เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย

ตอนที่ 1 ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย

ตอนที่ 1 ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย


ตอนที่ 1 ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย

เมือง A

ต้นเดือนเมษายน ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก

ภายในป่าลึกอันเงียบสงบ กลิ่นสีทาบ้านฉุนกึกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

"โจวเหยา เธอเหมือนจะไม่หายใจแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ" น้ำเสียงสั่นเครือของหญิงสาวแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าโจวเหยาถลึงตาใส่คนพูดด้วยความไม่พอใจ "ก็แค่อีใบ้คนหนึ่ง มีอะไรให้น่ากลัวนักหนา"

"แต่ว่า..."

ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ หญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งซ้ายมือของโจวเหยาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรังเกียจ "จ้าวเสี่ยวซิ่ว ถ้าเธอปอดแหกนักก็ไสหัวไปซะ อย่ามาทำตัวยืดยาดเกะกะพวกเราแถวนี้"

ทั้งสามคนมัวแต่ยืนคุยกัน โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าร่างบนพื้นขยับตัวเล็กน้อย

ปวดเมื่อยไปทั้งตัว นั่นคือความรู้สึกแรกของกู้ชิงหนิงหลังจากได้สติ

เปลือกตาที่ปิดสนิทเบิกโพลงขึ้น แสงสว่างจ้ากระทบเข้ากับนัยน์ตา สะท้อนประกายแสงอันเยือกเย็นออกมา

ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นฉุนก็ลอยเตะจมูก นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

'ประสาทรับกลิ่น? เธอรับรู้ถึงกลิ่นได้แล้วงั้นเหรอ?'

กู้ชิงหนิงชะงักงัน ภายในใจเกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง

ทว่า ยังไม่ทันที่เธอจะเรียบเรียงความคิดให้เข้าที่ จิตสังหารขุมหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามา

"กู้ชิงหนิง คิดจะแกล้งตายต่อหน้าฉัน เธอยังอ่อนหัดไปหน่อยนะ" เสียงแหลมปรี๊ดดังขึ้นอย่างมาดร้าย

โจวเหยาเอื้อมมือไปหาร่างบนพื้น นิ้วมือทั้งห้าที่ทาสีเล็บสีแดงเล็งเป้าหมายไปที่เส้นผมอันยุ่งเหยิงของเด็กสาว

แต่ใครจะคาดคิดล่ะว่า ยังไม่ทันได้แตะต้องเส้นผมแม้แต่เส้นเดียว มือของเธอกลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

โจวเหยาชะงักกึก สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอเองก็ถึงกับหน้าเหวอ

ร่างของเด็กสาวที่นอนขดตัวอยู่กลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบ จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ แล้วค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟางอีอีก็แค่นหัวเราะเยาะ "ฉันบอกแล้วไง ยัยนี่ไม่ตายง่ายๆ หรอก"

กู้ชิงหนิงเมินเฉยต่อคำเยาะเย้ยของพวกเธอ เธอก้มหน้าลง นัยน์ตาสะท้อนภาพสภาพอันดูไม่จืดของตัวเอง

เธอสะบัดมือไปมา คราบสีทาบ้านที่ผสมกับเศษดินทรายสาดกระเซ็นออกไป

'เป็นสัมผัสที่แท้จริง! เธอไม่ใช่เศษเสี้ยววิญญาณอีกต่อไปแล้ว'

"หึหึ"

เธอไม่เพียงแต่ไม่โกรธ กลับส่งเสียงหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นช่างเย็นชาและแฝงไปด้วยความรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

เธอยังจะหัวเราะออกมาได้อีกเหรอ? จ้าวเสี่ยวซิ่วมีสีหน้าประหลาดใจ สายตาจ้องมองเธออย่างแปลกๆ "กู้ชิงหนิง ยัยนั่น... บ้าไปแล้วหรือเปล่า?"

"จะบ้าจริงหรือบ้าปลอม ลองดูเดี๋ยวก็รู้" โจวเหยาแค่นเสียงเย็นชา แล้วก้าวฉับๆ เข้าไปหากู้ชิงหนิง

จิตสังหารนั่นมาอีกแล้ว

กู้ชิงหนิงเลิกเปลือกตาขึ้น ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดินจนมองไม่เห็นสีหน้า

ริมฝีปากสีซีดเซียวของเธอขยับเล็กน้อย "พวกเธอ รนหาที่ตาย"

เสียงที่ทั้งเย็นชาและแหบพร่าดังขึ้น ไม่ดังและไม่เบาจนเกินไป แต่มันกลับทำให้โจวเหยาต้องหยุดฝีเท้าลง

เธอเบิกตากว้าง สีหน้าดูไม่ได้ "นี่เธอ กู้ชิงหนิง เธอพูดได้ยังไง?"

ทั่วทั้งโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งแห่งเมือง A มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่านักเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่อย่างกู้ชิงหนิงเป็นใบ้ ตั้งแต่เธอเข้ามาเรียนก็ไม่เคยมีใครเห็นเธอพูดเลยสักครั้ง ปกติก็ใช้ภาษามือสื่อสารไปวันๆ

"เธอไม่ได้เป็นใบ้ เธอแกล้งทำเหรอ!" เธอแผดเสียงดังลั่น สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยว "เธอหลอกพวกเรางั้นเหรอ!"

กู้ชิงหนิงปรายตามองเธอ แล้วพ่นคำพูดออกมาอย่างสงวนถ้อยคำ "หนวกหู"

สิ้นเสียง

แผ่นหลังของโจวเหยาก็เย็นวาบ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ลำคอก็ถูกพละกำลังอันแข็งแกร่งบีบรัดเอาไว้กะทันหัน

"กู้..." เธอมีสีหน้าหวาดผวา เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับอันเยือกเย็น เสียงที่แตกพร่าก็จุกอยู่ที่ลำคอ

ในขณะเดียวกัน กู้ชิงหนิงก็กระชากคอเสื้อของเธอขึ้นมา แล้วเหวี่ยงโจวเหยาลอยกระเด็นออกไปราวกับโยนผ้าขี้ริ้วทิ้ง

ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย

เมื่อเห็นฉากนี้ ฟางอีอีและจ้าวเสี่ยวซิ่วก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ความหวาดกลัวฉายชัดอยู่ในแววตา

คนๆ นั้นคือกู้ชิงหนิงที่พวกเธอรู้จักจริงๆ งั้นเหรอ?

"ปัง—"

โจวเหยาถูกเหวี่ยงออกไประยะหนึ่ง ร่างของเธอกระแทกพื้นอย่างแรง และสลบเหมือดไปในทันทีโดยไม่ทันได้ร้องโอดครวญเสียด้วยซ้ำ

รอบด้านเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก

จู่ๆ สายตาอันเยียบเย็นก็ตวัดมองมา

ฟางอีอีและจ้าวเสี่ยวซิ่วหันขวับไปพร้อมกัน เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ลมหายใจของพวกเธอก็สะดุดกึก

ในขณะที่พวกเธอกำลังคิดว่าตัวเองคงต้องโดนซ้อมแน่ๆ เด็กสาวตรงหน้ากลับหันหลังวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึกอย่างกะทันหัน

ฝีเท้าของเธอรวดเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาก็ไร้ร่องรอย

จ้าวเสี่ยวซิ่วมองฟางอีอีด้วยสายตาเหม่อลอย "นี่ ทำไมเธอถึงวิ่งหนีไปล่ะ?"

เมื่อกี้กู้ชิงหนิงยังทำท่าทางเหมือนเทพแห่งความตายอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงวิ่งหนีไปซะได้?

หรือว่าเกิดความเมตตา ยอมปล่อยพวกเธอไปงั้นเหรอ?

"ถ้าเธอไม่หนีไป พวกเรานี่แหละที่จะซวย" ฟางอีอีถลึงตาใส่ "หรือว่าเธออยากจะยืนรอให้ยัยนั่นกลับมาตบเธอหรือไง?"

พูดจบ เธอก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปทางโจวเหยา

จ้าวเสี่ยวซิ่วมองไปทางที่เด็กสาวหายตัวไป พลางเหม่อลอยอย่างอดไม่ได้

บ้าบอชะมัด

กู้ชิงหนิงคงไม่ได้เสียสติไปแล้วจริงๆ หรอกนะ

สายลมพัดผ่าน แสงแดดสีทองระยิบระยับเต้นเร่าอยู่ท่ามกลางป่าเขียวขจี

แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ฝีเท้าอันรวดเร็วของเด็กสาวก็เริ่มช้าลง

สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดค่อยๆ เลือนหายไป ภาพตรงหน้ามืดดับลง เธอก้าวพลาดและร่วงหล่นลงมาจากเนินเขา

ถนนบนภูเขาคดเคี้ยว ร่างกายอันผ่ายผอมกลิ้งตกลงมาตลอดทาง และร่วงลงไปในพงหญ้าสีเขียวทึบในท้ายที่สุด

เสียงสวบสาบเบาๆ ทำให้เงาร่างของคนที่กำลังสนทนากันอยู่ไม่ไกลตกใจ

"ใครน่ะ?"

ชายหนุ่มที่เอ่ยปากสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม คิ้วดุจกระบี่ นัยน์ตาดุจพยัคฆ์ รูปร่างกำยำล่ำสัน

อวิ๋นเจิ้ง หนึ่งในมือขวาของฟู่จวินเฉิง

อวิ๋นเจิ้งกวาดสายตามองไปทางต้นเสียง ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีนอบน้อม

ชายหนุ่มยืนหันข้างย้อนแสง ผิวพรรณขาวซีดเย็นชา คิ้วและดวงตาแฝงความเยียบเย็น แม้แต่ความงามของดวงจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงหรือดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่อาจเทียบเคียงเขาได้แม้แต่น้อย ท่าทีเฉยเมยเก็บงำความรู้สึกทว่ากลับแฝงความหยิ่งทะนง

"นายท่าน เดี๋ยวผมไปดูเองครับ..."

ไม่รอให้อวิ๋นเจิ้งพูดจบ ชายหนุ่มก็ก้าวขายาวๆ เดินตรงไปยังทิศทางที่เกิดเสียง

อวิ๋นเจิ้งรีบหุบปาก และเดินตามหลังไปติดๆ

พงหญ้าเขียวขจีขึ้นหนาแน่นแต่เตี้ยติดดิน เงาร่างอันผ่ายผอมสายหนึ่งปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ

อวิ๋นเจิ้งขมวดคิ้ว "นายท่าน ดูเหมือนจะเป็นคนนะครับ"

'ดูจากผมยาวๆ และทรวดทรงแล้ว เหมือนจะเป็นผู้หญิงด้วย'

'เจ้านายของเขาเพิ่งจะมาถึงคฤหาสน์พักตากอากาศได้ไม่นาน หรือว่านายผู้เฒ่าที่บ้านใหญ่จะรู้ข่าวเร็วขนาดนี้ ถึงได้อยู่ไม่สุขส่งผู้หญิงมาให้นายท่านอีกแล้ว?'

'แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะ หนวดของนายผู้เฒ่าเพิ่งจะโดนนายท่านตัดทิ้งไปหมาดๆ ตามหลักแล้วนายผู้เฒ่าน่าจะอยู่นิ่งๆ ไปสักสองสามวัน ไม่น่าจะสร้างเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก'

'แล้วผู้หญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาที่คฤหาสน์พักตากอากาศคนนี้เป็นใครกันล่ะ?'

ในขณะที่เขากำลังคิดขบคิดจนหัวแทบแตก ฟู่จวินเฉิงก็เดินเข้าไปถึงแล้ว

เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กลิ่นสีทาบ้านฉุนกึกก็ลอยมาเตะจมูก เจือปนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดบางเบา

ฟู่จวินเฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย สายตาเลื่อนผ่านสภาพอันดูไม่จืดของเด็กสาว

สีทาบ้านสีแดงและคราบเลือดผสมปนเปกัน เสื้อผ้าบนร่างมองไม่ออกถึงสีสันดั้งเดิมอีกต่อไป ใบหน้าถูกบดบังอยู่ภายใต้เส้นผมอันยุ่งเหยิงจนไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน

อวิ๋นเจิ้งที่อยู่ด้านข้างเดาะลิ้น แววตาปิดบังความประหลาดใจเอาไว้ไม่อยู่ "นี่มัน..."

'สถานการณ์แบบไหนกันเนี่ย?'

'คนๆ นี้โดนศัตรูตามล่ามางั้นเหรอ ถึงได้มีสภาพทุลักทุเลขนาดนี้?'

ฟู่จวินเฉิงย่อตัวลง ฝ่ามือเรียวยาวดุจหยกเอื้อมไปแตะที่ศีรษะของเด็กสาว

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 1 ใครรังแกเธอ คนนั้นต้องตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว