- หน้าแรก
- เมื่อนางเอกสายปลาเค็มขอโบกมือลางาน
- บทที่ 14: ขายไม่ออก
บทที่ 14: ขายไม่ออก
บทที่ 14: ขายไม่ออก
บทที่ 14: ขายไม่ออก
ในตอนแรกหลิวเหลียงยังพอยืนไหว แต่สุดท้ายเธอก็ทิ้งตัวลงนั่งหน้ามุ่ยอยู่ใต้ต้นไม้ หรือว่าเธอจะตั้งราคาแพงเกินไปจริงๆ? ถ้ามีแค่คนสองคนบ่นว่าแพงก็คงไม่เท่าไหร่ แต่นี่มีลูกค้าแวะเวียนมาดูนับสิบรายแล้ว เธอยังขายไม่ออกเลยสักชุดเดียว
หรือว่าเธอควรจะเลิกหลอกตัวเอง แล้วยอมรับความจริงเสียทีว่าเธอตั้งราคาไว้สูงเกินไป?
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงมีความมั่นใจในสายตาของตัวเองอยู่ไม่น้อย หรือว่ารสนิยมการแต่งกายของผู้หญิงในยุคเก้าศูนย์จะแตกต่างจากผู้หญิงในอีกยี่สิบปีให้หลังกันนะ?
ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่คิดที่จะยอมเลหลังขายเสื้อผ้าพวกนี้ไปในราคาถูก หลิวเหลียงมองเวลาที่ล่วงเลยไปเรื่อยๆ เธอไม่มีนาฬิกาข้อมือจึงไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว รู้เพียงแต่ว่าต้องกลับให้ถึงบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่อย่างนั้นคงตกรถโดยสารเที่ยวกลับเป็นแน่
ตอนนี้ดวงอาทิตย์ลอยตั้งฉากอยู่เหนือศีรษะ กะเกณฑ์จากเวลาแล้วก็น่าจะใกล้เที่ยงวัน เธอลูบท้องตัวเองปอยๆ นึกเสียใจที่ไม่ได้พกหมั่นโถวติดตัวมาด้วยสักลูก ไม่อย่างนั้นก็คงพอจะกินประทังความหิวไปได้บ้าง ไม่ใช่ว่าเธอตระหนี่ถี่เหนียวจนไม่กล้าใช้เงินหรอกนะ
กับเรื่องอื่นเธออาจจะขี้เหนียว แต่หากเป็นเรื่องปากท้องแล้วล่ะก็ ในวันข้างหน้าเธอจะยินดีจ่ายอย่างไม่อั้นแน่นอน
ในชาติก่อนเธอเจ็บป่วยได้อย่างไร และต้องตายลงด้วยสภาพแบบไหน? เธอย่อมรู้ซึ้งดีอยู่แก่ใจ เธออุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูคนในตระกูลสวี่เสียจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่ตัวเองกลับต้องตรากตรำทำงานหนักจนล้มป่วยเป็นโรคกระเพาะ ซ้ำร้ายยังต้องทนกินอิ่มมื้ออดมื้อมานานนับปี ถ้าโรคร้ายไม่มาเยือนคนอย่างเธอ แล้วจะไปเยือนใครได้อีกล่ะ?
สาเหตุที่เธอไม่ได้ออกไปหาอะไรกินก็เพราะแผงลอยยังตั้งอยู่ตรงนี้ หากเธอเดินผละไป แล้วใครจะคอยเฝ้าร้านให้ล่ะ? ท้ายที่สุดเธอก็ทำได้เพียงแค่นั่งทนหิวทนกระหายอยู่ตรงนี้ต่อไป
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วเข้ามาใกล้ หลิวเหลียงรีบลุกขึ้นยืน ทราบได้ทันทีว่ามีลูกค้าแวะมาหา ทว่าจากความกระตือรือร้นที่เคยมีอย่างล้นปรี่ในตอนแรก บัดนี้หัวใจของเธอกลับห่อเหี่ยวไปกว่าครึ่ง หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอรู้สึกว่าหัวใจคงได้เย็นเฉียบไปจนถึงกระดูกดำแน่ๆ
เธอไม่ได้เก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง บนโลกนี้ยังมีสิ่งที่เธออยากทำแต่กลับทำไม่ได้อยู่ อย่างเช่นการค้าขายอย่างไรล่ะ ในเมื่อเงินอยู่ในกระเป๋าคนอื่น เธอจะไปบังคับขู่เข็ญล้วงเอามาได้อย่างไร
การค้าขายล้วนต้องพึ่งพาความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่อย่างนั้นจะหาเงินได้อย่างราบรื่นและสบายใจได้อย่างไร?
“เสื้อตัวนี้ราคาเท่าไหร่หรือคะ?”
ลูกค้าเป็นหญิงสาวที่ดูทันสมัยมากอีกคนหนึ่ง แม้ว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่จะดูเรียบง่ายไปสักหน่อยก็ตาม หลิวเหลียงไม่เคยเป็นคนที่ตัดสินใครจากรูปลักษณ์ภายนอกอยู่แล้ว แน่นอนสิ คนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยหรูอยู่แล้ว ใครเขาจะมาซื้อเสื้อผ้าของเธอกันล่ะ?
ในบรรดาลูกค้าสตรีสิบกว่ารายที่แวะเวียนมา มีไม่น้อยเลยที่ดูราวกับเป็นลูกผู้ดีมีเงิน แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเธอก็ไม่ได้อุดหนุนเสื้อผ้าของเธอเลยสักชิ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเธอมีฐานะร่ำรวยจริงๆ เสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่โตไม่ดูดีและหรูหรากว่าหรอกหรือ? ใครจะยอมถ่อมาถึงตลาดใหญ่เพื่อสูดฝุ่นควันแบบนี้กัน
หลิวเหลียงแนะนำเสื้อผ้าให้หญิงสาวฟังเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ต้น ตัวไหนเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเธอก็บอกไปตามตรง ยี่ห้อบนป้ายก็มีให้เห็นทนโท่ ส่วนตัวไหนที่เป็นสินค้าผลิตในประเทศ เธอคงไม่หน้าด้านคุยโวโอ้อวดเกินจริง ผู้คนไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย แม้ผู้หญิงในยุคนี้จะมีนิสัยซื่อตรงและเรียบง่าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะโง่เขลาหลอกง่าย
หญิงสาวชี้ถามทีละชุด หลิวเหลียงก็คอยอธิบายให้ฟังทีละชุด เพียงพริบตาเดียว ลูกค้าคนนี้ก็ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องเสื้อผ้าไปจนครบทั้งสิบกว่าชุดแล้ว หลิวเหลียงเองก็พร่ำอธิบายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งคอแห้งผากไปหมด
นี่เป็นวันแรกที่เธอเริ่มทำมาค้าขาย เธอจึงยังขาดประสบการณ์ ทำเพียงแค่แบกกระสอบมาดื้อๆ ในคราวหน้า เธอคงต้องจำไว้ว่าควรพกน้ำดื่มและเสบียงแห้งติดตัวมาด้วย
หญิงสาวรับฟังพลางพลิกเสื้อผ้าไปมา ตรวจสอบดูทั้งด้านในและด้านนอกอย่างละเอียดลออ หลิวเหลียงเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดรำคาญใจแต่อย่างใด
หากลูกค้าไม่ตรวจดูให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะยอมควักเงินซื้อได้อย่างไร? ทว่าเธอก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า หากปล่อยให้พลิกจับเสื้อผ้าไปมาอยู่อย่างนี้ต่อไป เนื้อผ้าอาจจะเริ่มบอบช้ำหรือมีรอยตำหนิเอาได้
“เสื้อผ้าทั้งหมดนี้รวมแล้วราคาเท่าไหร่คะ?”