- หน้าแรก
- ซ่อนกลรัก สะดุดใจยัยไฮโซ
- บทที่ 24: มหาวิทยาลัยปินไห่มี "โคนัน" กับเขาด้วย!
บทที่ 24: มหาวิทยาลัยปินไห่มี "โคนัน" กับเขาด้วย!
บทที่ 24: มหาวิทยาลัยปินไห่มี "โคนัน" กับเขาด้วย!
หลังจากที่ซูลั่วใช้ทักษะ 'การวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และจิตวิทยาอาชญากรระดับพระเจ้า' เพื่อวาดโปรไฟล์ระบุลักษณะเด่นของฆาตกรเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลิวเชากลับไม่เชื่อว่าฆาตกรจะเป็นผู้หญิง แถมก่อนที่ซูลั่วจะก้าวขึ้นรถ หลิวเชายังพูดจาถากถางเอาไว้ด้วยว่า ถ้าจับฆาตกรชายได้เมื่อไหร่จะเดินทางมาแจ้งข่าวดีด้วยตัวเอง พอมาตอนนี้โดนซูลั่วเปิดฉากย้อนถามเข้าให้ ใบหน้าของหลิวเชาก็แปรเปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนใจอย่างถึงที่สุด
"เอ่อ คือว่าเรื่องนี้..."
หลิวเชาอึกอักอ้ำอึ้ง ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาพูดดี เขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ 'สิ้นชีพทางสังคม' ที่สถานีตำรวจมาหยกๆ หลังจากที่กล้องติดหน้าอกของลวี่ม่านฉือเล่นวิดีโอประวัติการทำโปรไฟล์ของซูลั่วจนจบ มันก็มีคลิปเสียงบันทึกการสนทนาระหว่างพวกเขาสองคนบนรถขากลับจากสถานีตำรวจไปยังทีมสืบสวนคดีอาชญากรรมด้วย ต่อหน้าเหล่าผู้บังคับบัญชาและรุ่นพี่สารพัดนายในห้องประชุม เสียงตะโกนโหวกเหวกของหลิวเชาในตอนนั้นมันจึงดังลั่นแสบแก้วหูเป็นพิเศษ
'ถ้าไอ้เด็กนั่นพูดถูก แล้วฆาตกรในคดีหั่นศพนี้เป็นผู้หญิงจริงๆ ละก็ ฉัน หลิวเชา คนนี้ จะยอมเดินเหินเอาหัวปักพื้นพร้อมกับกินขี้โชว์เลยเอ้า!'
ตอนนั้นทุกคนในห้องประชุมต่างพากันยิ้มกริ่มโดยไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงหลิวเชาคนเดียวที่อายม้วนเสื่อจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ แรงตบหน้ามันช่างมาเร็วเคลมไวเหลือเกิน และในตอนนี้ เขาจำเป็นต้องลดทิฐิและทุบหม้อข้าวตัวเอง เพื่อมาเอ่ยปากขอร้องให้ซูลั่วกลับไปช่วยชี้แนะแนวทางที่กองปราบฯ
หลิวเชาอึดอัดขัดเขินอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็ฝืนหลุดประโยคหนึ่งออกมา
"พ่อหนุ่ม ฉันต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะ แต่ครั้งนี้พวกเราคงต้องรบกวนให้เธอเดินทางไปกับพวกเราอีกสักรอบแล้วล่ะ"
"อ้าว? จะให้ผมกลับไปที่สถานีตำรวจอีกแล้วเหรอครับ?" ซูลั่วแกล้งถาม
"ใช่ แต่ อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ ครั้งนี้พวกเราอยากจะเชิญเธอไปในฐานะผู้ช่วยคลี่คลายคดีน่ะ" หลิวเชารีบอธิบาย
"ช่วยคลี่คลายคดี? แสดงว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังจับฆาตกรไม่ได้งั้นเหรอครับ?" ซูลั่วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อืม ยังเลย" หลิวเชาตอบเสียงอ่อย
"ผมก็นึกว่าคุณมารอพบผมตามสัญญาเสียอีก... ที่ว่าจะมาบอกข่าวดีว่าจับฆาตกรชายคนนั้นได้แล้วน่ะครับ" ซูลั่วเอ่ยแซวปนประชดประชัน
พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ ใบหน้าของหลิวเชาก็เขียวคล้ำสลับม่วงดูไม่ได้ขึ้นมาทันที เจิ้งเฉาอี้และลวี่ม่านฉือที่ยืนอยู่ข้างๆ ย่อมเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าดีที่สุด ตอนที่หลิวเชาพ่นคำพูดอวดดีใส่ซูลั่ว พวกเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เมื่อเห็นหลิวเชาโดนตอกกลับจนน้ำท่วมปากเถียงไม่ออก เจิ้งเฉาอี้ในฐานะหัวหน้าทีมสืบสวนจึงก้าวออกมาพลางตบไหล่ซูลั่วเบาๆ
"นักศึกษา คำพูดของเพื่อนร่วมงานของฉันก่อนหน้านี้มันขาดการยั้งคิดไปจริงๆ เธออย่าเก็บเอามาใส่ใจเลยนะ"
"วันนี้พวกเรามาในนามของสำนักงานตำรวจเมืองปินไฮ่ เพื่อมาเชิญเธอไปร่วมมือช่วยเหลือในการคลี่คลายคดีฆ่าหั่นศพต่อเนื่องสะเทือนขวัญแห่งเมืองปินไฮ่โดยเฉพาะเลยล่ะ"
ลวี่ม่านฉืออดไม่ได้ที่จะรีบพูดเสริม "จากเบาะแสล่าสุดที่พวกเราเพิ่งจะตรวจสอบพบ ฆาตกรรายนี้เป็นผู้หญิงจริงๆ เหมือนกับข้อสันนิษฐานเมื่อเช้าของเธอเป๊ะๆ เลยล่ะ! ทั้งเรื่องส่วนสูง อายุ และลักษณะเด่นทางกายภาพที่เธอวิเคราะห์ไว้ มันตรงกับภาพถ่ายหลักฐานที่พวกเราจับภาพได้แบบไม่มีผิดเพี้ยนเลย!"
ซูลั่วพยักหน้ารับรู้ เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับความแม่นยำในการวิเคราะห์ของตัวเองเลยสักนิด เพราะสิ่งที่เขาครอบครองอยู่คือศาสตร์ 'การวิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และจิตวิทยาอาชญากรระดับพระเจ้า' การเอาทักษะระดับนี้มาใช้สืบหาตัวฆาตกรโรคจิตหั่นศพกระจอกๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการขี่ช้างจับตั๊กแตนหรอก
"ในเมื่อพวกคุณถ่ายรูปฆาตกรได้แล้ว ก็แค่ส่งกำลังพลออกไปลากคอมาดำเนินคดีสิครับ ผมคงไม่มีปัญญาไปช่วยอะไรได้หรอก ผมจับผู้ร้ายไม่เป็นด้วยสิ" ซูลั่วหัวเราะ
เจิ้งเฉาอี้เผยสีหน้าลำบากใจออกมา "ปัญหาในตอนนี้ก็คือ พวกเราจับภาพได้แค่แผ่นหลังอันเลือนรางของฆาตกรเท่านั้น ข้อมูลที่มีอยู่มันจำกัดเกินไปจนไม่สามารถระบุตัวตนเพื่อออกหมายจับได้น่ะสิ..."
"เพราะฉะนั้น พวกเราถึงอยากจะเชิญเธอกลับไปที่สถานีตำรวจ เพื่ออ้างอิงจากแฟ้มข้อมูลคดีอย่างละเอียด แล้วรบกวนให้เธอช่วยทำโปรไฟล์จิตวิทยาอาชญากรของยัยฆาตกรคนนี้อีกรอบ เพื่อค้นหาเบาะแสเพิ่มเติมและช่วยพวกเราสืบหาตัวตนที่แท้จริงของเธอให้ได้!"
พอได้ฟังแบบนี้ ซูลั่วก็เข้าใจวัตถุประสงค์ของพวกเขาในทันที
"การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจมันก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองดีอยู่แล้วครับ แต่ว่าช่วงบ่ายนี้ผมยังมีเรียนอยู่นี่สิ..." ซูลั่วแสร้งทำสีหน้าหนักใจ
ลวี่ม่านฉือเข้าใจความหมายแฝงของซูลั่วได้ในทันที เธอรีบเอ่ยขึ้น "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก เดี๋ยวพวกเราจะช่วยออกหน้าไปคุยกับทางมหาวิทยาลัยให้เอง รับรองว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อประวัติการเรียนของเธอแน่นอน"
"ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคดีนี้คลี่คลายลงได้ด้วยความช่วยเหลือของเธอ ทางสำนักงานตำรวจเมืองปินไฮ่จะมีการมอบเงินรางวัลและประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติให้อย่างสมเกียรติแน่นอนจ้ะ"
เมื่อได้ยินลวี่ม่านฉือให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ ซูลั่วก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ อันที่จริงเขาไม่ได้อยากได้เงินรางวัลหรือใบประกาศเกียรติคุณอะไรนั่นหรอก สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ก็คือข้ออ้างที่ถูกกฎหมายในการโดดเรียนไปเที่ยวเล่นข้างนอกต่างหาก
"ตกลงครับ งั้นเอาตามนี้แล้วกัน"
พูดจบ ซูลั่วก็เดินตามเจิ้งเฉาอี้และเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ออกไปจากโรงอาหารทันที
หลังจากซูลั่วเดินคล้อยหลังไป จางหยาง เทียนจี๋เจี่ย และโจวจู่ ทั้งสามคนต่างพากันยืนแข็งทื่อเป็นหินไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขายังคงค้างอยู่ในท่าเดิมก่อนหน้านี้ เส้นบะหมี่ยังคงห้อยต่องแต่งอยู่ที่มุมปากของจางหยางโดยที่ยังไม่ได้สูดเข้าปาก ส่วนเทียนจี๋เจี่ยและโจวจู่ก็อ้าปากค้างตาโตด้วยความช็อก ราวกับเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทมาหยกๆ
"เดี๋ยว... เมื่อกี้พวกตำรวจเขาพูดว่าอะไรนะ..."
"ตำรวจ... เหมือนจะมาขอร้องให้เล่าซูไปช่วยทำคดีงั้นเหรอ..."
"ตำรวจหญิงผมสั้นหน้าตาสวยๆ คนนั้นบอกว่า เล่าซูเป็นคนวิเคราะห์รูปร่างหน้าตาของฆาตกรได้ถูกต้องเป๊ะๆ..."
"พวกเขาจะให้เล่าซูไปช่วยทำโปรไฟล์จิตวิทยาอาชญากรอีกรอบ ไอ้โปรไฟล์จิตวิทยาอะไรนั่นมันคืออะไรกันวะ?"
"กูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ! รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาในเน็ตเร็วเข้า!"
จางหยาง เทียนจี๋เจี่ย และโจวจู่ รีบกดโทรศัพท์ค้นหาคำว่า 'การทำโปรไฟล์อาชญากร' ในอินเทอร์เน็ตทันที และผลลัพธ์ที่ปรากฏก็ทำให้ทั้งสามคนต้องอ้าปากค้างรอบสอง!
"เล่าซูมันมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? เดี๋ยวปี๋นะ... นี่มันไม่ใช่ทักษะชั้นสูงที่มีแต่พวกตำรวจระดับหัวกะทิเขาใช้คลี่คลายคดีกันหรอกเหรอ?" จางหยางพูดจาติดอ่าง
"ดูเหมือนตำรวจธรรมดาๆ ทั่วไปจะทำไม่เป็นด้วยซ้ำ ต้องเป็นพวกหน่วยสืบสวนขั้นเทพเท่านั้นถึงจะเข้าใจศาสตร์นี้!" เทียนจี๋เจี่ยช่วยอธิบายตามข้อมูล
"สรุปคือ เล่าซูถูกเชิญตัวไปที่กองปราบฯ เพื่อช่วยตำรวจจับผู้ร้ายในคดีใหญ่ระดับประเทศงั้นเหรอ?" ดวงตาของโจวจู่เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
"เออ จากที่พวกเขาคุยกันเมื่อกี้ มันเป็นแบบนั้นชัวร์ๆ!"
"เช็ดเข้! สมองกูระเบิดไปแล้ว! เล่าซูมันไปแอบฝึกวิชาสืบสวนคดีฆาตกรรมมาจากไหนวะ..."
ความตื่นตะหนกตกใจที่ทั้งสามคนได้รับมันเกินกว่าจะสรรหาคำใดมาบรรยายได้ มันเหมือนกับอารมณ์ที่ปกติพวกคุณก็นั่งล้อมวงโดดเรียน เล่นเกมไร้สาระไปด้วยกันทุกวัน แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับมีกลุ่มบิ๊กบอสระดับประเทศแต่งเครื่องแบบเต็มยศเดินเข้ามาทำความเคารพรูมเมทของคุณ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า: องค์กรต้องการตัวคุณ
พวกคุณจะรู้สึกยังไงล่ะ? สติแตกสิครับรออะไร! และนั่นคือความรู้สึกของจางหยาง เทียนจี๋เจี่ย และโจวจู่ในตอนนี้เป๊ะๆ
นี่พวกเขามีตัวตนระดับยอดนักสืบโคนันแอบซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเพื่อนร่วมหอพักเดียวกันเชียวนะ ใครมันจะไปรับมือกับความจริงข้อนี้ได้ทันล่ะ? ถึงขนาดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงมาเชิญตัวไปช่วยทำคดีด้วยตัวเอง... สำหรับจางหยาง เทียนจี๋เจี่ย และโจวจู่แล้ว นี่มันคือการโจมตีข้ามมิติชัดๆ
ปกติพวกเขามักจะจับเข่าคุยกันแต่เรื่อง เที่ยงนี้จะกินอะไรดี คืนนี้จะไปโต้รุ่งร้านเกมไหน หรือไม่ก็หน้าอกของดาวมหาวิทยาลัยใหญ่ขนาดไหน แต่ตัดภาพมาที่ซูลั่ว ตอนนี้หมอนั่นกำลังสนทนาเรื่องวิธีการลากคอฆาตกรโรคจิตในคดีฆ่าหั่นศพต่อเนื่องแห่งเมืองปินไฮ่... จิตใจของเพื่อนร่วมหอพักถึงกับพังทลายกลายเป็นผุยผง!
"พวกมึง กูว่ามันมีความเป็นไปได้ไหม... ที่ฐานะที่แท้จริงของเล่าซูอาจจะไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาๆ แต่เป็นสายสืบลับของตำรวจที่แฝงตัวมาเรียนหนังสืออะไรแบบนั้นน่ะ?" จางหยางเอ่ยข้อสันนิษฐานด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด
"ถ้ามึงพูดมาแบบนี้ มันก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะ! ไม่ฉะนั้นแล้ว ทำไมพวกตำรวจถึงต้องเจาะจงมาขอความช่วยเหลือจากเล่าซูให้ไปช่วยทำคดีใหญ่ขนาดนี้ด้วยล่ะ?" เทียนจี๋เจี่ยเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย
"ต่อให้เล่าซูจะเป็นตำรวจสายสืบจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ หมอนั่นไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!" โจวจู่วิเคราะห์อย่างมีหลักการ
"มิน่าล่ะ! กููก็หลงสงสัยอยู่ตั้งนานว่าทำไมจู่ๆ ภาษาฝรั่งเศสของมันถึงได้เก่งกาจระดับเทพขนาดนั้น ที่แท้มันก็แค่แกล้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อตบตาพวกเรามาตลอดนี่เอง!" จางหยางเพิ่งจะตาสว่างและเข้าใจเรื่องราวในที่สุด
เนื่องจากจางหยาง เทียนจี๋เจี่ย และโจวจู่ กำลังอยู่ในสภาวะช็อกสุดขีด พวกเขาจึงไม่ได้ควบคุมระดับเสียงในการสนทนาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสามคนลืมไปสนิทเลยว่าในตอนนี้ตัวเองกำลังนั่งอยู่ในโรงอาหารที่เนืองแน่นไปด้วยเหล่านักศึกษาที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่รอบๆ
หลังจากที่ซูลั่วโดนตำรวจพาตัวออกไป ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่พอได้ยินไอ้ปากสว่างสามตัวนี้มาร่วมกัน "กระจายเสียง" เผยแพร่ความจริงเสียงดังลั่นโรงอาหาร เหล่านักศึกษาที่นั่งอยู่บริเวณโดยรอบต่างก็พากันหูผึ่งและได้รับรู้ความจริงอันน่าเหลือเชื่อนี้ไปตามๆ กัน
ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวลือที่ว่ามหาวิทยาลัยปินไห่มี "ยอดนักสืบโคนัน" ซ่อนตัวอยู่ ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสถานศึกษาในพริบตา