- หน้าแรก
- ซุ่มฝึกตนในวังหลวงยี่สิบปี เริ่มต้นมาก็กลายเป็นเซียนปฐพี
- บทที่ 1 องค์ชายห้าลู่เฉิน
บทที่ 1 องค์ชายห้าลู่เฉิน
บทที่ 1 องค์ชายห้าลู่เฉิน
บทที่ 1 องค์ชายห้าลู่เฉิน
ดินแดนแห่งแคว้นเยี่ยน เต็มไปด้วยเทือกเขาสูงตระหง่านและหน้าผาสูงชัน
ยอดเขานับพันตั้งตระหง่านดุจทวนง้าวเรียงราย หน้าผานับหมื่นทอดตัวราวกับฉากกั้นที่กางออก
ยามต้นฤดูสารท หยาดน้ำค้างหนาแน่นพอจะทำให้เสื้อผ้าเปียกชุ่ม
ป่าเฟิงเงียบสงบ ลำธารไร้สุ้มเสียง ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี สายฝนโปรยปรายอย่างอ่อนโยน นำพาความหนาวเหน็บสายหนึ่งซึมซาบเข้ามา
ภายใต้ม่านฝนที่พร่างพรม
ภายในเมืองหลวงต้าอวี่ กองกำลังทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีดำทะยานฝ่าสายฝน ทะลายความสงบเงียบของต้นฤดูสารท มุ่งหน้าไปยังพระราชวังอย่างรวดเร็ว
"ตามมาให้ทัน!"
"เร็วเข้า!"
ทหารยามที่เฝ้าระวังอย่างแน่นหนาด้านนอกพระราชวังสังเกตเห็นกลุ่มองครักษ์เกราะดำแต่ไกล จึงได้เข้ามาขวางเอาไว้
"หยุด! ที่นี่คือเขตหวงห้ามของพระราชวัง ผู้ที่เข้ามาจงหยุดอยู่กับที่!"
"พวกเราคือองครักษ์ขนนกทมิฬจากเมืองเฟิงโจว ครั้งนี้ได้รับคำสั่งให้คุ้มกันผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของสำนักกระบี่ไร้ธุลี พร้อมด้วยสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับคนในสำนัก มาเข้าเฝ้าเฉินอ๋อง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาอันเฉียบคมของหัวหน้าทหารยามก็กวาดมองกลุ่มองครักษ์ขนนกทมิฬทันที
ในที่สุดสายตาก็หยุดลงที่ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีสีหน้าเหม่อลอยราวกับซากศพเดินได้ สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นที่เปื้อนไปด้วยคราบเลือด
"สำนักกระบี่ไร้ธุลีถูกกวาดล้างงั้นรึ?"
"ขอรับ นี่คือป้ายยืนยันตัวตนของข้า"
หัวหน้าองครักษ์ขนนกทมิฬแสดงป้ายคำสั่งและจดหมายรายงานจากเมืองเฟิงโจว
ทหารยามพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปรายงานเทียนเจี้ยนอ๋อง"
พูดจบ ทหารยามก็รีบเดินเข้าไปภายในพระราชวัง
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงหน้าตำหนักที่มีชื่อว่าเจิ้งเซวียน
"ทูลเฉินอ๋อง!"
"องครักษ์ขนนกทมิฬจากเมืองเฟิงโจวขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
ตึก... ตึก... ตึก...
ร่างในชุดสีฟ้าพร้อมกลิ่นหอมหวนเดินตามเสียงนั้นมา
นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าคราม มุ่นมวยผมแบบหญิงสาวที่ดูสง่างามทว่าแฝงไปด้วยความสดใส มีปอยผมปรกระย้าลงมาเหนือคิ้วโก่งดั่งจันทร์เสี้ยว ขับเน้นดวงตากลมโตสุกสกใส
รูปร่างหน้าตาของนางงดงามเปล่งปลั่ง มีความงามที่หาตัวจับยาก ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ของราชวงศ์ที่ได้รับมาจากการติดตามรับใช้องค์ชายมาหลายปี
ผู้ที่มาคือสาวใช้ส่วนตัวที่เติบโตมาพร้อมกับเฉินอ๋อง นามว่า หลานอวิ๋น
"แม่นาง"
ทหารยามค้อมตัวลง มอบจดหมายรายงานให้หลานอวิ๋นอย่างนอบน้อม
หลานอวิ๋นรับจดหมายมาอ่านอย่างละเอียดครู่หนึ่ง สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หากนางจำไม่ผิด เมื่อครึ่งปีก่อน สำนักกระบี่ไร้ธุลีเพิ่งจะเข้าร่วมกับฝ่ายของเฉินอ๋องผ่านเส้นสายของสำนักลั่วเสีย
"...เจ้าพาพวกเขารอที่โถงด้านหน้าก่อน ข้าจะไปขอคำชี้แนะจากท่านอ๋อง"
"ขอรับ!"
หลานอวิ๋นก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเข้าไปในตำหนักส่วนใน มองเห็นร่างนั้นแต่ไกล ร่างที่โดดเดี่ยวและเย่อหยิ่งดุจสายลมบนสรวงสวรรค์ ทว่ากลับสงบนิ่งดั่งต้นสนโบราณ
เขายังคงนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว อ่านตำราโบราณในมืออย่างเงียบๆ
หากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายใดๆ เขาคงจะนั่งเช่นนี้ไปอีกทั้งวัน
เจ้านายของนางผู้นี้มักจะแตกต่างจากองค์ชายพระองค์อื่นเสมอ
เขาไม่ได้เหมือนองค์ชายสามที่ชอบรับสมัครผู้ติดตามและผูกมิตรกับเหล่าจอมยุทธ์ เพื่อขยายเครือข่ายและอิทธิพล
ไม่เหมือนองค์ชายรองที่ลุ่มหลงในสุรานารี เพลิดเพลินกับความมึนเมาและความหรูหราฟุ่มเฟือย
และไม่ได้เหมือนองค์ชายหกที่โปรดปรานการวางแผนและคำนวณในทุกสิ่ง เผยความเฉียบขาดออกมาอย่างเต็มที่...
เขามักจะอยู่เพียงลำพัง ทำสิ่งที่ตนเองชอบอย่างเงียบๆ เสมอ
เมื่อเทียบกับองค์ชายพระองค์อื่น เจ้านายของนางคนนี้ช่างเงียบขรึมเกินไป หรืออาจจะดูเป็นผู้ใหญ่เกินไป... ราวกับผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมเสียเวลาใส่ใจกับพวกเด็กๆ
และเขาไม่มีงานอดิเรกอื่นใด นอกเหนือจากความหลงใหลในวรยุทธ์และตำรา
เพียงแค่มีตำราโบราณหนึ่งเล่ม ชาใสหนึ่งกา และขนมหนึ่งจาน เขาก็สามารถนั่งอยู่ได้ทั้งวัน
เป็นเช่นนี้มาทุกปี
บางครั้งหลานอวิ๋นถึงกับสงสัยว่าตัวเองเป็นคนหัวโบราณและน่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า จึงทำให้เจ้านายของนางได้รับอิทธิพลจนกลายเป็นคนแบบนี้ไปด้วย
แต่เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่เหตุผล นิสัยรักสันโดษขององค์ชายห้าลู่เฉินดูเหมือนจะมีมาแต่กำเนิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่นอายของปรมาจารย์ที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกปี
หลานอวิ๋นก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าองค์ชายห้าในวัยเพียงยี่สิบชันษา จะไปเหมือนกับพวกปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักวัยเจ็ดแปดสิบ ที่มักจะแผ่กลิ่นอายของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดจนอ้างว้างเดียวดายได้อย่างไร
เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาก็ดูราวกับหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ กลายเป็นเซียนจันทราที่ก้าวเข้าสู่สวรรค์ชั้นเก้า แฝงไว้ด้วยความรู้สึกห่างเหินโดยธรรมชาติ
หลานอวิ๋นไม่อยากเข้าไปรบกวนเขา แต่เรื่องของสำนักกระบี่ไร้ธุลีอาจเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ได้
หากมองในแง่ดี อาจเป็นเพียงผลพวงจากความขัดแย้งระหว่างสำนักในยุทธภพ
หากมองในแง่ร้าย... นี่อาจเป็นการประกาศสงครามจากกองกำลังอื่นที่ต้องการพุ่งเป้ามาที่เทียนเจี้ยนอ๋องของพวกเขาก็เป็นได้!
หลานอวิ๋นรู้สึกว่านางอาจจะตีตนไปก่อนไข้ หรือหวาดระแวงมากเกินไป
แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทียนเจี้ยนอ๋อง นางก็ไม่เคยรังเกียจที่จะต้องระแวดระวังให้มากขึ้น
"ท่านอ๋อง องครักษ์ขนนกทมิฬจากเมืองเฟิงโจวได้รับคำสั่งให้นำตัวผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของสำนักกระบี่ไร้ธุลี พร้อมทั้งสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับคนของสำนักที่สละชีพ มาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
ท้ายที่สุด เพราะเกรงว่าเจ้านายของนางซึ่งมักจะไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้ อาจจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสำนักกระบี่ไร้ธุลีกับฝ่ายของเฉินอ๋อง นางจึงกล่าวเสริมว่า
"สำนักกระบี่ไร้ธุลีเข้าร่วมกับฝ่ายเฉินอ๋องของเราเมื่อครึ่งปีก่อน โดยมีสำนักลั่วเสียเป็นผู้ชักนำพ่ะย่ะค่ะ"
"แม้ว่าจะเป็นเพียงขุมกำลังระดับสาม แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ส่งเครื่องบรรณาการมาให้เราหลายครั้ง เจตนาชัดเจนและมีความจงรักภักดีที่น่าชื่นชมพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายห้าลู่เฉินในศาลาริมสระบัวพลิกหน้ากระดาษของตำราโบราณในมือ เสียงอันเย็นชาและคมชัดของเขาก็ดังเข้าหูหลานอวิ๋น
"ฝีมือใคร?"
"อ้างอิงจากจดหมายรายงานของเมืองเฟิงโจว คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของลัทธิไท่ผิงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ"
"คาดว่า?"
"พ่ะย่ะค่ะ มีบางจุดที่น่าสงสัย"
"พาพวกเขาเข้ามา"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อได้รับคำสั่งจากลู่เฉิน กลุ่มองครักษ์ขนนกทมิฬจึงเข้ามาในตำหนักเจิ้งเซวียน
"ขุนพลน้อยขอถวายบังคมเฉินอ๋อง! ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
"ตามสบายเถอะ"
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!"
หลังจากทำความเคารพเสร็จสิ้น หัวหน้าองครักษ์ขนนกทมิฬก็เงยหน้าขึ้น นับเป็นความโชคดีที่ได้เห็นใบหน้าของเฉินอ๋อง ราชนิกุลที่ลึกลับที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหลาย
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจดราวกับหยกสลัก ปิ่นมังกรหยกประดับเรือนผมสีดำขลับที่ทิ้งตัวสยายลงบนบ่าและแผ่กว้างบนแผงอกกว้าง ขับเน้นรูปร่างสูงโปร่งและแข็งแกร่งของเขาให้ดูสมบูรณ์แบบ
คิ้วโก่งดั่งจันทร์เสี้ยวดูสง่างามและเยือกเย็น นัยน์ตาลึกล้ำดุจดวงดาราเปล่งประกายคมปลาบราวกับดาวตก เข้ากันได้ดีกับชุดคลุมลายงูเหลือมสีดำสนิทขลิบขอบและลวดลายเมฆเพลิง ยิ่งขับเน้นความสง่างามสูงศักดิ์ของสายเลือดกษัตริย์
องค์ชายห้าลู่เฉินนั้นตรงกับภาพจำของหัวหน้าองครักษ์ขนนกทมิฬที่ว่า สายเลือดราชวงศ์มักจะมีแต่บุรุษรูปงามและสตรีที่งดงามอย่างไร้ที่ติ
แต่สิ่งที่ต่างไปจากภาพจำนั้นคือ นอกเหนือจากความสูงศักดิ์ขององค์ชายแล้ว องค์ชายห้าผู้นี้ช่างเยือกเย็นและห่างเหินเกินไปจริงๆ
ความเยือกเย็นนี้ไม่ใช่การเข้าถึงยาก และไม่ใช่ความเมินเฉย แต่มันคือความรู้สึกห่างเหินที่เขาเองก็ยากจะทำความเข้าใจ!
ราวกับ... จอมยุทธ์ขั้นหลอมรวมร่างกายที่ไม่สามารถทำความเข้าใจปรมาจารย์วรยุทธ์ขั้นแก่นทองคำได้
ขณะที่หัวหน้าองครักษ์ขนนกทมิฬกำลังคิดเช่นนี้ เขาก็เห็นสายตาขององค์ชายห้าที่เย็นชาดุจดวงดารา จับจ้องไปยังผู้รอดชีวิตของสำนักกระบี่ที่มีสีหน้าเหม่อลอยมาตั้งแต่ต้น
เขาจึงอธิบายขึ้นว่า
"ทูลท่านอ๋อง นี่คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของสำนักกระบี่ไร้ธุลีพ่ะย่ะค่ะ"
"ตอนที่เราพบเขา เขาซ่อนตัวอยู่ในศาลบรรพชนของสำนักกระบี่ และเอาแต่พึมพำว่า... มีสิ่งไม่สะอาดอยู่ในสำนักกระบี่!"
"สิ่งไม่สะอาด?"
สายตาของหลานอวิ๋นเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
ด้วยอานิสงส์จากงานอดิเรกขององค์ชายห้าลู่เฉิน ในฐานะสาวใช้คนสนิท บางครั้งหลานอวิ๋นก็มักจะอ่านตำราโบราณพื้นบ้านที่ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใดบ้าง
ในบรรดาตำราเหล่านั้น มีบันทึกพื้นบ้านเกี่ยวกับ 'สิ่งไม่สะอาด' อยู่ด้วย
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เกี่ยวกับเรื่องราวแปลกประหลาดและเหนือธรรมชาติเหล่านั้น มักจะมีกฎเกณฑ์ร่วมกันอยู่ข้อหนึ่ง
"หากสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริง เขาไม่ใช่ปรมาจารย์วรยุทธ์ที่บรรลุถึงขั้นพลังแห่งการสรรค์สร้าง แล้วเขาจะมองเห็นมันได้อย่างไร?"
"พ่ะย่ะค่ะ ดังนั้นขุนพลน้อยจึงสงสัยว่าการสังหารหมู่ของลัทธิไท่ผิงอาจจะไปกระตุ้นเขา ทำให้เขาเกิดภาพหลอนบางอย่าง..."
"..."
หัวหน้าองครักษ์ขนนกทมิฬกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่สำนักกระบี่ไร้ธุลี
ทว่าลู่เฉินกลับมองผู้รอดชีวิตที่มีใบหน้าไร้ความรู้สึกอย่างสงบนิ่ง
จนกระทั่งเสียงกระซิบอันมืดมิดดังก้องขึ้นในหูของลู่เฉิน
"เจ้า... มองเห็นข้างั้นหรือ?"
เมื่อนั้นเขาจึงหยิบถ้วยชาใสขึ้นมาจิบช้าๆ
เรื่องเล่าที่หลานอวิ๋นอ่านส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องราวแปลกประหลาดในหมู่ชาวบ้าน
แต่มีจุดหนึ่งที่บันทึกเหล่านั้นกล่าวถูกต้อง...
ปรมาจารย์วรยุทธ์สามารถมองเห็นบางสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็นได้จริงๆ!