- หน้าแรก
- เมื่อนางเอกสายปลาเค็มขอโบกมือลางาน
- บทที่ 697 กักตุนเสบียง
บทที่ 697 กักตุนเสบียง
บทที่ 697 กักตุนเสบียง
บทที่ 697 กักตุนเสบียง
ในสถานที่อื่นๆ คุณจะได้ลิ้มลองเพียงแค่รสชาติของอาหารท้องถิ่นเท่านั้น
หลิวเหลียงนั่งอยู่ในร้านอาหาร รู้สึกพอใจกับความสะอาดของที่นี่ไม่น้อย ทันทีที่เดินเข้ามา เธอก็ได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ แสดงว่าสุขอนามัยของที่นี่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ โต๊ะอาหารไร้รอยคราบและคราบมัน ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้คุณหมอหลิววางใจเรื่องความสะอาดไปได้เปลาะหนึ่ง
ไม่ว่ารสชาติอาหารจะเป็นอย่างไร คุณหมอหลิวก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
เมื่ออาหารที่เจิ้งซวี่ป๋ายสั่งมาเสิร์ฟ หลิวเหลียงก็ตกหลุมรักกลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะในทันที
กลิ่นนั้นทั้งเผ็ดทั้งชา ฉุนเตะจมูก ซึ่งเป็นรสชาติที่หลิวเหลียงโปรดปรานอย่างแน่นอน
เธอแค่ชอบกินอาหารรสจัดจ้านและเผ็ดชาแบบนี้
หลังจากตักเข้าปากคำแรก ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
ปลาจานนี้มีความคล้ายคลึงกับปลาจากร้านอาหารปลาเจ้าประจำ แม้รสชาติจะไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สำคัญที่สุดคือเนื้อปลาสดและหอมมาก
ปลาตัวนี้ต้องเพิ่งจับมาสดๆ ร้อนๆ และต้องเป็นปลาแม่น้ำ ไม่ใช่ปลาเลี้ยง ไม่อย่างนั้นเนื้อคงไม่นุ่มละมุนขนาดนี้
ดังนั้นหลิวเหลียงจึงติดใจตั้งแต่คำแรกที่ชิม
"ถ้าคุณชอบ พรุ่งนี้เรามากันอีกก็ได้นะ"
เจิ้งซวี่ป๋ายเห็นเธอเจริญอาหารก็รู้สึกโล่งใจ ในที่สุดเขาก็สามารถเอาใจคุณหมอหลิวผู้ช่างเลือกได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นถ้ากระเพาะของเธอไม่ได้รับการเติมเต็ม หลิวเหลียงก็คงนอนไม่หลับไปทั้งคืน
"ตกลง!" หลิวเหลียงกินปลาอย่างมีความสุขและตอบรับอย่างง่ายดาย "เรามีวันหยุดตั้งหนึ่งเดือนเต็ม ไม่ต้องรีบร้อนหรอก สู้เราอยู่ที่นี่แล้วกินปลาไปตลอดทั้งเดือนเลยยังได้"
เธอชอบทำอะไรตามใจชอบ และนั่นก็รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย เธอไม่เคยคิดจะตระเวนดูสถานที่สวยงามทั่วประเทศให้ครบภายในเวลาแค่หนึ่งหรือสองเดือน
แบบนั้นไม่เรียกว่าการท่องเที่ยวหรอก เรียกว่าชะโงกทัวร์มากกว่า เธอทำงานหนักแทบตายกว่าจะสะสมวันหยุดได้ขนาดนี้ ไม่ได้เอามาทิ้งขว้างกับการเดินทางเหนื่อยๆ หรอกนะ ดังนั้น เธอจึงชอบที่จะอยู่เงียบๆ ในที่แห่งเดียว นั่งมองภูเขา เล่นน้ำ และกินของโปรด ต่อให้ต้องไปใช้ชีวิตในป่าดงดิบ เธอก็ไม่กลัว เพราะเธอมีประสบการณ์เอาตัวรอดในป่ามาอย่างโชกโชน
หลิวเหลียงคีบเนื้อปลาเข้าปากอีกชิ้น ปลาจานนี้อร่อยจริงๆ ก้างน้อยเหมือนปลากะพงแถมเนื้อยังสดหวาน แต่กลับมีรสชาติกลมกล่อมเข้าเนื้ออย่างเหลือเชื่อ
หลิวเหลียงกินปลาไปเกินครึ่งตัว จนรู้สึกอิ่มตื้อไปหมด
เธอลูบพุงที่ยื่นออกมาพลางถอนหายใจ "เฮ้อ ฉันกินเยอะเกินไปจริงๆ"
เมื่อออกจากร้านอาหาร หลิวเหลียงยังไม่รีบกลับโรงแรม เธอเลือกที่จะเดินเล่นไปตามท้องถนนกับเจิ้งซวี่ป๋าย ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเมืองที่ผู้คนมีวิถีชีวิตแบบเนิบช้า เวลานี้เป็นช่วงที่ชาวเมืองเพิ่งเลิกงาน ร้านรวงสองข้างทางเปิดไฟสว่างไสว ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดกลางคืนที่คึกคักขายของอยู่ริมถนน และมีผู้คนกำลังเต้นรำออกกำลังกายกันอยู่ที่จัตุรัส
หลิวเหลียงถึงกับกล้าเดินเข้าไปร่วมวงเต้นด้วย ถ้าถามว่าเธอไปเรียนมาจากไหน เธอก็เรียนมาจากแม่นั่นแหละ ในเขตที่พักอาศัยของเธอมีกลุ่มเต้นรำออกกำลังกายอยู่หลายกลุ่ม และที่จัตุรัสซิงเหอก็มีเยอะยิ่งกว่า แค่ดูบ่อยๆ ก็จำท่าได้แล้ว
กว่าเธอจะเล่นจนพอใจและสนุกจนหนำใจ ท้องของเธอก็ไม่แน่นอีกต่อไป แถมยังสามารถกินอาหารได้อีกมื้อด้วยซ้ำ เธอคิดว่าพลังการต่อสู้เรื่องกินของตัวเองยังคงแข็งแกร่งไม่เบา
บังเอิญว่าระหว่างทางกลับ พวกเขาเดินผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้เป็นเครือข่ายระดับโลก และเผอิญมีสาขาหนึ่งในซิงหนิง ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในซิงหนิงเช่นกัน มีข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างที่พอจะจินตนาการได้และมีสินค้าให้เลือกสรรอย่างครบครัน
"เราเข้าไปซื้อของกันหน่อยไหม?"
หลิวเหลียงกระตุกแขนเสื้อเจิ้งซวี่ป๋าย พวกเขามากันอย่างเร่งรีบ เดิมทีมันก็เป็นทริปปุบปับอยู่แล้ว พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนของใช้ในชีวิตประจำวันเลย ทั้งเธอและเจิ้งซวี่ป๋ายชอบเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เรียกได้ว่าพวกเขาไม่เคยขาดแคลนของพวกนี้
อย่างไรก็ตาม มีของบางอย่างที่ยังไม่ได้เตรียมมา
ในเมื่อเดินผ่านแล้ว ก็แวะซื้อไปด้วยเลยแล้วกัน
หลิวเหลียงยกข้อมือขึ้นดูเวลา เพิ่งจะสามทุ่มกว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้เปิดจนถึงเที่ยงคืน พวกเขาจึงมีเวลาเดินเลือกซื้อของอีกเหลือเฟือ
เจิ้งซวี่ป๋ายไม่ได้คัดค้านอะไรและพาหลิวเหลียงเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต
"เราแยกกันเดินเถอะ พี่เจิ้ง พี่ต้องซื้อของเยอะเลยนะ ฉันฝากความหวังไว้ที่พี่แล้วกัน!"
หลิวเหลียงเข็นรถเข็นช้อปปิ้งไปเอง และก่อนที่เจิ้งซวี่ป๋ายจะทันได้เอ่ยปาก เธอก็วิ่งฉิวไปเสียแล้ว
เจิ้งซวี่ป๋ายส่ายหน้า นิสัยวู่วามของคุณหมอหลิวนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ แถมยังจะรับมือยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ ฝีเท้าของเธอก็พัฒนาขึ้น วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก ดูเหมือนการวิ่งตอนเช้าทุกวันของเธอจะได้ผลแฮะ อย่างน้อยก็ในแง่ของความเร็วและความอึด หลิวเหลียงสามารถไปลงแข่งวิ่งระยะสั้นได้สบายๆ
เผลอๆ อาจจะคว้าถ้วยรางวัลกลับมาด้วยซ้ำ
แต่หลิวเหลียงไม่มีทางรู้เลยว่าเจิ้งซวี่ป๋ายกำลังคิดอะไรอยู่ อย่างเรื่องที่เธอจะคว้าถ้วยรางวัลอะไรนั่น ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในล็อกขายขนมขบเคี้ยว กวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าลงรถเข็น
เพราะเธอลืมเตรียมอาหารไว้ให้ท่านอาจารย์ ตอนนี้ก็เลยต้องรีบตุนเอาไว้ ใครๆ ก็บอกไม่ใช่เหรอว่าพอไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว จะไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ แบบนี้ ดังนั้นการหาซื้อของที่นั่นคงเป็นปัญหาแน่ ถ้าเธอไม่เตรียมของพวกนี้ไป จะให้ท่านอาจารย์กินลมกินแล้งหรือไง? เขาคงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ
นิสัยขี้เหนียวแถมยังใจแคบแบบนั้น ไม่มีความสง่างามเอาเสียเลย
และในตอนนี้ คุณหมอหลิวผู้ 'สง่างาม' ก็กำลังวุ่นอยู่กับการกวาดข้าวของลงจากชั้นวาง ใครที่ไม่รู้จักเธอคงคิดว่าเธอเป็นคนตะกละตะกลามสุดๆ ไปเลย!
หลิวเหลียงทำเวลาได้รวดเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เธอก็กวาดของใส่รถเข็นคันเล็กไปเป็นสิบกว่าคัน หลังจากจ่ายเงินใส่ถุงเรียบร้อย เธอก็เข็นตรงไปยังมุมลับตาคนแล้วโยนของทั้งหมดเข้าไปในแหวนวิเศษของเธอ
เธอปัดมือไปมา "เอาล่ะ ภารกิจลุล่วง เท่านี้ก็น่าจะกินได้สักสิบวันถึงครึ่งเดือนล่ะนะ"
เมื่อปัญหาใหญ่ที่สุดได้รับการแก้ไข หลิวเหลียงก็มีอารมณ์เดินดูของในซูเปอร์มาร์เก็ตต่อ เธอซื้อโยเกิร์ต ขนมที่เธอชอบ และอาหารแช่แข็งมาอีกเพียบ เผื่อไว้ในกรณีที่ไปถึงที่นั่นแล้วไม่มีอะไรให้กินจริงๆ
หลังจากชำระเงินค่าของพวกนี้เสร็จ เธอก็โทรหาเจิ้งซวี่ป๋าย เจิ้งซวี่ป๋ายซื้อของใช้สิ้นเปลืองเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งซื้อมาเยอะมาก
"แค่นี้จะพอเหรอ?"
หลิวเหลียงกลัวว่ามันจะไม่พอ พวกเขาแต่ละคนต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละสามขวด คิดยังไงก็ไม่พอแน่ๆ หลิวเหลียงเป็นคนชอบดื่มน้ำเยอะๆ และเจิ้งซวี่ป๋ายก็เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเขาต้มชาและนั่งสนทนาปัญหาชีวิตกัน น้ำก็คงจะหมดไวยิ่งกว่าเดิม
"พอแล้วน่า"
เจิ้งซวี่ป๋ายรู้สึกจริงๆ ว่าหลิวเหลียงคิดมากเกินไป เขาหยิกแก้มป่องๆ ของเธอ "ที่ไหนๆ ก็มีน้ำทั้งนั้น ไม่เห็นต้องตุนเยอะขนาดนี้เลย อีกอย่าง ที่ที่เราจะไปก็ไม่ใช่ทะเลทรายสักหน่อย"
"ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นหรอกน่า ทำเหมือนกับว่าจะไม่มีข้าวกินไม่มีเสื้อผ้าใส่ยังงั้นแหละ"
"แต่ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเลยว่าต้องซื้อตุนไว้อีก"
หลิวเหลียงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่สัญชาตญาณของเธอมันบอกแบบนั้น