- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 541 ไม่เสียชื่อหมายเลขศูนย์
บทที่ 541 ไม่เสียชื่อหมายเลขศูนย์
บทที่ 541 ไม่เสียชื่อหมายเลขศูนย์
ตึกธนาคารนิรันดร์ ชั้นสาม
เมื่อสารวัตรของกลุ่มระเบียบหน่วยที่สิบเอ็ด พายามรักษาการณ์เข้ามาถึงชั้นสาม ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว
โจรปล้นธนาคารสุดโหดที่ฆ่าฟันฝ่าวงล้อมจากชั้นยี่สิบเอ็ด ลงมาถึงชั้นสาม หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ในชั้นสามของตึกธนาคารนิรันดร์ เหลือเพียงศพเพียงศพเดียวเท่านั้น
เมื่อดูจากหมายเลขของคนที่นอนอยู่บนพื้น คนคนนี้คือหนึ่งในที่ปรึกษาระดับสูงของกลุ่มทุนความหยิ่งยโส
ผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถสอดส่องได้ทุกที่บนโลก
หรือแม้แต่สามารถมองเห็นภาพของโลกอื่นได้
การสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถเช่นนี้ไป สำหรับกลุ่มทุนความหยิ่งยโสแล้ว นับว่าเป็นความสูญเสียที่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่กองทัพกบฏก่อขึ้นเลย
และเมื่อสารวัตรที่เข้ามาตรวจสอบคดีคนนี้ ได้เห็นคนที่นอนอยู่ตรงหน้า เขาก็ถอนหายใจออกมา
เขาเดินเข้าไปใกล้ คุกเข่าลง แล้วค่อยๆ ปิดตาของผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุนคนนี้ลง
"ฉันจะสืบเรื่องของนายให้ถึงที่สุด เพื่อทวงความยุติธรรมให้นาย"
"สารวัตรครับ พวกเราปิดล้อมทางออกไว้หมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นตัวคนร้ายเลย... เขาหายไปไหนครับ?" สมาชิกของกลุ่มระเบียบหน่วยที่สิบเอ็ดทุกคนล้วนสวมสูทสีดำ ดูเหมือนกลุ่มสายลับไม่มีผิด
แต่สารวัตรกลับสวมสูทสีเทาอ่อน เนกไทก็ผูกเบี้ยวๆ ไม่ใช่เพราะเพิ่งได้รับมอบหมายงานกะทันหันจนไม่มีเวลาจัดแจงตัวเองหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและค่อนข้างสบายๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้วต่างหาก
โดยทั่วไปแล้ว ในโลกบ่อน้ำแทบจะไม่มีคดีไหนที่ต้องรบกวนเขาเลย เจ็ดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จะตามหาเขา ก็ต่อเมื่อเจอคดีที่หาทางออกไม่ได้เท่านั้น
เขามีสัญชาตญาณที่แม่นยำ ราวกับพลังแห่งกฎแห่งกรรมเลยทีเดียว
เหมือนกับ... โจรปล้นธนาคารเมื่อครู่นี้นี่แหละ
แต่คดีในครั้งนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แค่ลักษณะการก่อเหตุมันอุกอาจ และมีความสำคัญมากเท่านั้นเอง
ก่อนที่จะเข้ามาในตึกนี้ เขาก็ได้รับข้อมูลมาหมดแล้ว
"ผู้ครอบครองดาวเทียมจารชนมีทั้งหมดสี่คน แน่นอนว่าไม่นับรวมผู้มีอำนาจสูงสุดของกลุ่มทุนความหยิ่งยโสนะ"
"ผู้ครอบครองดาวเทียมจารชนอีกสามคนที่เหลือเป็นคนแจ้งพวกเรามา พวกเขาจับตาดูที่นี่อย่างใกล้ชิดมาตลอด และเมื่อครู่นี้... โจรคนนั้นก็หายตัวไปแล้ว"
สารวัตรยืนขึ้น อารมณ์ดูหดหู่เล็กน้อย:
"ประเมินความเสียหายในชั้นยี่สิบเอ็ดออกมาหรือยัง?"
"ส่วนใหญ่เป็นของของผู้มาเยือนจากภายนอกครับ หม้อ อาวุธ และสัญญาลำดับของผู้มาเยือนจากภายนอกคนก่อนหน้า แล้วก็มีอุปกรณ์ของลูกค้าคนอื่นๆ อีกนิดหน่อย ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวกับไอเทมประเภทพื้นที่เก็บของครับ"
พอลูกน้องรายงานถึงสัญญาลำดับ สารวัตรก็ขมวดคิ้วทันที
เห็นได้ชัดว่าลูกน้องคนนี้ก็สังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกัน:
"หัวหน้า สัญญาลำดับนั่นมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ? ถึงแม้มันจะเป็นของล้ำค่ามากก็เถอะ แต่อีกฝ่ายแทบจะไม่มีโอกาสถอดรหัสทำความเข้าใจมันได้เลยนะครับ"
สัญญาลำดับนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
มันเหมือนกับสัญญาที่ความบิดเบี้ยวทำร่วมกับใครบางคน ชื่อในสัญญาจะถูกเปลี่ยนไม่ได้อย่างแน่นอน
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เจ็ดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ก็พยายามถอดรหัสสัญญาลำดับมาโดยตลอด
เจ็ดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มีคนเก่งๆ มากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครทำสำเร็จเลยสักคน
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง มันยังขาดอะไรบางอย่างไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้นกำเนิดแห่งความบิดเบี้ยวในหอคอย พยายามที่จะเข้าใจพลังของลำดับมาโดยตลอด
พยายามที่จะครอบครองพลังของคนที่เคยเอาชนะและผนึกตัวเองเอาไว้ในอดีต
พวกเขาคือศัตรูคู่อาฆาต คือผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายในอารยธรรมบ่อน้ำยุคก่อน
ทั้งสองคนเป็นตัวแทนของขุมพลังสองฝ่ายที่แตกต่างกัน ขุมพลังสองฝ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นปฏิปักษ์กัน แต่ความจริงแล้วก็มีส่วนที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ไม่น้อย
แต่ก่อนที่จะหาลำดับที่ 10 และลำดับที่ 12 เจอ เจ้าแห่งความบิดเบี้ยว ก็ไม่มีทางที่จะกลายเป็นเจ้าแห่งหอคอยได้อย่างสมบูรณ์
"หวังว่าเขาจะไม่เข้าใจสัญญาลำดับนั้นนะ..." สารวัตรเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ลูกน้องกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การถอดรหัสทำความเข้าใจลำดับ ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมี แต่ก็หาได้ยากมาก และถึงแม้จะมีคนทำสำเร็จ ก็ต้องใช้เวลานานมากๆ
และตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดในตอนนี้ ก็ล้วนมาจากการที่เจ้าของเดิมยอมสละสัญญาลำดับของตัวเองด้วยความเต็มใจทั้งสิ้น
แทนที่จะเรียกว่าการถอดรหัสหรือปลดล็อกสัญญาลำดับ สู้เรียกว่าเป็นการโอนสิทธิ์สัญญาลำดับโดยสมัครใจยังจะถูกกว่า
แต่สัญญานของสารวัตร ก็บ้าคลั่งพอๆ กับโจรปล้นธนาคารคนนั้นแหละ
ถ้าหากว่าโจรคนนั้น ซึ่งก็คือไป๋อู้ ยังอยู่ที่นี่ ก็คงจะได้เห็นว่าภาพสะท้อนของสารวัตรคนนี้— ก็คือตัวเขาเอง
ภาพสะท้อนเป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอก ว่ามีความคล้ายคลึงบางอย่างกับตัวจริงในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย
ภาพสะท้อนของไป๋อู้ สารวัตรคนนี้ มีความคล้ายคลึงกับไป๋อู้ตัวจริงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ความรู้สึกที่เย็นชา แทบจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกที่แปรปรวนมากนัก
สลับไปมาระหว่างโรคกลัวสังคมกับโรคชอบเข้าสังคม บางครั้งเพื่อไขคดี เขาก็สามารถปลอมตัวเป็นคนที่มีบุคลิกแบบไหนก็ได้
บางครั้งก็เย็นชาจนคนอื่นเข้าไม่ติด สามารถตอกหน้าพวกหว่านเสน่ห์แบบ "หลิวเฉิงจื่อ" จนพูดไม่ออกมาแล้ว
และในโลกใบนี้ สารวัตรคนนี้ก็มีเพื่อนที่ดีที่สุดอยู่สองคน ซึ่งทำให้เขารู้สึกสับสนมาโดยตลอด
และด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างเพื่อนทั้งสองคน— "หมายเลขศูนย์" ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุน และ "อู่จิ่ว" ผู้บริหารระดับสูงของกองทัพกบฏ
จากเดิมที่เป็นยอดนักสืบ ก็กลายมาเป็นคนกินเงินเดือนไปวันๆ ในกลุ่มระเบียบ เป็นคนกินเงินเดือนไปวันๆ ที่มีตำนานเป็นของตัวเอง
"หัวหน้า โจรคนนั้นหนีไปทางไหนครับ? พวกเราปิดล้อมไว้ทุกจุดแล้ว เขาไม่น่าจะหนีรอดไปได้นะครับ" ลูกน้องถามย้ำอีกครั้ง
ปฏิกิริยาของสารวัตรในครั้งนี้กลับแปลกประหลาดมาก
คนที่อยู่ในโลกใบนี้มีเพียงหมายเลข ไม่มีอวัยวะบนใบหน้า แต่อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขากลับสามารถส่งผ่านออกมาได้เหมือนกับคนในโลกแห่งความเป็นจริง
ถือได้ว่าเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง ของสิ่งมีชีวิตในโลกบ่อน้ำก็ว่าได้
สารวัตรพูดขึ้นด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง:
"ไอ้หนู แกตามฉันมานานแค่ไหนแล้ว?"
"ปีนี้เข้าปีที่สี่แล้วครับ"
"สี่ปีมานี้ แกตามฉันแล้วไม่ได้เลื่อนขั้น ไม่ได้ดิบได้ดีอะไรเลย ลำบากแกแย่เลยนะ"
"หัวหน้า ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะครับ? ผมไม่ลำบากเลยที่ได้ตามหัวหน้า หัวหน้าคือตำนานของหน่วยเราเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะ... ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าไม่อยากเลื่อนขั้น ก็คงได้เลื่อนขั้นไปตั้งนานแล้ว ผมไม่ลำบากเลย ตามหัวหน้าแล้วผมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลยครับ"
"ฉันจำได้ว่าลูกแกเพิ่งขึ้นประถมใช่ไหม? เดี๋ยวฉันกลับไป จะจัดการย้ายให้เขาไปเรียนที่ที่ดีกว่านี้ ส่วนเรื่องภรรยาแก ฉันก็จะโอนเงินไปให้เป็นประจำก็แล้วกัน"
คำพูดของสารวัตร ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคดีเลยแม้แต่น้อย ลูกน้องคนนี้ก็ไม่ได้โง่ จึงรับรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติแล้ว
สีหน้าของสารวัตรก็เปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมา:
"เมื่อกี้แกถามฉันไม่ใช่เหรอ ว่าโจรหนีไปทางไหน?"
"ฉันจะบอกแกให้ โจรหนีไปที่ชั้นสามแล้ว เพราะงั้นเฝ้าทางออกไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะตอนนี้ เขาไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว"
"การจะเดินทางจากเขตบ่อน้ำบริสุทธิ์มายังโลกใบนี้ สิ่งที่ต้องใช้คือการฆ่าฟันและเลือดเนื้อ แต่การจะเดินทางจากโลกใบนี้ไปยังเขตบ่อน้ำหนัก สิ่งที่ต้องใช้ก็คือการตัดใจและการหักหลัง"
"ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีพลังมากพอที่จะไปที่ชั้นสามด้วย ถึงจะสามารถเปิดประตูเชื่อมต่อไปยังชั้นสาม หรือก็คือเขตบ่อน้ำหนักได้ หรือจะเข้าใจว่า มีเพียงคนที่มีคุณสมบัติมากพอเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าไปในโลกชั้นที่สามได้ ก็ไม่ผิดนัก"
ในตอนที่พูดประโยคนี้ มือของสารวัตร ก็ทะลวงทะลุหน้าอกของลูกน้องไปแล้ว
ลูกน้องคนนี้มองไปที่สารวัตร ความรู้สึกตกตะลึง โกรธแค้น และสับสนพรั่งพรูออกมาพร้อมกัน
"ขอโทษด้วยนะ เขาฆ่าเพื่อนสนิทของฉัน คดีนี้ฉันไม่ทำไม่ได้ โจรคนนี้ฉันต้องจับให้ได้!"
มือที่เปื้อนเลือดดึงกลับมา ในวินาทีนั้น ลูกน้องก็แข้งขาอ่อนคุกเข่าลงกับพื้น เงยหน้าขึ้นมองสารวัตรเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะล้มลงไปนอนกับพื้น และสิ้นใจไปในที่สุด
ไม่นานหลังจากนั้น ธนาคารนิรันดร์ก็ยกเลิกสัญญาณเตือนภัย
แก๊สพิษในห้องนิรภัยก็ถูกเจือจางไปอย่างรวดเร็ว
คนที่ถูกโจรซัดจนหมอบอยู่ตามชั้นต่างๆ ล้วนถูกเคลื่อนย้ายออกไปหมดแล้ว
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในโถงล็อบบี้ชั้นสามของตึกธนาคารนิรันดร์ ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ผู้ครอบครองดาวเทียมจารชนทั้งสามคน ปิดปากเงียบสนิท
ผู้คนก็ได้แต่คาดเดากันไป ว่าสารวัตรน่าจะถูกโจรจับเป็นตัวประกัน ส่วนลูกน้องของกลุ่มระเบียบคนนั้น รวมถึง "หมายเลขศูนย์" ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารนิรันดร์ คงจะถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว
ทุกคนต่างก็กำลังพูดถึงเรื่องนี้ แต่นี่คือโลกที่กลุ่มทุนเป็นผู้กุมอำนาจ
พวกคนฉลาดในกลุ่มทุนต่างก็รู้ดี ว่าวิธีที่จะควบคุมโลกใบนี้ได้ ก็คือการควบคุมสื่อ
สื่อก็คือกระบอกเสียงของพวกเขา
ดังนั้นไม่นาน เมื่อสื่อไม่ได้รายงานข่าวใดๆ เกี่ยวกับตึกธนาคารนิรันดร์เลย และไม่รายงานข่าวใดๆ เกี่ยวกับการจลาจลเลย—
ก็ทำให้เรื่องนี้ถูกกลบกระแสไปอย่างรวดเร็ว ยังไงซะความจำของชาวเน็ตก็สั้นอยู่แล้ว
แถมราคาหุ้นของธนาคารนิรันดร์ ยังพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับกลไกตลาดอีกต่างหาก
พวกต้นหอมต่างก็พากันเชิดหน้าชูตา รอคอยให้เคียวมาเก็บเกี่ยว
ความสูญเสียของธนาคารนิรันดร์ ทั้งด้านบุคลากรและอุปกรณ์ ก็ได้เงินกลับคืนมาจากการเก็บเกี่ยวต้นหอมเหล่านี้ในเวลาอันรวดเร็ว
เมืองบ่อน้ำ ก็ยังคงเป็นเมืองบ่อน้ำ
ต่อให้กองทัพกบฏและผู้มาเยือนจากภายนอก จะก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบอะไรได้มากนักอยู่ดี
อาจจะเรียกได้ว่า... ไม่มีผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำ
ผู้มาเยือนจากภายนอกเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน คิดว่าจะสามารถอาศัยความพยายามของตัวเอง ในการเปลี่ยนแปลงเมืองบ่อน้ำแห่งนี้ได้
แต่สุดท้ายก็พบว่า ทุกอย่างล้วนสูญเปล่า
ระดับความสามารถของเขาต่ำเกินไป ไม่มีทางสู้กับพวกนายทุนของเจ็ดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ได้เลย
อยากจะเอาใจทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่โลเลไปมา และถูกนายทุนของเจ็ดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ปั่นหัวเล่นเท่านั้น
จนสุดท้ายก็กลายเป็น "คนบ้า" ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแห่งความเป็นจริงไป
แต่ผู้มาเยือนจากภายนอกในอีกเจ็ดร้อยปีให้หลัง กลับมีจิตใจที่แน่วแน่
และรู้ดีว่าถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ก็ต้องลงไปยังชั้นที่ลึกกว่านี้เท่านั้น
...
...
โลกบ่อน้ำ เขตแดนปริศนา
ความสับสนวุ่นวายและความว่างเปล่า ทำให้ไป๋อู้คิดว่าตัวเองกลับมาอยู่ในโลกในเปลือกไข่เหมือนตอนแรกอีกครั้ง
เขาเดินอยู่ในความสับสนวุ่นวายและความว่างเปล่านี้มาเกือบชั่วโมงแล้ว ตลอดทางเขาดูจะหงุดหงิดเล็กน้อย เอาแต่พูดไม่หยุด
บางทีก็ถึงขั้นหาเรื่องคุยไปเรื่อยเปื่อย
อย่างเช่นตอนนี้เป็นต้น
"พี่หก เธอ กับพี่สี่ของฉัน อยู่ในเปลือกไข่นานแค่ไหนเหรอ? จะมีโอกาสไหมที่จู่ๆ เปลือกไข่จะหายไป แล้วฉันก็ไปตื่นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง ถูกดึงตัวออกจากโลกบ่อน้ำไปเลยน่ะ?"
จิ่งลิ่วไม่ชอบให้ไป๋อู้เรียกเธอว่าพี่หก และยิ่งไม่ชอบให้ไป๋อู้เรียกพี่ชายของเธอว่าพี่สี่เข้าไปใหญ่
เห็นได้ชัดว่าไป๋อู้จงใจทำให้เธอสะอิดสะเอียน
แต่สำหรับคำถามของไป๋อู้ จิ่งลิ่วก็ยังคงตอบตามความจริง:
"เวลาของนายไม่สามารถประเมินได้หรอก พวกเราคือคนที่เจ้าแห่งความบิดเบี้ยว มอบคุณลักษณะบางอย่างให้ ความทรงจำของพวกเราจะถูกบิดเบือน โดยปกติแล้ว จะต้องรอให้ความทรงจำของนายถูกบิดเบือนจนหมดสิ้นนั่นแหละ นายถึงจะกลายเป็น... จิ่งชี อย่างแท้จริง"
"แต่สถานการณ์ของนายแตกต่างจากพวกเรามาก ยากจะบอกได้ว่าตอนนี้นายอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่"
"ตอนที่นายเข้ามาในเปลือกไข่ นายก็มีคุณลักษณะของบ่อน้ำอยู่แล้ว พลังของนายถึงขั้นไปสั่นพ้องกับบ่อน้ำเลยด้วยซ้ำ"
"บางทีนายอาจจะไม่ได้อยู่ในเปลือกไข่เลยก็ได้"
ไป๋อู้เข้าใจแล้ว:
"เพราะงั้นฉันก็ไม่ต้องกังวล... ว่าฉันจะจู่ๆ ก็หายไปจากโลกใบนี้ใช่ไหม?"
"ฉัน... ไม่รู้เหมือนกัน"
จิ่งลิ่วไม่รู้จริงๆ เพราะไม่เคยมีตัวอย่างแบบนี้มาก่อน
"ฉันจะไปสะดุดตาอัลฟ่าเข้าหรือเปล่า?" ไป๋อู้ถาม
จิ่งลิ่วพยักหน้า:
"ก็อาจจะนะ มันเป็นเพียงตัวตนเดียวที่สามารถเชื่อมต่อกับบ่อน้ำได้"
"ต่อให้เป็นพี่รอง ที่เป็นคนเฝ้าบ่อน้ำ ก็ไม่รู้หรอกนะว่าบ่อน้ำอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าบ่อน้ำอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น"
"แต่เจ้าแห่งความบิดเบี้ยวไม่เหมือนกัน มันมีความเชื่อมโยงกับบ่อน้ำอย่างใกล้ชิด เปลือกไข่นั่น ด้านหนึ่งก็เพื่อบิดเบือนความทรงจำของนาย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพื่อปิดกั้นกลิ่นอายของบ่อน้ำ"
"ถ้านายไปทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินไปในโลกบ่อน้ำ บางที... มันอาจจะรู้สึกตัวก็ได้นะ"
ไป๋อู้ยังอยากจะพูดอะไรอีก เขาหวังว่าจะไม่ต้องหยุดพูดคุย เพื่อให้สมองมีเรื่องให้คิดอยู่ตลอดเวลา
แต่พออ้าปาก 10 โพดำก็พูดแทรกการสนทนาระหว่างไป๋อู้กับจิ่งลิ่วขึ้นมาทันที
"ในเมื่อนายตัดสินใจแล้ว ในเมื่อเลือกแล้ว ก็อย่าทำท่าทางเหมือนหนีปัญหาแบบนี้สิ นายเดาออกแล้วใช่ไหมล่ะ?"
จิ่งลิ่วเองก็ดูออกเหมือนกัน ว่าที่ไป๋อู้พูดมาตลอดทาง ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สมองของตัวเองหยุดคิด
เพราะถ้าหยุดคิดเมื่อไหร่ ก็จะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในธนาคารนิรันดร์
ไม่มีใครโง่หรอกนะ ทั้งสามคน โดยเฉพาะไป๋อู้ รู้ซึ้งถึงความตั้งใจของ "หมายเลขศูนย์" เป็นอย่างดี
"ความจริงแล้ว เขาก็แค่มาทำตามความตั้งใจของนายให้สำเร็จก็เท่านั้นแหละ" 10 โพดำแทงใจดำเข้าให้อย่างจัง
พอได้ยินประโยคนี้ ไป๋อู้ก็รู้สึกผิดขึ้นมา
จิ่งลิ่วมองจุดประสงค์ของ 10 โพดำออก จึงพูดขึ้นว่า:
"ที่แท้นายกำลังหนีปัญหาอยู่นี่เอง"
"หุบปาก" น้ำเสียงของไป๋อู้แฝงไปด้วยความโกรธ
เมื่อไม่นานมานี้เขาได้ทำการตัดสินใจเลือกไปแล้ว แต่ทุกการตัดสินใจย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานี้ ก็กำลังค่อยๆ หมักบ่มขึ้นมา
ไป๋อู้ที่มักจะเยือกเย็นและมีเหตุผลมาตลอด จู่ๆ ก็ไม่เยือกเย็นอีกต่อไป
10 โพดำพูดขึ้น:
"เพราะงั้นตั้งแต่แรก ที่หลอกให้นายไปเป็นสายลับในกองทัพกบฏ มันก็เป็นแค่แผนบังหน้า"
"จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา ก็คืออยากให้นายเข้าไปใกล้ชิดกับกองทัพกบฏต่างหาก"
"เพื่อให้นายไปรู้ความจริงจากกองทัพกบฏ จะได้รู้ว่านายควรจะต้องทำอะไร"
"จนถึงตอนสุดท้าย การที่เขาพูดประโยคพวกนั้นออกมา ก็เพื่อจะทำให้นายเชื่อ ว่าเขาชื่นชมนายจริงๆ ให้ความสำคัญกับนายจริงๆ และหวังอยากจะให้นายอยู่ต่อจริงๆ"
"เพื่อให้นายรู้ ว่าเขาเห็นนายเป็นเพื่อนจริงๆ และด้วยเหตุนี้ กุญแจที่จะพานายลงไปสู่โลกบ่อน้ำชั้นที่สาม ก็เลยปรากฏขึ้นมาไงล่ะ"
"เพราะงั้น เขาจึงรู้ถึงการตัดสินใจของนายตั้งแต่แรกแล้ว"
"ถ้าไม่มีเขาคอยช่วยเหลือ แค่พึ่งพาผู้นำกองทัพกบฏที่บริษัทประกันนั่น แผนการของนายจะราบรื่นขนาดนี้ได้ยังไง?"
เขา ในที่นี้ย่อมหมายถึง "หมายเลขศูนย์" ที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่นี้
หรือก็คือ ภาพสะท้อนของหมายเลขศูนย์ ที่ถูกไป๋อู้ฆ่าตายไปนั่นเอง
ในตอนที่ได้รับรู้ถึงวิธีไปยังชั้นที่สามผ่านคำพูดของ "หมายเลขศูนย์" ไป๋อู้ก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในใจของเขาไปแล้ว
แต่ตอนนี้ พอเขาได้สติกลับมา เขาก็เพิ่งจะเข้าใจ... ถึงความซับซ้อนและความย้อนแย้งในตัวละคร "หมายเลขศูนย์"
ทำไม "หมายเลขศูนย์" ถึงบอกวิธีไปยังชั้นที่สามกับเขา?
ทำไมถึงมาหาเขาเพียงลำพัง?
ทำไมถึงบอกว่ามาเพื่อจะให้เขาตัดสินใจเลือก?
แล้วทำไมภารกิจแรก ถึงต้องให้เขาไปคลุกคลีกับกองทัพกบฏด้วยล่ะ?
ถ้า "หมายเลขศูนย์" อยากให้เขาอยู่ในโลกใบนี้จริงๆ จะต้องมาพูดจาไร้สาระให้มากความทำไม? ต้องทำเรื่องที่ไม่จำเป็นพวกนี้ไปทำไม?
แค่ปิดบังเขาเอาไว้ แล้วปล่อยให้เขาเข้าร่วมกับฝ่ายระเบียบไปตลอด มันไม่ชัวร์กว่าหรือไง?
แต่ "หมายเลขศูนย์" กลับเลือกที่จะให้เขาไปเป็นสายลับในกองทัพกบฏแทน
ตอนนั้นไป๋อู้ยังแอบภูมิใจอยู่เลย คิดว่ามองแผนการของ "หมายเลขศูนย์" ออกแล้ว แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจ ว่านี่ก็อยู่ในแผนการของ "หมายเลขศูนย์" ด้วยเหมือนกัน
ทั้งหมดเป็นเพียงกลอุบายของ "หมายเลขศูนย์"
ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทุนความหยิ่งยโส ผู้ครอบครองดาวเทียมจารชน ผู้ที่สามารถมองเห็นภาพในอีกโลกหนึ่งได้—
ตั้งแต่แรกเริ่ม เขาก็รู้ถึงการตัดสินใจของไป๋อู้แล้ว
ดังนั้นตั้งแต่แรก เขาก็วางแผนที่จะยืมมือของกองทัพกบฏ มาช่วยให้ไป๋อู้เอาทุกอย่างที่ควรจะเป็นของตัวเองกลับคืนมา
ทางข้างหน้าในความสับสนวุ่นวายและความว่างเปล่า เริ่มมีแสงสว่างปรากฏขึ้น
ไป๋อู้แว่วได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นมาลางๆ
เสียงกริ่งที่เคยคุ้นเคยนี้ เขาควรจะนึกออกในทันที
แต่ตอนนี้เขากำลังรู้สึกเศร้าหมอง จึงไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องพวกนี้
"หมายเลขศูนย์" หลอกทั้งกลุ่มทุนและหลอกทั้งไป๋อู้
"เขาเคยบอกนายใช่ไหม ว่าอย่าทำตัวเป็นคนโลเลไปมา แต่ความจริงแล้ว เขาต่างหากล่ะที่เป็นคนโลเลไปมา"
"เหมือนกับหมายเลขศูนย์ในโลกแห่งความเป็นจริงนั่นแหละ เขาเกลียดมนุษย์ แต่ก็มักจะคอยช่วยเหลือมนุษย์อยู่เสมอ"
"จิ๊ๆ เศร้ามากเลยใช่ไหมล่ะ?"
"หมายเลขศูนย์ในโลกแห่งความเป็นจริงหัวดีมากนะ และหมายเลขศูนย์ในโลกใบนี้ก็เหมือนกัน เขาหลอกนาย สำหรับเขาแล้ว นาย... ไม่ใช่แค่คนสำคัญหรอกนะ"
"ตั้งแต่แรกเขาก็ตั้งใจจะหลอกเอาความเชื่อใจจากนาย เข้ามาเป็นเพื่อนกับนาย แล้วก็มาตายด้วยน้ำมือของนาย เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นกุญแจที่จะพานายไปสู่ชั้นที่สามไงล่ะ"
"ส่วนคำพูดที่ออกมาจากใจจริงพวกนั้น ที่อยากจะรั้งให้นายอยู่ที่ชั้นสอง... ทั้งหมดก็เป็นแค่คำโกหกทั้งนั้น ฮ่าๆๆๆๆ... เป็นคำโกหกที่แนบเนียนมาก ขนาดนายที่มีดวงตา ก็ยังมองไม่ออกเลย"
"แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งนะที่เป็นความจริง เขาก็คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและมีความรู้สึกเหมือนกันนั่นแหละ"
"ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงยอมเสียสละตัวเองเพื่อสานต่อความตั้งใจของนาย บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้มาเยือนจากภายนอกอีกคนเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนก็ได้ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาเฝ้ามองดูนายมาตลอดก็ได้"
10 โพดำรู้สึกสนุก แต่ไป๋อู้กลับรู้สึกแย่มาก
"ดูเหมือนไม่ว่าจะเป็นหมายเลขศูนย์ในโลกไหน ก็ดีกับนายเป็นพิเศษทั้งนั้นเลยนะ แต่ก็นะ... นายควรจะเข้าใจถึงความตั้งใจของเขาที่ทำแบบนี้ให้ดีๆ นะ"
10 โพดำเปลี่ยนเรื่องคุย ทำเอาไป๋อู้แปลกใจนิดหน่อย
แต่ไม่นานไป๋อู้ก็เข้าใจ ว่าทำไม "หมายเลขศูนย์" ถึงมีความมุ่งมั่นที่จะทำแบบนี้
"อย่าเป็นคนที่โลเลไปมา บางทีทางเลือกในชั้นที่สาม อาจจะพุ่งเป้าไปที่จิตวิญญาณมากกว่านี้ แต่นายจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างกล้าหาญ ทางเดียวเท่านั้น เดินไปจนกว่าจะตาย"
(จบบท)