เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 70 สามสิบปีที่หายไป

บทที่ 70 สามสิบปีที่หายไป

บทที่ 70 สามสิบปีที่หายไป


"ฉือซ่ง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?" อาจารย์อี้หันกลับมาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

"ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ" ฉือซ่งขยับข้อมือขยับข้อเท้าพลันเอ่ยตอบ

ยามที่ถูกชายหน้ากากผู้นั้นใช้พลังกดทับเอาไว้ เขาซาบซึ้งถึงความรู้สึกที่ร่างกายสูญเสียการควบคุมไปโดยสิ้นเชิง ประหนึ่งว่าแม้กระทั่งกระแสโลหิตก็ยังหยุดไหลเวียน ยามนี้แม้ว่าร่างกายจะกลับมาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ตามปกติแล้ว ทว่ากลิ่นอายรังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ยังคงตกค้างสลักลึกอยู่ในใจ ทำเอาเขาอิ่มไปด้วยความหวาดกลัวไม่หาย

"วันหน้าหากพบเจอเขาอีก จงเพิ่มความระมัดระวังและคอยดูทิศทางลมให้ดี ที่พวกเจ้าเห็นไปเมื่อครู่ หาใช่ร่างจริงของเขาไม่... เป็นเพียงแค่ ‘ภาพวาดเซียนสถิต’  ของเขาเท่านั้น" อาจารย์อี้ลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ คราหนึ่งพลันผ่อนลมหายใจออกมาราวกับยกภูเขาออกจากอก

"ภาพวาดเซียนสถิตงั้นรึ?" นามเรียกขานนี้ช่างดูแปลกประหลาดพิสดารยิ่งนัก ทว่าฉือซ่งก็พอจะคาดเดาความนัยออกได้เล่า ๆ ว่า ชายหน้ากากเมื่อครู่นี้หาใช่กายหยาบเนื้อหนังมังสาไม่

"เอาเป็นว่าวันหน้าวันหลังหากพบเจอเขาอีก ก็จงเพิ่มความระมัดระวังให้จงหนัก ทว่าในมือของเจ้ามีป้ายหยกประจำตัวศิษย์สืบทอดอยู่ หากต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกครา ครานี้จงส่งเสียงเรียกหาอาจารย์ของเจ้าได้โดยตรง"

สิ้นคำกล่าว อาจารย์อี้ก็ไม่ได้พำนักรั้งอยู่ต่อ ทั้งไม่ได้มีเจตนาที่จะเอ่ยปากอธิบายขยายความถึงเบื้องหลังความเป็นมาให้ฉือซ่งฟัง เขาหมุนกายก้าวเดินจากไปในทันที

ทางด้านของฉือซ่งได้แต่ค้อมกายคำนับส่งตามหลังแผ่นหลังของอาจารย์อี้ เพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

เมื่อเรื่องราวความวุ่นวายจบสิ้นลง ฝูงชนรอบข้างที่เคยเงียบกริบต่างก็เริ่มกลับมาส่งเสียงเซ็งแซ่พูดคุยกันอีกครา ยามนี้เองที่จางซูจือพึ่งจะเรียกสติสัมปชัญญะกลับคืนมาได้อย่างแท้จริง

"ข้าว่านะฉือซ่ง... นี่มันเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกันแน่?"

"ตัวข้าเองก็ยังไม่ทราบความกระจ่างชัดเจนเท่าใดนัก ทว่าหากประมวลจากเรื่องราวต่าง ๆ ที่ข้าเคยประสบพบเจอมา เรื่องนี้ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวพันกับท่านพ่อของข้าอย่างแน่นอน" ฉือซ่งเอ่ยอธิบาย ก่อนที่เขาจะหันไปถามจางซูจือด้วยความใคร่รู้

"ซูจือ เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตยามเยาว์วัยของท่านพ่อข้า เจ้ารู้ความมากน้อยเพียงใด?"

"ตัวข้าจะไปรู้ลึกซึ้งมากไปกว่าเจ้าได้อย่างไรกัน? อย่างไรเสียท่านแม่ทัพฉือก็เป็นถึงบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้านะ" จางซูจือถึงกับมึนงงกับคำถามของฉือซ่ง มีที่ไหนกันแล่นมาสอบถามเรื่องราวเบื้องหลังของบิดาตนเองจากปากผู้อื่นเช่นนี้

ฉือซ่งส่ายหน้าเบา ๆ พลันลอบทอดถอนใจยาว เอ่ยว่า

"ข้าหาได้ล่วงรู้เรื่องราวของท่านพ่อมากมายไม่ แม้กระทั่งประสบการณ์ในอดีตของท่าน คนในตระกูลก็ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงให้ข้าฟังเลยแม้แต่ครึ่งคำ คาดว่าคงทำไปเพื่อต้องการปกป้องข้ากระมัง"

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่าเรื่องราวเท่าที่ข้าพอจะสืบทราบมาให้เจ้าฟังก็แล้วกัน" จางซูจือหวนนึกตรึกตรองดูอย่างละเอียด ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น ตัวเขาเองก็ไม่เคยได้ยินบิดาของตนเล่าเรื่องราวในอดีตยามเยาว์วัยให้ฟังตรง ๆ ส่วนใหญ่ล้วนอาศัยฟังมาจากปากคำบอกเล่าของผู้อื่นทั้งสิ้น การที่ฉือซ่งจะไม่ล่วงรู้เรื่องราวของบิดาตนเอง จึงหาใช่เรื่องที่ดูแปลกประหลาดอันใด

"เรื่องเล่าที่ข้าเคยได้ยินมาอาจจะไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอนร้อยส่วน ทว่ามันเป็นเรื่องราวเวอร์ชันที่ผู้คนต่างพากันโจษจันร้องขานกันมากที่สุด เจ้าฟังหูไว้หูเถิด อย่าได้ปักใจเชื่อไปเสียทั้งหมด" จางซูจือเอ่ยเตือน

"อืม"

"ตามตำนานเล่าขานกันว่า ท่านแม่ทัพฉือถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิรบ ยามนั้นใต้หล้าปั่นป่วนวุ่นวาย แคว้นทั้งเจ็ดต่างเปิดศึกช่วงชิงความเป็นใหญ่ไม่เว้นว่าง ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความระส่ำระสายเช่นนั้น ตระกูลฉือทำหน้าที่เป็นกองกำลังรักษาด่านชายแดน ท่านแม่ทัพฉือจึงได้ลืมตาดูโลกขึ้นท่ามกลางสนามเพลาะในค่ายทหาร ในเวลาต่อมา เพื่อต้องการให้ท่านแม่ทัพฉือมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการเติบโต ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าฉือจึงได้ส่งตัวเขาออกไปจากด่านชายแดน ส่วนจะเป็นสถานที่แห่งใดนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่าคาดเดาว่าน่าจะเป็นฝั่งของท่านปราชญ์กงซุน"

"ท่านแม่ทัพฉือฉายแววพรสวรรค์อันน่าแตกตื่นใจมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เพียงมีอายุได้เจ็ดขวบ พลังรังสรรค์แห่งศาสตร์ทั้งหก ของเขาก็สามารถบรรลุถึง ขั้นเปิดปัญญา ได้สำเร็จ ทว่าท่านแม่ทัพฉือกลับเลือกเดินบนเส้นทางที่ยากลำบากและขรุขระที่สุด นั่นคือ ‘มรรคาแห่งกวีอักษร’ จนกระทั่งเมื่ออายุได้เก้าขวบ เขาก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์สำเร็จขั้นภูมิด้วยการอาศัยบทกวีหนุนน้ำหมึกศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นยอดอัจฉริยะที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ หลังจากนั้น ชีวิตของท่านแม่ทัพฉือก็ประหนึ่งวิหคที่หลุดรอดออกจากกรงขัง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาอย่างไม่มีสิ่งใดฉุดรั้ง เพียงอายุได้สิบห้าปี เขาก็สามารถบรรลุเข้าสู่ ขั้นซิ่วฉ่าย ได้สำเร็จ ทว่าในยามที่เขาเตรียมตัวจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบนั่นเอง... เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น"

"ด่านชายแดนถูกตีแตก ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าฉือพลีชีพในหน้าที่สะท้านสนามรบ สุดท้ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพพันธมิตรจากสามแคว้นใหญ่อย่าง จ้าว, ฉู่ และเว่ย แคว้นเหลียงของเราจึงทำได้เพียงตัดใจยกดินแดนบางส่วนเพื่อขอเปิดเจรจาสงบศึก และนับตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา... ท่านแม่ทัพฉือก็พลันหายสาบสูญไป"

"หายสาบสูญไปงั้นรึ?" ฉือซ่งเอ่ยถามด้วยความฉงน

"ถูกแล้ว กว่าที่ท่านแม่ทัพฉือจะปรากฏตัวขึ้นบนแผ่นดินแคว้นเหลียงอีกครา เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปถึงสามสิบปีเต็ม! ในยามนั้นเปลวไฟแห่งสงครามได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง แคว้นใหญ่อีกหกแคว้นไม่รู้ด้วยเหตุกลใดถึงได้จับมือร่วมใจกันยกทัพมาบดขยี้แคว้นเหลียง ในมหาศึกครานั้น หกแคว้นใหญ่ได้ระดมพล ขั้นนักบุญ ถึงสี่พันคน และ ขั้นยอดบัณฑิต อีกสองคน มุ่งหน้ามากดดันจนแคว้นเหลียงตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตใกล้ล่มสลาย ยามนั้นยอดคนของแคว้นเหลียงที่พอจะจัดทัพออกไปต่อกรได้ มีขั้นนักบุญเพียงหนึ่งพันคนเท่านั้น และในนาทีวิกฤตนั้นเอง ที่ท่านแม่ทัพฉือได้ปรากฏตัวขึ้นกลางสมรภูมิรบ"

เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ แววตาของจางซูจือก็เปี่ยมล้นไปด้วยกระแสความเลื่อมใสศรัทธาอย่างถึงที่สุด

"ยามนั้น แคว้นเหลียงเปรียบเสมือนตะเกียงที่ขาดน้ำมันและพร้อมจะดับลงท่ามกลางพายุฝน ทว่าทันทีที่ท่านแม่ทัพฉือปรากฏตัวขึ้น กระแสของสมรภูมิรบก็พลิกผันไปในพริบตา ยอดคนขั้นนักบุญสี่พันคน พร้อมด้วยยอดบัณฑิตอีกสองคนที่ได้รับการยอมรับจากมหาปราชญ์... ล้วนถูกท่านแม่ทัพฉือลงมือสังหารล้างบางจนสิ้นซากด้วยตัวคนเดียว! แว่วยินว่ามหาศึกในวันนั้น ฟ้าดินถึงกับถล่มทลาย ขุนเขาและแม่น้ำแปรเปลี่ยนสีสันไปสิ้น"

กล่าวมาถึงตอนนี้ จางซูจือตื่นเต้นละคนเลื่อมใสจนถึงกับผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าอิ่มไปด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างปิดไม่มิด

ฉือซ่งเองก็ถูกกระแสอารมณ์ของอีกฝ่ายชักนำจนพลอยเกิดความรู้สึกร่วม ภายในจิตใจของเขาบังเกิดความเคารพยำเกรงและความเลื่อมใสต่อท่านพ่อผู้มีท่วงท่าสุภาพเรียบร้อยปานบัณฑิตผู้นั้นขึ้นมาอย่างท่วมท้น

"เกิดสิ่งใดขึ้นภายในสมรภูมิรบครั้งนั้นกันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความจริง ทว่าหลังจากมหาศึกครานั้นจบลง หกแคว้นใหญ่ต่างก็สูญเสียไอพลังชีวิตและพลังขับเคลื่อนไปจนสิ้น ชื่อเสียงนามกรของท่านแม่ทัพฉือสั่นสะท้านไปทั่วทั้งใต้หล้า ทุกคนต่างประจักษ์แจ้งแก่ใจดีว่า ตราบใดที่ยังมีท่านแม่ทัพฉือหยัดยืนอยู่ แคว้นเหลียงย่อมไม่มีวันล่มสลาย! ในทางกลับกัน หกแคว้นใหญ่ต่างก็เคียดแค้นชิงชังท่านแม่ทัพฉือเข้ากระดูกดำ เพราะยามใดที่ท่านแม่ทัพฉือลงมือ... ฝั่งตรงข้ามย่อมไม่มีวันเหลือรอดชีวิตกลับไปได้แม้แต่คนเดียว สมญานาม ‘แม่ทัพมนุษย์ฆาต’ (ผู้ฆ่าล้างบาง) จึงได้เริ่มถูกผู้คนขนานนามและกล่าวขานสืบต่อกันมาตั้งแต่นั้น"

"เรื่องราวหลังจากนั้น ตัวข้าก็ไม่ได้ล่วงรู้รายละเอียดมากเท่าใดนัก ทราบเพียงแค่ว่าท่านแม่ทัพฉือมีความสัมพันธ์และไปมาหาสู่กับห้าสำนักศึกษาใหญ่ ทั้งยังเคยเปิดฉากสร้างเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาคราหนึ่ง ทว่ากระแสข่าวลือและข้อพิพาทในตอนนั้นคล้ายจะถูกกองกำลังลึกลับบางกลุ่มเข้าควบคุมบิดเบือน ทำให้ไม่ได้แพร่กระจายออกมาสู่ภายนอก ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดเรื่องราวใดขึ้นกันแน่"

จางซูจือบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดเท่าที่ตนเองสืบทราบให้ฉือซ่งฟังจนหมดสิ้น เหตุผลที่ตัวเขาซึ่งเป็นเพียงคนรุ่นเยาว์ล่วงรู้เรื่องราวลึกลับซับซ้อนเหล่านี้มากมายปานนี้ หาใช่เพราะเขาเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางอันใด ทว่าสืบเนื่องมาจากหลังจากที่เขาเคยก่อเรื่องล่วงเกินฉือซ่งไปคราก่อน ท่านปู่ของเขาอย่างท่านอัครมหาเสนาบดีจางเป็นผู้บอกเล่าเรื่องนี้ด้วยตนเอง และนั่นก็เป็นหนแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นท่านปู่ผู้มีเมตตาหน้าตาใจดีตบะแตกเกรี้ยวกราดถึงเพียงนั้น ถึงกับสั่งลงโทษให้เขาไปนั่งคุกเข่าสำนึกตนในศาลบรรพชนอยู่หนึ่งวันเต็ม ๆ เหตุนี้เองเขาจึงได้จดจำรายละเอียดทุกถ้อยคำได้อย่างแม่นยำขึ้นใจ

‘ดูท่า... ปมปัญหาสำคัญคงจะอยู่ที่ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ท่านพ่อหายสาบสูญไป ในตอนนั้น ท่านพ่อน่าจะเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนที่สำนักศึกษาขงเซิ่ง และคงเกิดเรื่องราวพลิกผันขึ้นมากมาย ช่วงเวลาสามสิบปีที่หายไปนี้ต่างหาก... ที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาถูกตราหน้าว่าเป็น "คนบาป" จากปากของคนพวกนั้น’ ฉือซ่งลอบขบคิดและวิเคราะห์อยู่ในใจ

"ซูจือ ขอบคุณเจ้ามากนะ" ฉือซ่งเอ่ยปากกล่าวขอบคุณจางซูจือจากใจจริง หากไม่ได้อีกฝ่ายช่วยบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟัง เกรงว่าตัวเขาคงต้องเสียเวลาอีกนานโขในการออกไปสืบเสาะค้นหาข้อมูลเบื้องหลัง

"ฉือซ่ง เจ้าทำสิ่งใดของเจ้าน่ะ? ข้ายังไม่ได้ลงแรงทำสิ่งใดให้เจ้าเลยสักนิด" จางซูจือถูกคำขอบคุณอันกระทันหันของฉือซ่งทำเอาทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

"เจ้าช่วยให้ข้าได้เข้าใจในหลาย ๆ เรื่องราวที่เคยค้างคาใจ สมควรรับคำขอบคุณแล้ว" ฉือซ่งเอ่ยปาก "ดูท่าสิ่งที่ท่านพ่อของข้าเคยกระทำไว้ในอดีต ย่อมต้องไปสร้างศัตรูเอาไว้มากมายจริง ๆ ในเมื่อยามนี้คนพวกนั้นเลือกที่จะพุ่งเป้าแล่นมาหาเรื่องข้า เช่นนั้นก็ย่อมได้... ข้าพร้อมจะน้อมรับมันไว้ทั้งหมด ข้าจะทำให้คนพวกนั้นได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า พวกมันไม่เพียงแต่จะไม่มีปัญญาเอาชนะเตี่ยของข้าได้ แม้กระทั่งลูกชายของเตี่ยอย่างข้า... พวกมันก็ไม่มีวันเอาชนะได้เช่นกัน!"

"เอ๋?" จางซูจือฟังถ้อยคำของฉือซ่งแล้วถึงกับยืนอึ้งทึ่มทื่อไปทันที เขาแทบจะไม่เข้าใจความนัยลึกซึ้งที่ฉือซ่งต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย ทว่าคำประกาศกร้าวของฉือซ่งช่างเปี่ยมไปด้วยความโอหังอวดดีและห้าวหาญยิ่งนัก แต่นั่นก็นับว่าสอดคล้องกับอุปนิสัยใจคอของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย

"ต้องขออภัยเจ้าด้วยจริง ๆ ที่พลอยทำให้เจ้าต้องมาติดร่างแหเผชิญความยุ่งยากไปด้วยในครานี้" ฉือซ่งเอ่ยขออภัย

"เรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อยน่า" จางซูจือไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจอันใด ตัวเขาเองก็หาใช่คนขี้ขลาดตาขาวที่ไม่เคยพบเจอโลกกว้างขวาง ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเพียงเท่านี้ เขายังคงพอมีติดตัวอยู่บ้าง

หลังจากที่คนทั้งสองร่วมรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จสิ้น ฉือซ่งก็เอ่ยปากร่ำลาจางซูจือ ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพำนักของตนเอง

ทว่าทันทีที่ฉือซ่งผลักบานประตูเปิดก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในห้องพัก เขาก็ต้องพบว่า... ท่านอาจารย์ของตนอย่างหนิงผิงอัน ยามนี้ได้มานั่งรอท่าอยู่ภายในห้องเรียบร้อยแล้ว

"กลับมาแล้วรึ? วันนี้ไม่ได้ถูกเหยียนเหวินลงมือทำร้ายจนบาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่?"

……

จบบทที่ บทที่ 70 สามสิบปีที่หายไป

คัดลอกลิงก์แล้ว