เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 255 : เส้นทางเดียวกัน | บทที่ 256 : แกะของขวัญวันตรุษจีน

บทที่ 255 : เส้นทางเดียวกัน | บทที่ 256 : แกะของขวัญวันตรุษจีน

บทที่ 255 : เส้นทางเดียวกัน | บทที่ 256 : แกะของขวัญวันตรุษจีน


บทที่ 255 : เส้นทางเดียวกัน

บทที่ 255 เส้นทางเดียวกัน

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเซียวก็เดินตามหลังหลินต้าโหย่วไปเงียบๆ พลางก้มหน้าครุ่นคิด

หลินต้าโหย่วกล่าวต่อว่า "ถึงแม้พ่อจะไม่ได้อ่านตำรามามากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือการมีความยำเกรงต่อทุกสรรพสิ่งในโลก เมื่อเจ้ารู้จักความยำเกรงแล้วเท่านั้น เจ้าจึงจะมีความทะเยอทะยานได้"

"ไม่ว่าเจ้าจะต้องการซ่อนสำนักไว้ชั่วคราว หรือจะพัฒนาต่อไปอย่างที่เป็นอยู่นี้ พ่อก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก และคงให้คำแนะนำอะไรเจ้าไม่ได้มาก พ่อแค่อยากจะบอกเจ้าว่า การมีความกลัวเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น การไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลยนั้นไม่ได้เรียกว่าความกล้าหาญ แต่มันเรียกว่าความบุ่มบ่าม"

"ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร พ่อก็สนับสนุนเจ้าเสมอ"

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้จากหลินต้าโหย่ว หลินเซียวก็เงยหน้าขึ้นด้วยความซาบซึ้ง นัยน์ตาของเขาเริ่มมีน้ำตาคลอขณะมองบิดา "ท่านพ่อ..."

เมื่อเห็นท่าทางซาบซึ้งของหลินเซียว หลินต้าโหย่วก็โบกมืออย่างไม่แยแสพลางกล่าวว่า "เอาละๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเสียหน่อย เจ้ากำลังจะอายุสิบสามแล้วนะ แต่ยังเป็นเด็กขี้แงเหมือนตอนเล็กๆ ไม่มีผิด"

หลินเซียวสูดน้ำมูกแล้วพูดว่า "ข้าไปเป็นเด็กขี้แงตอนไหนกัน... พูดกันตามตรงนะท่านพ่อ นี่ท่านไม่ได้ใช้วิชาขจัดฝุ่นมากี่วันแล้วเนี่ย? ตัวท่านเริ่มมีกลิ่นแล้วนะ ลูกชายของท่านตอนนี้อยู่ระดับจินตานแล้ว จมูกของข้าไวมาก การอยู่ใกล้ท่านขนาดนี้มันทำให้ข้าจะสำลักตายอยู่แล้ว"

หลินต้าโหย่วรู้สึกว่าขมับของเขาเต้นตุบๆ และมือของเขาก็เริ่มคันยิบๆ อยากจะฟาดสักปึก

เขาขยับเท้าอย่างคล่องแคล่วเพื่อถอดรองเท้าฟางออกมา อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็มีการบำเพ็ญเพียรแล้ว และช่วงนี้งานในไร่นาก็เบาลง เขาจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะสานรองเท้าฟางเพิ่ม

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี หลินเซียวก็รีบใส่เกียร์หมาโกยแน่บทันที และไม่ลืมที่จะตะโกนบอกขณะวิ่งว่า "ท่านพ่อ อย่าลืมใช้วิชาขจัดฝุ่นด้วยล่ะ! ถ้ามันไม่ได้ผล ก็แค่ไปอาบน้ำซะ! มันไม่น่าอายหรอกถ้าท่านจะใช้วิชาขจัดฝุ่นไม่เก่งน่ะ!"

หลินต้าโหย่วโกรธจัด เขาชี้รองเท้าฟางไปในทิศทางที่หลินเซียวหนีไปและตะโกนว่า "เจ้าเด็กแสบ ถ้าแน่จริงก็อย่าหนีนะ! นี่เจ้ากล้ามาทำท่ารังเกียจพ่อตัวเองเชียวรึ!"

ทว่าร่างของหลินเซียวหายลับไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงที่แว่วมาจากกลางอากาศว่า "ขอบคุณนะท่านพ่อ—"

หลังจากวิ่งหนีมาจนถึงเชิงเขา หลินเซียวก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อแน่ใจว่าพ่อคงไม่ตามมาแล้ว เขาใช้วิชาพรางตัวแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน

เขาไม่มีความคิดอื่นใด เพียงแต่เพิ่งได้สนทนาอย่างลึกซึ้งกับบิดามา และใจของเขายังคงวุ่นวายอยู่บ้าง จึงอยากจะไปเดินเล่นให้หัวสมองปลอดโปร่ง

ในตอนนี้ ด้วยการใช้วิชาพรางตัวร่วมกับระดับบำเพ็ญเพียรจินตานขั้นต้นของเขา ต่อให้เขาเดินอยู่ข้างๆ ปุถุชน พวกเขาก็ไม่สามารถตรวจพบการมีอยู่ของเขาได้ ราวกับว่าเขาล่องหนได้เลยทีเดียว

ในวันแรกของเทศกาลตรุษจีน ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างก็แขวนโคมไฟไว้ที่หน้าประตูบ้าน

ทุกครอบครัวต่างก็มีผู้คนมาเยี่ยมเยียนเพื่ออวยพรวันปีใหม่

เมื่อใดก็ตามที่มีแขกมาเยือน เจ้าบ้านจะโยนประทัดสองสามลูกลงในเตาเพื่อให้เกิดเสียงดัง เด็กๆ ต่างพากันเดินไปตามบ้านแต่ละหลังเพื่ออวยพรปีใหม่ และได้รับขนมหวานจากบ้านนี้บ้าง เมล็ดแตงโมหนึ่งกำมือจากบ้านนั้นบ้าง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

เมื่อถึงเวลาเย็น แขกหลายคนที่เดินทางมายังหมู่บ้านซิ่วสุ่ยจากหมู่บ้านใกล้เคียงก็เริ่มขอตัวลากลับ ผู้คนกล่าวลากันที่หน้าประตูรั้วบ้าน เดินไปส่งกันจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน และจากหมู่บ้านซิ่วสุ่ยไปท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ ก้าวเข้าสู่ความมืดมิดของยามราตรี

ขณะเดินไปตามทางเดินในหมู่บ้าน หลินเซียวมองดูภาพเหตุการณ์อันคึกคักและรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก

ขณะที่เดินอยู่ หลินเซียวก็ได้พบกับหลี่จ้านอิงซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้านเช่นกัน

ในเมื่อพบกันแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหลบเลี่ยง

หลินเซียวเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปข้างหน้า โค้งคำนับและทักทายว่า "อาวุโสหลี่ สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ"

เมื่อเห็นว่าเป็นหลินเซียว หลี่จ้านอิงก็ยิ้มให้เขาแล้วกล่าวว่า "เจ้าสำนักหลิน สุขสันต์วันปีใหม่ ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าสำนักหลินจะชอบเดินเล่นในหมู่บ้านเหมือนคนแก่อย่างข้าด้วย ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักหลินจะให้เกียรติเดินไปกับข้าสักครู่ได้หรือไม่?"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเซียวคิดว่าอย่างไรเสียเขาก็เดินเล่นอยู่คนเดียวอยู่แล้ว ไปด้วยกันก็น่าจะดี เขาจึงพยักหน้าและกล่าวว่า "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชวนขอรับ ผู้น้อยขอน้อมรับด้วยความยินดี"

และแล้ว ชายชราและเด็กหนุ่มก็ได้เดินเล่นด้วยกันในหมู่บ้านซิ่วสุ่ยยามฤดูหนาว

เมื่อมองดูทิวทัศน์สีขาวโพลนอันกว้างใหญ่ หลินเซียวจึงถามว่า "ไม่ทราบว่าอาวุโสหลี่ตั้งใจจะพำนักอยู่ที่หมู่บ้านซิ่วสุ่ยในครั้งนี้นานเพียงใดขอรับ?"

หลี่จ้านอิงไม่ได้ตอบในทันที แต่เขากลับใช้เวลาครู่หนึ่งชื่นชมทิวทัศน์อันไกลโพ้นอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงหันมามองหลินเซียวด้วยสายตาที่เปิดเผยและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม "ตามตรงนะ ที่ข้าออกจากเมืองหลวงมา ก็เพราะข้าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาสองปีแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าเลย จึงอยากจะออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้าง"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเซียวก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "เป็นการสมควรแล้วหรือขอรับที่อาวุโสหลี่จะบอกเรื่องที่การบำเพ็ญเพียรของท่านติดคอขวดให้ผู้น้อยฟัง?"

หลี่จ้านอิงหัวเราะอย่างร่าเริงพลางเดินเอามือไพล่หลังไปข้างหน้า "เหตุใดจะบอกไม่ได้เล่า? อย่างไรเสีย หากข้าไม่สามารถทะลวงระดับได้ อายุขัยของข้าก็คงจะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว อีกไม่กี่ปีข้าก็จะเป็นเพียงกองกระดูกกองหนึ่ง แต่ถ้าข้าทะลวงระดับสำเร็จ จะมีเรื่องใดที่ข้าพูดไม่ได้กัน?"

"อีกอย่าง เจ้าสำนักหลินจะเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศรึ?"

ด้วยอายุขนาดหลี่จ้านอิงและได้บำเพ็ญเพียรในเมืองหลวงมาอย่างโดดเดี่ยวหลายปี เขาจึงมองทะลุหลายๆ เรื่องไปนานแล้ว เขามีหลักการในการปกป้องบ้านเมือง แต่เขาไม่มีความยึดติดใดๆ ที่ปล่อยวางไม่ได้อีกแล้ว

หลินเซียวส่ายหัวโดยสัญชาตญาณ แต่เขาไม่ได้พูดคำรับรองใดๆ ว่าจะไม่บอกใคร เพราะรู้ว่าอาวุโสหลี่ไม่ได้อยากฟังคำสัญญาที่ว่างเปล่าเช่นนั้น

ทั้งสองเดินมาถึงริมลำธารบนภูเขาและหยุดลง พลางมองดูกระแสน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง

หลี่จ้านอิงถามว่า "ข้ามีเรื่องอยากจะถามเพื่อขอคำตอบจากเจ้าสำนักหลินในนามของตระกูลหลี่ ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักหลินจะพอบอกข้าได้หรือไม่?"

หลินเซียวตอบว่า "อาวุโสหลี่ เชิญกล่าวมาได้เลยขอรับ"

หลี่จ้านอิงจ้องมองความยิ่งใหญ่และลึกลับของยอดเขาอันไกลโพ้นภายใต้ความมืดมิดของราตรี พลางเอ่ยถามเสียงเบา "ในอนาคต สำนักหลิงเซียนจะกลายเป็นศัตรูของตระกูลหลี่ ศัตรูของราชสำนัก หรือศัตรูของแคว้นผูอี้หรือไม่?"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเซียวก็รู้ทันทีว่าอาวุโสหลี่กังวลว่าสำนักของเขาอาจต้องการล้มล้างราชวงศ์ในอนาคตใช่หรือไม่?

บางทีตอนที่ตระกูลหลี่ทำพันธมิตรกับสำนักต่างๆ พวกเขาคงถามคำถามที่คล้ายกันนี้และมีพันธสัญญาบางอย่างร่วมกัน

ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าการที่หลี่จ้านอิงถามคำถามนี้กับเขานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ท่านผู้อาวุโสจะกล่าวกับทุกสำนัก

ในความเป็นจริง เมื่อครั้งเจรจาความร่วมมือกับสามสำนักใหญ่ในอดีต ตระกูลหลี่ไม่เคยขอคำรับรองเช่นนี้จากพวกเขาเลย แต่มันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่สมบูรณ์เมื่อความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายอยู่ในระดับที่คานอำนาจกันได้

อย่างไรก็ตาม หลินเซียวไม่ทราบเรื่องนี้

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ตราบใดที่ราชสำนักภายใต้การนำของตระกูลหลี่ยังคงทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และไม่ทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรต้องลำบาก สำนักหลิงเซียนของข้าจะไม่มีวันเข้าไปแทรกแซงแม้แต่น้อย"

เขาไม่มีความทะเยอทะยานที่จะแก่งแย่งชิงดีในอำนาจหรือผลประโยชน์ ตราบใดที่ผู้กุมอำนาจยังมีความปกติสามัญ เขาก็ไม่มีความปรารถนาที่จะก่อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว

เมื่อได้รับคำตอบนี้ หลี่จ้านอิงก็พยักหน้าอย่างโล่งอก

"ประเสริฐยิ่งนัก เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้จากเจ้าสำนักหลิน คนแก่อย่างข้าก็พอใจแล้ว"

ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วกล่าวกับหลินเซียวว่า "ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวลาก่อน เจ้าสำนักหลินเองก็รีบกลับไปเถิด"

ทั้งสองแยกย้ายกันที่ลำธารบนภูเขา และหลินเซียวก็เดินทางกลับขึ้นเขาไป

หลังจากได้สนทนากับบิดาครู่หนึ่งและได้ไปเดินเล่นทำหัวสมองให้ปลอดโปร่งในหมู่บ้าน ในที่สุดหลินเซียวก็รู้สึกว่าจิตใจของเขาไม่สับสนวุ่นวายอีกต่อไป

เขาตรงไปยังตำหนักหลักสำนักด้วยความตื่นเต้น ตั้งใจว่าจะตรวจสอบของขวัญวันปีใหม่ที่ระบบมอบให้เป็นอันดับแรก!

เขาปิดประตูใหญ่ให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมารบกวนขณะแกะของขวัญ หลินเซียวถูมือน้อยๆ ของเขาเข้าด้วยกันแล้วเปิดคลังส่วนตัวออก

(จบตอน)

บทที่ 256 : แกะของขวัญวันตรุษจีน

บทที่ 256 แกะของขวัญวันตรุษจีน

หลินเซียวหยิบของขวัญวันตรุษจีนที่ห่ออย่างประณีตสองกล่องออกมาจากคลังส่วนตัว แล้ววางลงตรงหน้า

กล่องหนึ่งมีขนาดใหญ่ อีกกล่องมีขนาดเล็ก

กล่องใหญ่นั้นมีขนาดพอๆ กับเสี่ยวล่วน ส่วนกล่องเล็กมีขนาดเพียงฝ่ามือเท่านั้น

กล่องใหญ่เป็นของหลินเซียวผู้เป็นโฮสต์ ส่วนกล่องเล็กเป็นของสำนักหลิงเซียน

หลินเซียวแกะของขวัญกล่องใหญ่ของตัวเองก่อนโดยไม่ลังเล

เขาเอื้อมมือไปฉีกกระดาษห่อชั้นนอกออก ทันใดนั้นก็มีก้อนเนื้อขนาดต่างๆ พุ่งทะลักออกมา

ในเวลาไม่นาน พวกมันก็กองเป็นภูเขาเนื้อขนาดย่อมอยู่ตรงหน้าเขา

เมื่อเห็นเนื้อพวกนี้ หลินเซียวถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย

เมื่อเทียบกับภูเขาเนื้อกองนี้ ขนาดของกล่องของขวัญเดิมนั้นดูเล็กจ้อยไปถนัดตา

ให้ตายเถอะ เนื้อมากมายขนาดนี้ถูกยัดลงในกล่องที่มีขนาดเท่าเสี่ยวล่วนได้อย่างไร?

มิน่าล่ะ พอแกะออก เนื้อพวกนี้ก็พุ่งออกมาทันทีราวกับได้รับการปลดปล่อย

จากนั้นเขาจึงหยิบเนื้อขึ้นมาหนึ่งชิ้น ใส่ลงในคลังส่วนตัว และใช้ฟังก์ชันประเมินตรวจสอบดู

ถึงได้พบว่าที่จริงแล้วเนื้อเหล่านี้มาจากสัตว์อสูรระดับต่ำ

【เนื้ออสูรชือหวง: เนื้อแน่น รสชาติโอชะ มีพลังปราณอัดแน่นอยู่ภายในอย่างยาวนาน เป็นวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศ】

เขาเบนสายตากลับไปยังกองเนื้อสีสันต่างๆ แล้วหยิบเนื้ออีกสองชิ้นที่ดูแปลกตาออกไปมาใส่ในคลังส่วนตัวเพื่อทำการประเมินต่อ

ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม

【เนื้อนกคงเฟย: เนื้อละเอียด มีรสชาติสดและหอมหวล มีพลังปราณอัดแน่นอยู่ภายในอย่างยาวนาน เป็นวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศ】

【เนื้อปูชวี่: เนื้อนุ่ม รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม มีพลังปราณอัดแน่นอยู่ภายในอย่างยาวนาน เป็นวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศ】

มีเพียงชนิดของสัตว์อสูรเท่านั้นที่ต่างกันเล็กน้อย

ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายฟังก์ชันประเมินก็มีประโยคหนึ่งที่เหมือนกันคือ 【เป็นวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศ】

หลินเซียวอดสงสัยไม่ได้ว่าระบบนี้มอบของขวัญวันตรุษจีนให้เขา หรือให้ฝูจื่อกันแน่

หรือว่าต้องการมอบของขวัญให้ทุกคนในสำนัก?

แต่ของขวัญกล่องใหญ่นี้ก็ระบุชัดเจนว่าเป็นของเขา

หลินเซียวรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย

สมกับเป็นระบบสำนักจริงๆ แม้แต่ของขวัญวันตรุษจีนที่มอบให้โฮสต์ยังแอบสอดแทรกความรู้สึกส่วนตัวของมันลงไปด้วย

วินาทีต่อมา สายตาของเขาก็เลื่อนไปมองกล่องของขวัญขนาดเล็กที่เหลืออยู่ซึ่งบอกว่าเป็นของสำนัก

ถ้ามันลำเอียงกับของขวัญที่ให้เขาขนาดนี้ แล้วของขวัญที่ให้สำนักจะขนาดไหนกัน?

มันต้องชัดเจนและเปิดเผยมากแน่ๆ!

หลินเซียวกอดอกและขมวดคิ้วมองกล่องเล็กๆ นั่นอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่อยากจะเปิดมัน

เขากำลังโกรธ!

ห้าวินาทีต่อมา เขาเริ่มรู้สึกหายโกรธ จึงหยิบกล่องเล็กขึ้นมาแกะดู

คราวนี้ไม่มีอะไรพุ่งออกมาเหมือนครั้งก่อน

ความจริงแล้ว กล่องขนาดเท่าฝ่ามือนี้ไม่ได้บรรจุของจนเต็มด้วยซ้ำ

ข้างในมีเพียงลูกปัดสีฟ้าขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกอยู่เพียงลูกเดียว

หลินเซียวหยิบลูกปัดขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด

นอกจากความแวววาวและโปร่งแสงแล้ว เขาก็ไม่เห็นอะไรอย่างอื่นอีก

ดังนั้นเขาจึงไม่เสียเวลาพยายามมองด้วยตาเปล่า แต่โยนมันเข้าไปในคลังส่วนตัวแล้วใช้ฟังก์ชันประเมินตรวจสอบลูกปัดทันที

【ลูกปัดผนึกเหยากวง: เป็นลูกปัดสมบัติสำหรับผนึกของเกาะลอยฟ้าเหยากวง หลังจากเชื่อมต่อกับเกาะลอยฟ้าเหยากวงแล้ว จะสามารถได้รับโลกใบเล็ก】

หลินเซียวไม่อยากจะเชื่อสายตา จึงอ่านผลการประเมินซ้ำอีกหลายรอบ

จนกระทั่งในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นคือเรื่องจริง

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ระบบนี้ไม่ได้ลำเอียงออกนอกหน้าไปหน่อยเหรอ?

ของขวัญวันตรุษจีนสำหรับสำนักคือโลกใบเล็ก

ในขณะที่เขาซึ่งเป็นโฮสต์กลับได้รับเพียงกองเนื้อที่จะหมดไปเมื่อกินเข้าไป

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่มีทางกินมันคนเดียวหมดแน่

เขาต้องให้ฝูจื่อเอาไปทำอาหารให้ทุกคนกินด้วยกัน

หลินเซียวตะโกนถามตัวเองในใจดังๆ ว่า "ระบบนี้ยังเก็บไว้ได้อยู่ไหมเนี่ย?"

ไม่มีใครตอบเขา

หลินเซียวถอนหายใจ ช่างเถอะ ช่างเถอะ อย่างน้อยระบบก็ยังเห็นแก่หน้าเขาอยู่บ้าง ไม่ได้ให้แค่ของขวัญวันตรุษจีนของสำนักเพียงอย่างเดียว

เขาพอใจแบบแกนๆ และจำใจยอมรับ

มิเช่นนั้นเขาจะทำอะไรกับระบบนี้ได้ล่ะ?

จะฟอร์แมตทิ้งก็ไม่ได้ จะแฮ็กเข้าไปก็ทำไม่เป็น

เขาลุกขึ้นเก็บก้อนเนื้อที่อยู่ตรงหน้าเข้าคลังส่วนตัว ตั้งใจว่าจะเอาไปใส่ไว้ในห้องเก็บของของสำนักภายหลัง เพื่อให้ฝูจื่อนำมาปรุงอาหารให้ทุกคนกินทุกวัน

ส่วนเรื่องลูกปัดผนึกเหยากวงนั้น เหอะ

ตอนนี้มีเศษชิ้นส่วนของเกาะลอยฟ้าเหยากวงอยู่เพียงชิ้นเดียว ไม่รู้ว่าจะได้อีกสองชิ้นเมื่อไหร่

โลกใบเล็กงั้นเหรอ? ก็คงต้องรอต่อไปแบบช้าๆ นั่นแหละ

แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองส่วนตัวที่คิดแบบนั้น

แต่ความจริงแล้ว หลินเซียวเริ่มคิดถึงเรื่องการสร้างคฤหาสน์หลังใหญ่ให้ตัวเองในโลกใบเล็กเมื่อถึงเวลา

และยังจินตนาการไปถึงการตกแต่งภายในเสร็จสรรพในชั่วพริบตา

เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวอวี้หนานเข้าไปในห้องเก็บของของสำนักตามปกติเพื่อหยิบวัตถุดิบสำหรับวันนั้นไปให้เจียงโหย่วฟู่

เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แม้ถุงมิติทั่วไปจะช่วยลดความชื้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถรักษาความสดไว้ได้นาน

แม้จะเป็นช่วงฤดูหนาว แต่วัตถุดิบก็ไม่อาจคงความสดไว้ได้หากเก็บไว้ในถุงมิตินานเกินไป

ดังนั้น วัตถุดิบภายในสำนักจึงถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของของสำนักเป็นหลัก

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในห้องเก็บของมีฟังก์ชันถนอมอาหาร ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเก็บวัตถุดิบของสำนักหลิงเซียนในปัจจุบัน

มันอาจจะลำบากหลิวอวี้หนานเล็กน้อยที่ต้องมาห้องเก็บของวันละครั้งเพื่อหยิบวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลิวอวี้หนานเข้าไปในห้องเก็บของ เขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่ามีเนื้อเพิ่มขึ้นมามากมายในโซนถนอมอาหาร!

ในขณะนี้ นอกจากตัวเขาเองแล้ว ก็มีเพียงเซียวเกอเอ๋อร์และเจียงเหอเท่านั้นที่มีกุญแจห้องเก็บของนี้

เจียงเหอเพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถ้าเขาเอาเนื้อกลับมาที่สำนักมากมายขนาดนี้ เขาคงไม่รอจนถึงเมื่อคืนถึงจะเอาเนื้อกองใหญ่มาใส่ไว้ในห้องเก็บของกะทันหันแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น คนที่เอาเนื้อมาวางไว้ต้องเป็นเซียวเกอเอ๋อร์แน่นอน

เมื่อหลิวอวี้หนานเดินเข้าไปดูเนื้อใกล้ๆ เขาก็พบว่ามันมีพลังปราณอัดแน่นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เขาจึงยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นเนื้อที่เซียวเกอเอ๋อร์เอามาวางไว้แน่ๆ

เพียงแต่ไม่รู้ว่าเซียวเกอเอ๋อร์ไปหาเนื้อที่มีพลังปราณมากมายขนาดนี้มาจากไหนในคืนเดียว

แถมเนื้อแต่ละชิ้นยังมีลักษณะไม่เหมือนกัน ดูท่าคงไม่ได้มาจากสัตว์ชนิดเดียวกัน

สายตาของเขาเหลือบไปเห็นป้ายไม้เก่าๆ วางอยู่บนพื้น

บนนั้นเขียนข้อความว่า "กินได้ ให้ฝูจื่อเอาไปทำอาหาร"

อืม เป็นลายมือของเซียวเกอเอ๋อร์จริงๆ ด้วย

เมื่อเห็นดังนั้น หลิวอวี้หนานก็รู้สึกเบาใจ เขาเลือกเนื้อชิ้นใหญ่มาสองสามชิ้นแล้วนำออกจากห้องเก็บของ เตรียมจะเอาไปส่งให้ฝูจื่อ

ตั้งแต่วันตรุษจีน หลังจากที่หลินเซียวได้พูดคุยกับพ่อของตัวเอง เขาก็ขบคิดมาตลอดว่าสำนักควรจะทำอย่างไรต่อไป

เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว เขาก็ยังตัดสินใจที่จะไม่ปิดด่านฝึกตน

ไม่ใช่ว่าเขาดื้อรั้น

แต่เป็นเพราะเขารู้สึกเหมือนที่เคยบอกแม่ทัพโม่ไว้ว่า ตามการพัฒนาในปัจจุบัน อย่างน้อยภายในเวลาไม่กี่ปี โลกภายนอกจะยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาบำเพ็ญจิตของสำนักพวกเขา

ขอเพียงพวกเขาระมัดระวังในการรับลูกศิษย์

และเข้มงวดในการตรวจสอบเจ้าลักษณะให้มากขึ้น

การประวิงเวลาออกไปอีกสักสองสามปีก็ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน

จากนั้นเขากับคนอื่นๆ ก็แค่ต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีนี้

หลินเซียวเชื่อว่าจากระดับการบำเพ็ญเพียรโดยรวมของสำนักในตอนนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าขอเพียงพวกเขามีความมุมานะ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่เพียงพอจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในโลกมนุษย์

นี่ถือเป็นความกดดันอย่างหนึ่งสำหรับพวกเขา

ซึ่งแรงกดดันบางอย่างก็ถือเป็นเรื่องดี

อย่างไรก็ตาม พวกเขาจะก้มหน้าก้มตาและมุ่งหน้าต่อไป

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 255 : เส้นทางเดียวกัน | บทที่ 256 : แกะของขวัญวันตรุษจีน

คัดลอกลิงก์แล้ว