็นไปได้ยังไงกัน? เขาสามารถอ่านใจคนได้ด้วย! ขี้โกงนี่นา! (ลบคำว่าขี้โกงทิ้ง)]
จู่ๆ ไป๋อู้ก็เกิดความขี้ขลาดขึ้นมา
สิ่งที่เขาต้องเผชิญ อาจจะเป็นตัวตนประเภทเจตจำนงของโลกจริงๆ ก็ได้
ภายใต้เจตจำนงของโลก สรรพสัตว์ทั้งปวงก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น
เขาไม่กล้าเดินเข้าไป
และความคิดทั้งหมดในหัว ก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษสีเหลืองซีดแบบกึ่งโปร่งใสที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ
[ภายใต้เจตจำนงของโลก สรรพสัตว์ทั้งปวงก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมันเท่านั้น บ้าเอ๊ย ฉันเหมือนไปเปิดกล่องแพนโดร่าเข้าให้แล้ว ฉันควรจะอาศัยจังหวะนี้ ปิดประตูบานนี้ซะ!]
ดวงตาของเพลเยอร์ถูก 'ชิงร่าง' ไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ความคิดถูกอ่านออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า และถูกเขียนลงบนกระดาษ นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋อู้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้
ราวกับโปรแกรมหลักบางอย่างของตัวเอง ถูกอีกฝ่ายเจาะเข้ามา และกลายมาเป็นโทรจันที่ฝังอยู่ในคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
แต่ในเวลานี้เอง มือของอู่จิ่วก็วางลงบนไหล่ของไป๋อู้อีกครั้ง:
"ถ้าเบื้องหน้าคือความตาย... อย่างน้อยเราก็ต้องเป็นผู้บุกเบิก! ไปกันเถอะ อย่าถอยเด็ดขาด!"
อู่จิ่วราวกับมองความขี้ขลาดของไป๋อู้ออก เขาไม่เคยเห็นไป๋อู้ในสภาพแบบนี้มาก่อน แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ไป๋อู้ตัวจริง
อู่จิ่วเดินเข้าไปในชั้นที่ห้า ร่างกายถูกรอยแยกกลืนกินเข้าไป
ในเสี้ยววินาทีนั้น ไป๋อู้ก็ตระหนักได้ทันที ว่าเขาปล่อยให้หัวหน้าเผชิญอันตรายเพียงลำพังไม่ได้
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก และเอาชนะแรงกดดันทางจิตใจทั้งหมดได้ในพริบตา ก่อนจะพุ่งตามเข้าไปในรอยแยก
เมื่อเจ้าของแหวนเจ็ดบาปและชิ้นส่วนจิ๊กซอว์เข้าไปในรอยแยก...
แสงสว่างรอบๆ ศิลาจารึก รวมไปถึงภาพวาดที่ลอยอยู่เหนือศิลาจารึก ก็หายวับไปพร้อมกัน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คลื่นพลังงานอันมหาศาลนั้น ไม่ได้ทำให้เหล่ายอดฝีมือที่กำลังอ่านตำราโบราณของอารยธรรมยุคก่อนอยู่ในสิ่งก่อสร้างทรงกลม รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...
อู่จิ่วและไป๋อู้ ได้เริ่มต้นการผจญภัยในจุดที่ลึกที่สุดของโลกบ่อน้ำแล้ว
(จบบท)