- หน้าแรก
- เริ่มต้นฝึกตนไร้พ่ายตั้งแต่สนามสอบเข้ามหาวิทยาลัย
- บทที่ 20: ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
บทที่ 20: ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
บทที่ 20: ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
บทที่ 20: ถูกไล่ออกจากโรงเรียน
หา?
เจียงฟานถึงกับอึ้ง!
ถูกไล่ออก?
"ทำไมล่ะ?"
แม้ว่าเขาจะยังไม่ผ่านการปลุกพลัง แต่ในด้านวิชาการ เขาคือนักเรียนหัวกะทิอันดับหนึ่งของโรงเรียนมัธยมปลายเจียงเฉิงแห่งที่สามเชียวนะ!
เมื่อไม่นานมานี้ เขายังได้รับยาพันธุกรรมระดับหนึ่งเป็นรางวัลจากทางโรงเรียนด้วยซ้ำ เขาคิดหาเหตุผลไม่ออกเลยจริงๆ ว่าทำไมตัวเองถึงต้องถูกไล่ออก!
อาหมิงได้ยินดังนั้นก็มีท่าทีอึกอัก
"คือว่า... เมื่อเช้าวานนี้ฉันไปขอลาหยุดกับหลี่ตงเซิงให้ แต่มันไม่อนุมัติ!"
"ฉันไปตามหานายที่บ้าน แล้วพ่อของนายก็บอกว่า... เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายหายไปไหน!"
"จากนั้น พอเห็นว่านายไม่มาเรียนตลอดสองวันที่ผ่านมา หลี่ตงเซิงก็เลยทำเรื่องว่านายขาดเรียนแล้วก็ไล่นายออกเลย!"
เจียงฟานหรี่ตาลง
"ต่อให้ถือว่าขาดเรียน แต่พวกเขาคงไม่ไล่ฉันออกแค่เพราะหยุดไปสองวันหรอกมั้ง?"
อาหมิงส่ายหน้า
"นั่นแหละที่มันน่าแปลก!"
จู่ๆ เจียงฟานก็เผยรอยยิ้มออกมา
"ไม่เป็นไร อาหมิง นายกลับไปก่อนเถอะ!"
"พรุ่งนี้ฉันจะไปถามที่โรงเรียนเอง!"
"บางทีพวกเขาอาจจะเข้าใจอะไรผิดก็ได้!"
เมื่อเจียงฟานกลับมาถึงบ้านคุณน้า ยังไม่ทันจะก้าวข้ามประตู เขาก็ได้กลิ่นหอมหวนลอยมาแตะจมูก
เขาเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป ก็เห็นว่าบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวร้อนๆ ส่งควันกรุ่น
นอกจากเนื้อสัตว์อสูรตุ๋นหม้อใหญ่แล้ว บนโต๊ะยังมีหมูสามชั้นน้ำแดงและผัดผักอีกหลายอย่าง
"เสี่ยวฟาน รีบมากินข้าวเร็วเข้า!"
ซูชิงหว่านดึงแขนเขาให้มานั่งที่โต๊ะอาหาร
ในตอนนั้น หม่าเจียงกับหม่าหนิงก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ทันทีที่ทรุดตัวลงนั่ง เจียงฟานก็เอ่ยถามขึ้น
"คุณน้า ร่างกายเป็นยังไงบ้างครับ?"
หม่าเจียงโบกมือซ้ายไปมา
"ฉันสบายมาก!"
"ฉันมันพวกหนังเหนียว แผลแค่นี้หายไวอยู่แล้ว อีกอย่างได้ยาดีของโรงพยาบาล ตอนนี้แผลก็เลยไม่มีเลือดซึมแล้ว แถมยังค่อยๆ สมานตัวแล้วด้วย!"
"ดูสิ! ฉันขยับตัวได้แล้วนะ!"
พูดจบเขาก็พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกซูชิงหว่านกดไหล่ให้นั่งลงไปตามเดิม
หม่าเจียงหัวเราะแห้งๆ
"ยังไงซะ ฉันก็ไม่เป็นไรแล้ว!"
"อีกไม่กี่วันก็จะกลับไปทำงานได้แล้วล่ะ!"
จู่ๆ เขาก็หันมาพูดกับเจียงฟานด้วยสีหน้าจริงจัง
"เสี่ยวฟาน!"
"จากนี้ไป หลานมาอยู่ที่นี่เถอะ ไม่ต้องกลับไปที่นั่นแล้ว!"
'ที่นั่น' ที่หม่าเจียงหมายถึง ย่อมหนีไม่พ้นตระกูลเจียง
เจียงฟานยิ้มรับและพยักหน้า
นับตั้งแต่ตอนที่เจียงฟานบาดเจ็บสาหัสและระเห็จออกจากตระกูลเจียงมาในสภาพหมดสติ หม่าเจียงก็ต้องดั้นด้นเดินทางไปล่าสัตว์อสูรที่ภูเขาเฟิ่งหวงข้ามคืน
ต่อมา เมื่อหม่าเจียงได้รับบาดเจ็บสาหัส เจียงฟานก็รีบไปดูอาการเขาเพียงครู่หนึ่ง แล้วก็ออกไปล่าสัตว์อสูรเช่นกัน
ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เจียงฟานและหม่าเจียงได้นั่งคุยกันแบบตัวต่อตัว นับตั้งแต่เจียงฟานออกจากตระกูลเจียงมา
หม่าเจียงกล่าวถึงสิ่งที่เจียงฟานต้องเผชิญด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและห่วงใยเป็นพิเศษ
"คุณน้าไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไม่กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกแล้ว!"
มื้อนี้มีการเตรียมอาหารไว้เยอะมาก
นอกจากหม่าเจียงที่กำลังบาดเจ็บแล้ว ก็ยังมีเจียงฟานกับหม่าหนิงซึ่งเป็นวัยรุ่นกำลังโต ทั้งสามคนล้วนกินจุกันทั้งสิ้น
ซูชิงหว่านจึงต้องหุงข้าวถึงสามหม้อใหญ่ กว่าทุกคนจะกินกันจนอิ่มทัอง
หลังมื้ออาหาร เจียงฟานรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานเต็มเปี่ยมจนรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อแทบจะระเบิดออกมา
หม่าหนิงสังเกตเห็นว่าเจียงฟานกินจุขึ้นมาก จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"พี่คะ ทำไมเดี๋ยวนี้พี่ถึงกินจุยิ่งกว่าฉันอีก?"
หม่าหนิงเป็นเด็กไร้เดียงสาและพูดไปตามประสาเด็ก แต่ในหูของซูชิงหว่าน มันกลับฟังดูไม่ค่อยเข้าทีนัก เธอจึงรีบเอ่ยปรามลูกสาวทันที
"ลูกจะไปรู้อะไร? พี่เขาเป็นผู้ชาย แถมยังอยู่ในวัยกำลังโต การที่เขากินเก่งกว่าลูกมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?"
หม่าหนิงไม่เข้าใจความหมายแฝงของซูชิงหว่าน จึงยังคงถามต่อด้วยความสงสัย
"แต่เมื่อก่อน พี่เขากินไม่เยอะเท่าฉันนี่นา!"
ซูชิงหว่านกำลังจะอ้าปากพูดอีกครั้ง แต่เจียงฟานก็ยิ้มและพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"พักนี้พลังเลือดลมของพี่เพิ่มสูงขึ้นนิดหน่อยน่ะ ความอยากอาหารก็เลยมากขึ้นตามไปด้วย!"
ทันทีที่เจียงฟานพูดจบ ดวงตาของทุกคนในห้องก็ทอประกายขึ้นมาทันที
หม่าเจียงใช้มือซ้ายที่เหลืออยู่ตบโต๊ะฉาดใหญ่
"ดี!"
"พลังเลือดลมเพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องดี!"
"เด็กผู้ชายบางคนอาจจะโตช้าไปบ้าง แต่พอก้าวเข้าสู่ช่วงที่พลังเลือดลมกำลังพัฒนา ความเร็วมันก็พุ่งพรวดเหมือนจรวดเลยล่ะ! น้าว่าเสี่ยวฟานก็คงเป็นประเภทนั้นแหละ!"
พูดจบเขาก็หันไปมองซูชิงหว่าน
"พรุ่งนี้คุณช่วยตุ๋นเนื้อสัตว์อสูรให้เด็กสองคนนี้อีกสักหม้อนะ การกินเนื้อเยอะๆ จะช่วยเพิ่มพลังเลือดลม ช่วงเวลานี้สำคัญมาก พวกเขาต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ!"
"ถ้าพลังเลือดลมของเสี่ยวฟานเพิ่มขึ้น การปลุกพลังครั้งที่สามก็ต้องผ่านฉลุยแน่ๆ ถึงตอนนั้นครอบครัวเราก็จะมีผู้ฝึกยุทธ์ถึงสองคน เผลอๆ พวกเราอาจจะได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองชั้นในและใช้ชีวิตสุขสบายเหมือนพวกผู้ดีเขาก็ได้!"
ซูชิงหว่านกลอกตาใส่เขา
"อย่ามัวแต่คิดจะเกาะใบบุญลูกหลานเลยน่า เป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็ต้องเข้าร่วมกองทัพ ถึงตอนนั้นมันอันตรายจะตายไป เทียบกันแล้ว ฉันขออยู่ที่นี่ โดยที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างปลอดภัยยังจะดีซะกว่า!"
การบาดเจ็บสาหัสของหม่าเจียงในครั้งนี้ ทำให้ซูชิงหว่านขวัญเสียไปไม่น้อยเลยทีเดียว
"ผู้หญิงวิสัยทัศน์คับแคบ!"
"คุณจะไปรู้อะไร?"
"..."
หลังอาหารค่ำ เจียงฟานและหม่าหนิงต่างก็แยกย้ายกลับห้องของตัวเองไปบ่มเพาะพลัง
เจียงฟานนั่งขัดสมาธิ หูแว่วได้ยินเสียงของหม่าเจียงและซูชิงหว่านดังมาจากห้องนั่งเล่นเบาๆ
"แผลของคุณไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ เหรอ? จะกลับไปทำงานอาทิตย์หน้าเนี่ย มันจะส่งผลกระทบอะไรหรือเปล่า? หรือว่าจะพักผ่อนอยู่บ้านต่ออีกสักสองสามวันดี?"
"ฉันไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วง! ตอนนี้มันไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว พักอีกสักอาทิตย์นึงก็พอถมเถ! งานของฉันมันก็สบายๆ แค่เดินตรวจตรารอบๆ ข้างนอก การนอนจับเจ่าอยู่บ้านมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน สู้ออกไปสูดอากาศข้างนอกยังจะดีกว่า!"
"แล้วถ้าคุณกลับไป พวกเขาจะยังรับคุณเข้าทำงานอยู่ไหม?"
"ทำไมจะไม่รับล่ะ? ฉันไม่ได้ไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรซะหน่อย แถมยังสนิทกับหัวหน้าหน่วยของเราด้วย ไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า! คุณอย่าคิดมากไปเลย!"
หลังจากหม่าเจียงพูดจบ เขาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"คราวนี้เสี่ยวฟานต้องบากหน้าไปขอยืมเงินเพื่อนร่วมชั้นมาตั้งเยอะเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลให้ฉัน ฉันต้องรีบกลับไปทำงานแล้วหาเงินมาใช้หนี้ก้อนนี้ให้ได้ จะปล่อยให้หลานต้องรู้สึกลำบากใจไม่ได้เด็ดขาด!"
"แล้วฉันก็เห็นว่าเด็กสองคนนี้กินจุขึ้นมากด้วย หลังจากที่เราใช้หนี้สินและจัดการเรื่องราวของครอบครัวฝั่งพี่ชายเรียบร้อยแล้ว ถ้าสถานการณ์อำนวย เราก็ควรจะซื้อพวกยาบำรุงมาให้เด็กสองคนนี้บ้าง ถึงพวกเราจะไม่มีปัญญาซื้อยาตัวใหม่ล่าสุด แต่เราก็ยังพอซื้อพวกยาตกรุ่นได้ สรุปคือ เราจะปล่อยให้เด็กๆ ด้อยกว่าคนอื่นไม่ได้หรอกนะ!"
ซูชิงหว่านถอนหายใจ
"พรสวรรค์ของเสี่ยวหนิงดีขนาดนี้ เธอผ่านการปลุกพลังมาตั้งนานแล้ว แต่พวกเรากลับไม่มีเงินซื้อยาพันธุกรรมระดับหนึ่งให้ เธอเลยยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ พวกเรานี่เป็นตัวถ่วงลูกจริงๆ!"
"เฮ้อ..."
เจียงฟานขบกรามแน่น!
ความมุ่งมั่นในใจของเขายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น!
ต้องเร่งการบ่มเพาะ! ต้องกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ให้เร็วที่สุด!
หาเงินและช่วยครอบครัวของคุณน้าให้หลุดพ้นจากชีวิตแบบนี้โดยเร็ว!
อ้อ แล้วเขาก็ต้องหาทางเอายาพันธุกรรมระดับหนึ่งมาให้เสี่ยวหนิงสักขวดด้วย!
เมื่อนึกถึงยาพันธุกรรมระดับหนึ่งขวดนั้นที่เขาเคยโยนทิ้งไป เจียงฟานก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาอีกครั้ง!
อย่างไรก็ตาม เขาสะบัดศีรษะ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านในใจออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวบรวมสมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการบ่มเพาะพลัง