เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 249 : มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า | บทที่ 250 : ยามจื่อ

บทที่ 249 : มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า | บทที่ 250 : ยามจื่อ

บทที่ 249 : มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า | บทที่ 250 : ยามจื่อ


บทที่ 249 : มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า

บทที่ 249 มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า

ในเวลาเดียวกัน เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์บางเบาโปรยปรายลงมา มันตกลงบนหมูแดงน้ำแดงชิ้นหนึ่งกลางโต๊ะอาหารอย่างพอดิบพอดีจนดูสะดุดตายิ่งนัก

หลินอิงที่มีสายตาเฉียบแหลมเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น นางชี้ไปที่เกล็ดหิมะบนเนื้อสีแดงระเรื่อแล้วร้องว่า "เอ๊ะ หิมะตกแล้ว!"

ขณะที่นางกำลังพูด เกล็ดหิมะนั้นก็ได้ละลายไปเพราะความร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากหมูน้ำแดงเสียแล้ว

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เกล็ดหิมะนับไม่ถ้วนก็พากันโปรยปรายตามลงมาเป็นสาย

เมื่อเห็นดังนั้น เลี่ยวพ่านถูก็โบกมือเบาๆ สร้างม่านพลังที่มองไม่เห็นขึ้นเหนือศีรษะของทุกคน เพื่อกำบังหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเต็มท้องฟ้า

เมื่อเห็นเช่นนี้ โม่หยวนเจียวก็รีบวางค่ายกลให้ความร้อนไว้ใต้โต๊ะ เพื่อรักษาความอบอุ่นของอาหารบนโต๊ะทันที

หลังจากเจียงโหย่วฟู่ยกอาหารมาวางจนครบ เขาก็รีบวิ่งมานั่งประจำที่ของตน

วันนี้เศรษฐีซัน บิดาของซุนอี้เกา ได้ซื้อสุราชั้นดีจำนวนมากหอบหิ้วขึ้นเขามา และตอนนี้เขาก็กำลังรินสุราให้ทุกคน

แม้แต่ตรงหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองอย่างหลิวเซิ่งเซิ่งและหลินอิง ก็ยังมีสุราผลไม้รินไว้ให้คนละจอก

จากนั้น ทุกคนก็วางถ้วยและตะเกียบทิ้งไว้โดยไม่แตะต้อง แล้วหันไปมองหลินเซียวเป็นตาเดียวอย่างมีความหวัง

เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่ตน หลินเซียวก็ก้มหน้ายิ้ม จากนั้นก็ชูจอกสุราตรงหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า "ในปีใหม่นี้ ข้าขอให้พวกเรามีระดับการบำเพ็ญเพียรที่สูงยิ่งขึ้น ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราและคนในหมู่บ้านดีขึ้น และขอให้สำนักหลิงเซียนของพวกเราพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป!"

ราวกับจะตอบรับคำพูดของหลินเซียว เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวพลันดังมาจากหมู่บ้านซิ่วสุ่ยที่อยู่ตีนเขา

นี่ก็เป็นเวลาเริ่มมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าของคนในหมู่บ้านเช่นกัน

ชาวบ้านต่างชอบโยนประทัดสายหนึ่งเข้าไปในกองไฟก่อนเริ่มกินข้าวเพื่อเพิ่มความคึกคัก

เสียงประทัดที่ดังต่อเนื่องมาจากหมู่บ้านแว่วเข้าสู่หูของทุกคนบนภูเขา

หลิวอวี้หนานตบหน้าผากตัวเองด้วยความเสียดายแล้วพูดว่า "แย่แล้ว ข้าลืมเตรียมประทัดไปเสียสนิท!"

ปกติแล้ว ของสำหรับวันปีใหม่ท่านแม่จะเป็นคนเตรียมให้ที่บ้าน และเนื่องจากในอดีตครอบครัวยากจน แค่ได้กินมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าที่ดีกว่าปกติเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว จึงไม่มีแก่ใจจะไปเตรียมประทัด

ดังนั้น หลิวอวี้หนานจึงไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย

เขาซื้อกลอนคู่ฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดแตงโม และของอื่นๆ มาไม่น้อย ซึ่งเขาก็เรียนรู้ที่จะซื้อจากการดูคนอื่นเตรียมตัวกันในเมืองและในตัวอำเภอ

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

หลินเซียวโบกมืออย่างใจกว้าง "กินเถอะๆ ฟังเสียงจากในหมู่บ้านเอาก็เหมือนกัน ทุกคนกินให้อิ่ม ดื่มให้เต็มที่ อาหารฝีมือฝูจื่อ ถ้าใครมือช้า ระวังจะหมดอดกินนะ!"

สิ้นคำพูด เขาก็เริ่มลงมือก่อนเป็นคนแรก

เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างก็หยิบตะเกียบขึ้นมาและเริ่มสงครามแย่งชิงอาหารบนโต๊ะอย่างดุเดือด!

—— ณ เมืองเหลียวจวู

ที่ลานด้านหลังจวนเจ้าเมือง เจ้าเมืองถงกำลังกินมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าร่วมกับเซวียเฉิงเฟิง ที่ปรึกษาของเขา

เซวียเฉิงเฟิงกินอาหารบนโต๊ะที่ทำโดยแม่ครัวอันซึ่งเป็นลูกจ้าง พลางรู้สึกว่ารสชาติช่างจืดชื้ดยิ่งนัก เขาเงยหน้าขึ้นถามเจ้าเมืองถงที่อยู่ข้างๆ ว่า "ใต้เท้า เมื่อไหร่ฮูหยินของท่านจะเดินทางมาถึงหรือขอรับ?"

เมื่อเจ้าเมืองถงได้ยินคำถามนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกว่าอาหารของแม่ครัวนั้นจำเจ

เพราะฮูหยินของเจ้าเมืองถงมีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม และในช่วงเทศกาล นางมักจะรังสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่รสชาติกลมกล่อมและแปลกใหม่อยู่เสมอ

เมื่อมองดูเซวียเฉิงเฟิงที่นั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งดูเหมือนจะเบื่ออาหาร เจ้าเมืองถงก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงต้องรออีกนานเชียวล่ะ ยัยหนูที่บ้านยังเล็กนัก น้องสะใภ้ของเจ้าไม่กล้าปล่อยมือนาง ระยะทางก็แสนไกล การพานางร่วมเดินทางมาด้วยนั้นไม่สะดวกเลย คงต้องรออีกสองสามปีให้ยัยหนูโตกว่านี้หน่อย หรือไม่ก็ต้องรอจนกว่าข้าจะถูกย้ายกลับไปใกล้บ้านเกิด"

เซวียเฉิงเฟิงเองก็รู้เรื่องเหล่านี้ดี เขาเพียงแค่อยากจะบ่นออกมาเล็กน้อยเท่านั้น

เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเมืองถง เขาก็เขี่ยอาหารในชามด้วยความหดหู่ "ทำไมท่านไม่เปลี่ยนแม่ครัวล่ะขอรับ? ลองเปลี่ยนรสชาติใหม่ๆ ดูบ้าง?"

เมื่อเห็นท่าทางเหมือนเด็กของเขา เจ้าเมืองถงก็หัวเราะออกมา "ครอบครัวของแม่ครัวอันน่ะยากจน ทั้งบ้านต้องพึ่งพาเงินเดือนที่นางได้รับจากจวนเพื่อประทัดชีวิต ตอนแรกก็เป็นเจ้านั่นแหละที่ช่วยนางไว้แล้วมาอ้อนวอนให้ข้าหาทางให้นางได้เลี้ยงชีพ อะไรกัน ตอนนี้เจ้าไม่อยากจะช่วยนางต่อแล้วหรือ?"

เซวียเฉิงเฟิงก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน เขาเพียงแต่รู้สึกว่าในวันปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อยและแค่อยากจะหาเรื่องบ่นเท่านั้น

เจ้าเมืองถงมองเขาแล้วพลันเอ่ยหยอกล้อ "จะว่าไป เฉิงเฟิง เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้วนะ ไม่คิดจะหาฮูหยินสักคนหรือ? หากเจ้ามีฮูหยิน เมื่อไหร่ที่เจ้าอยากเปลี่ยนรสชาติ ย่อมต้องมีคนทำให้เจ้ากินอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซวียเฉิงเฟิงก็โบกมือพัลวัน "ใต้เท้า โปรดอย่าล้อข้าเล่นเลยขอรับ ท่านก็รู้ว่าข้า..."

คำพูดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงรายงานของบ่าวรับใช้จากด้านนอก "เรียนใต้เท้า มีหนังสือด่วนจากราชสำนักส่งมาถึงด้านหน้า บอกว่าท่านต้องไปรับด้วยตนเองขอรับ"

เมื่อได้ยินรายงาน เจ้าเมืองถงก็วางถ้วยและตะเกียบลงทันที แล้วบอกกับเซวียเฉิงเฟิงว่า "เจ้ากินต่อไปเถอะ ข้าจะไปดูเสียหน่อย"

พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นและเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้อง

เมื่อเห็นดังนั้น เซวียเฉิงเฟิงก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินต่อแล้ว เขาจึงรีบลุกขึ้นและเดินตามไป "ข้าจะไปด้วยขอรับ!"

ทั้งสองมาถึงที่ทำการด้านหน้าของจวนเจ้าเมือง และเห็นชายคนหนึ่งสวมชุดรัดกุมยืนรออยู่ในโถง เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมา เขาก็คำนับเจ้าเมืองถงอย่างเป็นทางการ "คารวะเจ้าเมืองถง"

ขณะที่พูด เขาก็แสดงเหรียญตราประจำตัวให้เจ้าเมืองถงเพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นก็นำหนังสือราชการของราชสำนักออกมาส่งมอบให้เจ้าเมืองถง

หลังจากเจ้าเมืองถงรับไว้ด้วยตนเอง ชายผู้นั้นก็ขอตัวลากลับไป

ดังนั้น เจ้าเมืองถงจึงถือหนังสือราชการเดินกลับไปยังห้องหนังสือที่ลานด้านหลังพร้อมกับเซวียเฉิงเฟิง

เมื่อเปิดจดหมายออก ทั้งสองก็ยื่นหน้าเข้าไปอ่านเนื้อหาด้วยกันอย่างรวดเร็วเพียงชั่วครู่

หลังจากอ่านจบ ทั้งคู่ต่างก็เผยสีหน้ายินดีออกมา

เจ้าเมืองถงวางหนังสือราชการในมือลง ยืนตัวตรงไพ่หลังแล้วกล่าวว่า "สำนักเซียนแห่งนั้นมีชื่อว่าสำนักหลิงเซียนจริงๆ ด้วย"

หลังจากอ่านผ่านๆ ตาไปรอบหนึ่ง เซวียเฉิงเฟิงก็กลับไปอ่านทวนอย่างละเอียดทุกตัวอักษร เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเมืองถง เขาก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ใช่ขอรับ เป็นสำนักเซียนที่ถูกต้องจริงๆ หลังจากนี้เราก็สามารถติดต่อกับพวกเขาได้อย่างเปิดเผยและสง่างามเสียที"

เจ้าเมืองถงตบมือเข้าด้วยกันด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อยแล้วถามว่า "ในช่วงปีใหม่แบบนี้ เฉิงเฟิง เจ้าคิดว่าเราควรจะส่งของขวัญปีใหม่ไปให้พวกเขาบ้างไหม?"

เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียเฉิงเฟิงก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเห็นด้วย "ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้องที่สุดขอรับ อย่างไรเสียตอนนี้เจตนารมณ์ของราชสำนักก็คือให้พวกเราพยายามผูกมิตรกับสำนักหลิงเซียนให้ดีที่สุด การส่งของขวัญปีใหม่ไปให้นับเป็นการแสดงไมตรีจิตที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากนิสัยใจคอของท่านเซียนหนุ่มผู้นั้น ข้าคิดว่าสำนักเซียนแห่งนี้จะต้องดีมากแน่ๆ พวกเขาจะต้องมีการตอบแทนกลับมาเป็นแน่ ด้วยวิธีนี้ หากเรามีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันกับสำนักหลิงเซียน ความสัมพันธ์นี้ก็จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างช้าๆ ขอรับ"

เจ้าเมืองถงไม่อาจยืนนิ่งอยู่กับที่ได้ เขาเดินวนไปมาในห้องหนังสือ พลางครุ่นคิดพลางกล่าวว่า "ข้าเห็นว่าเจตนารมณ์ในปัจจุบันของราชสำนักดูเหมือนจะต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับสำนักนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หากเจ้าพิจารณาความหมายในหนังสือราชการอย่างละเอียด ข้าสัมผัสได้ว่ามันดูจะแตกต่างไปจากท่าทีที่มีต่อสามสำนักใหญ่ในอดีตอยู่บ้าง"

เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น เซวียเฉิงเฟิงก็ก้มหน้าลงครุ่นคิดทีละคำอีกครั้ง จากนั้นก็กล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยว่า "เป็นเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ ใต้เท้าช่างสายตาแหลมคมยิ่งนัก!"

จากนั้นเขาก็รำพึงออกมา "ถ้าอย่างนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าราชสำนักกำลังคิดจะเปลี่ยนวิธีการปฏิสัมพันธ์กับสำนักเหล่านี้ที่ทำมาโดยตลอด?"

(จบตอน)

บทที่ 250 : ยามจื่อ

บทที่ 250 ยามจื่อ

เจ้าเมืองถงเดินเอามือไพล่หลังกลับไปกลับมาอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ควรจะเป็นเช่นนั้น ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวในราชสำนักนั้น พวกเราคอยสังเกตการณ์ไปก่อน แต่สำหรับสำนักหลิงเซียน เราสามารถรักษาสัมพันธไมตรีอันดีเอาไว้ได้"

เซวียเฉิงเฟิงดีใจมาก เพราะเดิมทีพวกเขาก็มีความประทับใจที่ดีต่อท่านเซียนหลินอยู่แล้ว จึงพลอยรู้สึกดีกับสำนักหลิงเซียนไปด้วย

เขาลูบเคราที่เริ่มยาวของตนพลางกล่าวอย่างมีความสุขว่า "ผู้น้อยจะเตรียมของกำนัลวันปีใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้ และจะนำไปมอบให้ที่สำนักหลิงเซียนด้วยตัวเองในช่วงเช้ามืดของวันมะรืนขอรับ"

นึกไม่ถึงว่าเจ้าเมืองถงจะหยุดเดินและยืนนิ่ง ก่อนจะกล่าวกับเขาว่า "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ถือเป็นการไปอวยพรวันปีใหม่ คนเยอะหน่อยจะได้คึกคัก"

— —

คืนนี้ในหมู่บ้านซิ่วสุ่ยนั้นแตกต่างจากความประหยัดมัธยัสถ์ตามปกติ ทุกครัวเรือนต่างประดับประดาด้วยโคมไฟและผ้าแพรสีสันสวยงาม

หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ซึ่งปกติจะมืดสนิททันทีที่ตกกลางคืน แต่คืนนี้กลับสว่างไสว

แม้แต่บริเวณใกล้แผงขายอาหารหลิงเซียน ก็ยังมีคนที่มีน้ำใจนำโคมไฟแบบเรียบง่ายมาแขวนไว้

ในเวลานี้ ครอบครัวส่วนใหญ่ทานอาหารเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้เก็บโต๊ะอาหาร พวกเขายังคงนั่งล้อมวงทานเนื้อ ดื่มสุรา และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

เสียงประทัดดังขึ้นเป็นระยะๆ จากทั่วทุกแห่งในหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องและเสียงหัวเราะของเหล่าเด็กๆ

ทุกประตูบ้านถูกติดด้วยคำอวยพรวันตรุษจีนที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคล

สิ่งเหล่านี้เขียนโดยเด็กๆ ในหมู่บ้านที่เพิ่งไปเรียนที่โรงเรียนสอนหนังสือของซุนอี้เกา ซึ่งชาวบ้านเป็นคนไปขอให้ช่วยเขียนให้

ชาวบ้านไม่กล้าไปรบกวนซุนอี้เกา และปกติก็หาตัวเขาได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ลูกศิษย์หลายคนในโรงเรียนสอนหนังสือของเขาเป็นคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงคิดว่า หากท่านบัณฑิตไม่ว่างเขียนให้ จะเป็นไรไปถ้าให้ลูกศิษย์ของท่านเป็นคนเขียนแทน?

ด้วยเหตุนี้ ลูกศิษย์ไม่กี่คนของซุนอี้เกาจึงอาศัยเรื่องนี้หาเงินก้อนแรกในชีวิตได้สำเร็จ

แม้ว่าจะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน และพวกเขาก็รู้ตัวว่าเพิ่งเรียนมาได้ไม่นาน ลายมือยังไม่ค่อยสวย จึงรู้สึกกระดากอายที่จะรับเงิน

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านหยุดยัดเยียดผลไม้และขนมน้ำตาลมอลต์ให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อรวมทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ของที่ได้ก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

สิ่งนี้ทำให้เหล่าลูกศิษย์ดีใจเป็นอย่างมาก พวกเขาหอบกองขนมที่ได้กลับบ้านไปให้ครอบครัวดู

ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่ไม่มีเงิน แต่กลับพากันชมเชยลูกๆ ว่ามีความสามารถจริงๆ

ในเวลานี้ ภายในสำนักหลิงเซียนบนภูเขา หลังจากที่อาหารทุกจานบนโต๊ะถูกกวาดจนเกลี้ยง ทุกคนต่างลูบท้องที่อิ่มแปล้ พิงเก้าอี้ด้วยความพึงพอใจ และเริ่มการสนทนาหลังอาหารตามปกติ

หิมะหยุดตกเมื่อตอนพลบค่ำ ท้องฟ้าในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราว

ภายใต้แสงดาว กลุ่มสตรีรวมตัวกันกลุ่มหนึ่ง และกลุ่มบุรุษอีกกลุ่มหนึ่ง ต่างพากันพูดคุยหัวข้อต่างๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เหล่าวัยรุ่นหลังจากช่วยกันเก็บถ้วยชามและตะเกียบเสร็จแล้ว ก็พากันสุมหัวกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างอย่างมีลับลมคมนัย

โม่เชวียดูเหมือนจะไม่เข้ากับกลุ่มไหนเลย เขาจึงยอมให้โม่หยวนเจียวดึงตัวเขาเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่นอย่างว่าง่าย

เมื่อเห็นดังนั้น เด็กหญิงตัวน้อยสองคนอย่างหลิวเซิ่งเซิ่งและหลินอิง จึงลากหลินเยี่ยนที่นั่งฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันเรื่องสัพเพเหระตั้งแต่เรื่องในครัวเรือนไปจนถึงเรื่องปรัชญาชีวิตอยู่ข้างกายสะใภ้ใหญ่หลินเงียบๆ แอบย่องไปหาพวกพี่ๆ เพื่อดูว่าพวกเขากำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่

ทันทีที่เด็กหญิงทั้งสามไปถึง ก็ได้ยินหลินเซียวพูดกับพวกเขาว่า "อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าต้องรีบไปฝึกนะ คาถานี้ง่ายมาก เราต้องทำให้สำเร็จก่อนยามจื่อ จำได้ไหม?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างพยักหน้าตามๆ กัน และกำลังจะหันไปหาที่ว่างเพื่อเรียนคาถาใหม่ ก็เหลือบไปเห็นดวงตากลมโตดำขลับราวไข่มุกสามคู่จ้องมองมาจากด้านหลัง

หลินอิงถามอย่างสงสัยว่า "พวกพี่กำลังจะเรียนคาถาใหม่อะไรกันเหรอคะ? สนุกไหม?"

หลิวเซิ่งเซิ่งมองไปที่หลิวอวี้หนานพี่ชายของนางแล้วพูดว่า "พี่คะ พวกเราเรียนด้วยได้ไหม?"

มีเพียงหลินเยี่ยนที่รู้สึกเขินอายที่ถูกจับได้ว่าแอบฟัง นางก้มหน้าลงครึ่งหนึ่งด้วยใบหน้าแดงก่ำ

เมื่อเห็นทั้งสามคน หลินเซียวก็กล่าวอย่างดีใจว่า "มาได้จังหวะพอดีเลย เร็วเข้าๆ พวกเจ้าก็มาเรียนคาถาใหม่นี้ด้วยกันสิ คนเยอะๆ จะได้คึกคัก"

พูดจบ หลินเซียวก็ดึงหลินเยี่ยนกับหลินอิงเดินนำหน้าไปทันที

หลิวอวี้หนานจูงมือน้องสาวแล้วเดินตามหลินเซียวไปพลางกล่าวว่า "ไปกันเถอะๆ ไปด้วยกัน! ฮ่าๆ เจ้ามาได้จังหวะจริงๆ เซียวเกอเอ๋อร์บอกว่ามีอะไรสนุกๆ ให้ทำล่ะ!"

พวกผู้ใหญ่สังเกตเห็นสถานการณ์ทางนี้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย

เดิมทีเลี่ยวพ่านถูคร้านที่จะไปร่วมวงกับหลินเซียวและกลุ่มเด็กแสบพวกนี้ และคิดว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่ หากจะกลับห้องเร็วเกินไปก็น่าเบื่อ เขาจึงนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ฟังกลุ่มชายหญิงและคนชราคุยกัน

แต่ยิ่งฟัง ความปรารถนาที่จะแสดงออกในใจของเขาก็เริ่มพุ่งพล่าน

ดังนั้นเขาจึงเริ่มไม่พอใจที่จะเป็นเพียงผู้ฟังที่เงียบขรึม และค่อยๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสนทนา

ทุกคนต่างก็ยินดีที่เห็นเขาเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยแน่นอน นี่คือบุคคลที่มีชีวิตอยู่มากว่าห้าร้อยปีเชียวนะ ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไร เขาก็สามารถเสริมได้สองสามคำ และบางครั้งเขาก็จะหยิบยกหัวข้อขึ้นมาว่า "สมัยก่อนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร มีเรื่องแบบนี้อยู่ไม่น้อยเลยนะ เฮ้ ให้ข้าเล่าให้ฟังนะ—"

ไม่นานนัก หัวข้อสนทนาก็ถูกควบคุมโดยเลี่ยวพ่านถูโดยสิ้นเชิง

เขาเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรที่เขาเคยประสบมาตั้งแต่เริ่มฝึกฝนให้ทุกคนฟังด้วยจังหวะจะโคนและอารมณ์ที่ลื่นไหล

ด้วยเหตุนี้ เลี่ยวพ่านถูจึงกลายเป็นศูนย์กลางของวงสนทนาบนโต๊ะอาหารโดยไม่รู้ตัว ทุกคนต่างเคลิบเคลิ้มไปกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียรที่เขาบรรยาย แม้แต่แม่ทัพโม่ที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนก็เป็นเช่นนี้ และแม้แต่หลิวชุนก็ตั้งใจฟังอย่างสนใจยิ่ง

นี่คือยอดฝีมือระดับหยวนอิงมาเล่าประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรด้วยตนเองเชียวนะ เรื่องแบบนี้ไม่ได้หาฟังได้ง่ายๆ จากโลกภายนอก

ขณะที่เลี่ยวพ่านถูเล่าเรื่องราว ทุกคนดูเหมือนจะติดตามตามไปด้วย เห็นเด็กน้อยที่จากบ้านไปตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อเข้าร่วมสำนัก ประสบกับความอบอุ่นและเหน็บหนาวของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และสิ่งแปลกประหลาดมากมาย ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละก้าว

คืนวันส่งท้ายปีเก่าในฤดูหนาวที่เหน็บหนาวนี้ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความอาลัยอาวรณ์แต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจ

ในอีกด้านหนึ่ง ภายในห้องบำเพ็ญเพียรที่ว่างเปล่ามานาน ตอนนี้กลับสว่างไสว และกลุ่มเด็กๆ ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบไปจนถึงสิบกว่าขวบต่างก็อยู่ที่นี่ กำลังเรียนรู้บางอย่างอย่างจริงจัง

หลินเซียวอธิบายและสาธิตให้ทุกคนดูเป็นระยะๆ ในที่สุด เมื่อเหลือเวลาเพียงหนึ่งเค่อก่อนจะถึงยามจื่อ ทุกคนในห้องบำเพ็ญเพียรก็เรียนรู้คาถานั้นจนจบอย่างสมบูรณ์

พวกเขารีบดับไฟในห้องบำเพ็ญเพียรและวิ่งลงเขาไปอย่างร่าเริง

ก่อนจะลงเขา หลินเซียวก็ไม่ลืมที่จะแวะไปที่ใต้เรือนเขากุยหยวน ขัดจังหวะอาวุโสเลี่ยวที่กำลังคุยไม่หยุด และกล่าวกับพวกผู้ใหญ่ว่า

"ท่านปู่ ท่านย่า ท่านลุง ท่านป้า ท่านอา ท่านน้า และอาวุโสหลี่ขอรับ อีกประเดี๋ยวพอถึงยามจื่อ ช่วยกรุณาหันมองไปทางหมู่บ้านด้วยนะขอรับ!"

หลังจากพูดจบ เขาก็รีบเผ่นแน่บลงเขาไปทันที ทิ้งให้กลุ่มผู้ใหญ่ที่ถูกขัดจังหวะขณะฟังนิทานยืนงงงัน

ไม่นานนัก กลุ่มวัยรุ่นที่ลงเขาไปก็ประจำที่ตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านที่ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงรอการมาถึงของยามจื่อในอีกไม่ช้า

เมื่อยามจื่อมาถึง เสียงฆ้องทองเหลืองใบใหญ่ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านตู้ในหมู่บ้านก็ดังสะท้อนไปทั่วท้องฟ้าของหมู่บ้านซิ่วสุ่ยด้วยเสียง "เหง่ง"

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 249 : มื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า | บทที่ 250 : ยามจื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว