- หน้าแรก
- ศัตรูยิ่งมาก ข้ายิ่งแกร่ง
- บทที่ 105 การเผชิญหน้า
บทที่ 105 การเผชิญหน้า
บทที่ 105 การเผชิญหน้า
บทที่ 105 การเผชิญหน้า
"หลี่เจิ้งช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริง ๆ " หลิงอวิ๋นที่แอบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดส่ายหน้าพลางยิ้มออกมา
"แต่หลังจากที่กฎเปลี่ยนไป ข้าควรจะแฝงตัวอยู่ข้างกายหลี่เจิ้งอย่างไรดี? อ้อใช่ แล้วป้ายแขกกิตติมศักดิ์นั่นล่ะ จะส่งมอบให้เขาอย่างไรดี? ช่างเป็นเรื่องที่ปวดหัวจริง ๆ "
หลิงอวิ๋นมองประตูสำนักที่ผู้คนเริ่มบางตา กำลังคิดจะจากไปก่อนแล้วค่อยหาวิธีในภายหลัง
แต่เมื่อหันกายกลับ ก็เห็นอินเจี้ยนเซินพร้อมผู้ติดตามสามคนกำลังเหาะมาจากโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีดุดัน
ไม่คาดคิดว่า ละครฉากนี้ยังไม่จบ
ยังมีภาคต่อ
หลิงอวิ๋นรู้สึกตื่นเต้น จึงหยุดยืนดูเหตุการณ์พร้อมผู้คนอีกครั้ง
อินเจี้ยนเซินเหาะมาหยุดที่หน้าประตูสำนัก ใช้พลังลมปราณขยายเสียงกล่าวอย่างเยียบเย็น "หลี่เจิ้ง เจ้าทำลายโรงเตี๊ยมฉางเล่อของข้าที่เมืองอี้ซาน แล้วยังทำร้ายอาของข้านอกเมืองซาเจียง คอยยั่วยุตระกูลอินของข้าไม่หยุด เราตระกูลอินกับเจ้าแค้นลึกดั่งทะเล ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้ หลี่เจิ้ง ออกมารับความตาย!"
หลี่เจิ้งที่กำลังเล่นกับเสี่ยวคงพร้อมเยี่ยจื่อที่ลานหลัง พลันชะงักกาย มองไปทางประตูสำนักพลางยิ้มกว้าง
"มาแล้ว!"
ความรู้สึกถึงอันตรายส่งสัญญาณเตือนสีเหลืองมาให้เขา
จากเสียงที่ได้ยิน เป็นคนคุ้นเคา ผู้จัดการโรงเตี๊ยมฉางเล่อที่เมืองอี้ซานนามว่าอินเจี้ยนเซิน
ตอนนี้อีกฝ่ายได้ก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือขั้นสี่แล้ว
แม้ขั้นสี่กับขั้นห้าจะต่างกันเพียงขั้นเดียว แต่ก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน
ยิ่งขั้นสูงเท่าไร การสู้ข้ามขั้นก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
การสู้ข้ามขั้นจากหกเป็นห้า กับจากห้าเป็นสี่ มีระดับความยากต่างกันโดยสิ้นเชิง
แม้ตัวเขาจะไม่ได้สวมอุปกรณ์ใด ๆ แต่ความรู้สึกถึงอันตรายกลับให้สัญญาณเตือนแค่สีเหลือง
และครั้งนี้หลี่เจิ้งก็แตกต่างจากครั้งก่อน
คราวนี้ในหม้อกลั่นอสูรของเขาไม่มีเลือดพลังอสูรให้ฟื้นฟูพลังเลือดลมแล้ว
การใช้วิชาลับเผาพลังเลือดจึงถูกจำกัด
หากไม่ถึงคราวคับขัน ก็ไม่ควรใช้
ความเสียเปรียบยิ่งชัดเจน
แต่เขาก็มีไพ่ตายใบใหม่แล้ว
"เสี่ยวคง เล่นพอหรือยัง ไปทำธุระกันเถอะ"
เยี่ยจื่อคิดว่าหลี่เจิ้งอยากจะครอบครองเสี่ยวคงไว้เล่นคนเดียว จึงรีบพูด "ธุระอะไรกัน เจ้าจะไปสู้ก็ไปสิ พาเสี่ยวคงไปทำไม?"
"เสี่ยวคงเป็นสัตว์ศึกของข้า สำหรับข้าแล้ว มันมีไว้เพื่อการต่อสู้"
"สัตว์ศึก? เสี่ยวคงตัวเล็กแค่นี้ จะสู้ได้หรือ?"
หลี่เจิ้งไม่ตอบ เพียงแต่แอบใช้วิชาลับสัตว์ศึก ร่างของเสี่ยวคงค่อย ๆ เปลี่ยนจากรูปธรรมเป็นนามธรรม ร่างใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงเท่าหลี่เจิ้ง แล้วกลายเป็นแสงสีทองหลอมรวมเข้ากับร่างของหลี่เจิ้ง
พลังของหลี่เจิ้งพุ่งสูงขึ้นทันที แทบจะถึงขั้นห้าระดับสูงสุด ห่างจากขั้นสี่เพียงก้าวเดียว
ทั้งยังมีประกายโลหะวาววับบนร่างกาย
หลี่เจิ้งรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากรวมร่าง พบว่าสมรรถภาพและการป้องกันเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ร่างกายเช่นนี้ช่วยเติมเต็มจุดอ่อนด้านพลังที่ขาดไปได้หมดสิ้น
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความรู้สึกถึงอันตรายเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีเขียวทันที
เมื่อได้เห็นกับตา เยี่ยจื่อก็ไม่ขัดขวางหลี่เจิ้งอีก
แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เจิ้งต้องใช้วิชาลับถึงเพียงนี้ ก็แสดงว่าเขาไม่ได้มั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้เต็มร้อย
"เดี๋ยวก่อน นี่ให้เจ้า นี่คือป้ายแขกกิตติมศักดิ์ของสำนักศึกษาชางซาน ข้าลืมให้เจ้าไป หากเขาคิดว่าเขาบู๊ตึ๊งอยู่ไกลจากซาเจียงเกินไป ไม่อาจจัดการตระกูลของพวกเขาได้ ก็ใช้อันนี้ สำนักศึกษาชางซานของพวกเราตั้งมั่นในแคว้นอู๋มานับพันปี มีวิธีจัดการตระกูลใหญ่ประจำเมืองพวกนี้"
แต่โบราณมา เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นย่อมมีอำนาจมากกว่า ป้ายแขกกิตติมศักดิ์ของสำนักศึกษาชางซานนี้ ย่อมมีอำนาจข่มขวัญตระกูลอินแห่งซาเจียงที่ต้องพึ่งพาสำนักศึกษาชางซานได้มากกว่าตำแหน่งศิษย์แท้ของเขาบู๊ตึ๊งเสียอีก
หลี่เจิ้งรับป้ายแขกกิตติมศักดิ์ของสำนักศึกษาชางซานมา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พบว่าสำนักใหญ่ในโลกนี้ดูจะชอบแจกป้ายแขกกิตติมศักดิ์กันนัก รวมป้ายของสำนักศึกษาชางซานอันนี้ เขามีถึงสามอันแล้ว
"ได้ ข้าจะจำไว้"
หลี่เจิ้งกำลังจะไป เยี่ยจื่อก็กั้นเขาไว้อีก พูดอย่างเป็นห่วง "เดี๋ยวก่อน ข้ามีหยกอาคมบ้าง เป็นของที่ผู้อาวุโสไม่วางใจจึงยัดเยียดให้ข้าติดตัวไว้ ตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้ใช้ ให้เจ้ายืมไปก่อนเถอะ"
พูดพลางล้วงหยกอาคมออกมาจากอกเสื้อมากมาย ยัดใส่อกเสื้อหลี่เจิ้งอย่างลวก ๆ ไม่ให้เวลาเขาได้ตอบโต้
หลี่เจิ้งส่ายหน้าอย่างขบขัน หยกอาคมแบบนี้ ในพื้นที่ระบบของเขาก็มีอยู่หลายอัน
เขาเป็นคนรอบคอบ เมื่อถึงเวลาต่อสู้ ย่อมจะสวมใส่ของวิเศษที่สวมใส่ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว
แม้หลี่เจิ้งจะไม่ตั้งใจใช้หยกอาคมของเยี่ยจื่อพวกนี้ แต่ก็ไม่อยากทำลายน้ำใจของนาง
หลี่เจิ้งตบหยกอาคมในอกเสื้อเบา ๆ ยิ้มพลางกล่าว "วางใจเถิด ข้าจะใช้มันให้ดี"
หลี่เจิ้งหันกาย ร่างพลันเคลื่อนไหว ก้าวขึ้นกระบี่บิน กำลังจะบินจากไป เยี่ยจื่อก็กำชับด้วยความกังวล "ระวังตัวด้วย"
"วางใจเถิด ข้าไม่เป็นไรหรอก"
กระบี่บินของหลี่เจิ้งวาบแสง ร่างก็หายไปจากหน้าเยี่ยจื่อ บินไปอยู่ตรงหน้าอินเจี้ยนเซิน
เยี่ยจื่อรีบกระโดดขึ้นหลังคา จ้องมองเงาหลังของหลี่เจิ้งในอากาศอย่างกังวล พนมมือพึมพำไม่หยุด แอบสวดภาวนาอะไรบางอย่าง
"ไพร่พ่ายแพ้ กล้าอวดดีได้อย่างไร?" หลี่เจิ้งบินมาอยู่ตรงหน้าอินเจี้ยนเซิน ตอบกลับเย็นชา
แม้อินเจี้ยนเซินจะรู้ในใจว่าตนเพียงแค่มาทำตามหน้าที่ แต่เมื่อหลี่เจิ้งเอ่ยวาจาดูหมิ่นเช่นนี้ ก็จุดโทสะของเขาขึ้นมาทันที
"บังอาจนัก! เจ้าแค่ขั้นห้าเล็ก ๆ กล้าพูดกับผู้เป็นขั้นสี่เช่นนี้ ช่างหยิ่งผยองไร้ความรู้จริง ๆ !" อินเจี้ยนเซินโกรธจัด ปล่อยพลังขั้นสี่ออกมาเต็มที่ แรงกดดันจากขั้นพลังถาโถมเข้าใส่
หากเป็นคนอื่นคงต้องรู้สึกลำบาก แต่หลี่เจิ้งกลับยิ้ม!
หลังจากรวมร่างกับเสี่ยวคง แรงกดดันจากขั้นพลังเช่นนี้ไม่มีผลกับเขาอีกต่อไป
และที่สำคัญที่สุดคือ เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น
"อินเจี้ยนเซินแห่งตระกูลอินเมืองซาเจียงโกรธที่ได้ยินคำพูดดูหมิ่นของท่าน รางวัล: ตำราวิชา 'ระบำกระบี่ฉางเล่อ'"
'ระบำกระบี่ฉางเล่อ' เป็นวิชาวรยุทธ์เฉพาะของสายอินเจี้ยนเซินที่ใช้ควบคู่กับ 'คัมภีร์กระบี่ฉางเล่อ'
เมื่อได้ทั้ง 'คัมภีร์กระบี่ฉางเล่อ' และ 'ระบำกระบี่ฉางเล่อ' วิชาสืบทอดสองอย่างของอินเจี้ยนเซิน หลี่เจิ้งก็ยิ่งมั่นใจในชัยชนะมากขึ้น
เมื่อได้รางวัลแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพูดมากความอีก
"นั่นเป็นเพราะเจ้าเห็นโลกแคบไป พูดมากไม่มีประโยชน์ รับกระบี่!"
ร่างหลี่เจิ้งวูบหายไป ปรากฏที่ด้านซ้ายของอินเจี้ยนเซิน กระบี่ปรากฏในมือ พลังกระบี่ไหลเข้าสู่กระบี่แห่งความกลมกลืน ฟันใส่หน้าอกของอินเจี้ยนเซิน
อินเจี้ยนเซินถึงขั้นสี่แล้ว สามารถลอยตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งอาวุธประจำกาย
เมื่อเห็นคมกระบี่ฟันมา มือที่จับด้ามกระบี่ก็ชักกระบี่ออกมาโต้กลับในทันที...