- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 260 - ขาใหญ่ระดับเก้าตัวที่สอง!
บทที่ 260 - ขาใหญ่ระดับเก้าตัวที่สอง!
บทที่ 260 - ขาใหญ่ระดับเก้าตัวที่สอง!
บทที่ 260 - ขาใหญ่ระดับเก้าตัวที่สอง!
☆☆☆☆☆
โจวอวิ๋นตายไปต่อหน้าต่อตา แต่เจิ้งอวี่กลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ไม่มีความสะใจหลังจากการล้างแค้น และก็ไม่ได้รู้สึกผิดแบบพ่อพระโลกสวยอะไรด้วย
เอาจริงๆ นะ... เจิ้งอวี่ในตอนนี้ไม่ค่อยได้ใส่ใจโจวอวิ๋นเท่าไหร่แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะโจวอวิ๋นเอาแต่ตามราวีจะฆ่าเขาให้ได้ แถมยังถ่อมาแจกหัวให้ถึงขุมนรกกิลด์ที่การฆ่าคนถือเป็นเรื่องถูกกฎหมายแบบนี้ เจิ้งอวี่ก็คงไม่มีแผนที่จะจ้องเล่นงานโจวอวิ๋นหรอก
เพราะตราบใดที่ความแข็งแกร่งของโจวอวิ๋นยังก้าวข้ามเจิ้งอวี่ไม่ได้ เขาก็ทำได้แค่ใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงไปตลอดกาล
นับตั้งแต่รู้ว่าโจวอวิ๋นลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เจิ้งอวี่ก็พอจะเดาออกแล้วว่าโจวอวิ๋นจะไปอยู่ที่ไหน
ลัทธิจุติน่ะเข้าง่าย แต่ออกยาก
ทันทีที่โจวอวิ๋นก้าวเท้าเข้าไปในลัทธิจุติ ต่อให้เจิ้งอวี่จะไม่จ้องเล่นงานเขา เขาก็มีแต่ตายกับตายอยู่ดี
เจิ้งอวี่มองดูดวงตาที่ไร้ซึ่งแววแห่งชีวิตของโจวอวิ๋น แล้วส่ายหน้า
"ทำไปเพื่ออะไรกันนะ"
เจิ้งอวี่โบกมือ เรียกเทียนหั่วที่กำลังต่อสู้อยู่ในซากปรักหักพังกลับมา ให้มันเผาศพของโจวอวิ๋นจนไหม้เกรียมเป็นจุล
"คนเคยรู้จักกัน ขอสงเคราะห์จัดงานศพแบบฌาปนกิจให้ก็แล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องนอนตายเป็นผีไร้ญาติอยู่กลางป่ากลางเขา อย่างน้อยคุณก็เคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายบนเส้นทางการต่อสู้ของฉัน"
"ชาติหน้าเกิดใหม่ ก็อย่าทำตัวปากแข็งนักล่ะ มันไม่ค่อยเป็นผลดีต่อสุขภาพหรอกนะ"
จัดการเผาศพโจวอวิ๋นเสร็จ
เจิ้งอวี่เงยหน้าขึ้นมองก้อนน้ำหมึกที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
ในก้อนน้ำหมึกมีกลิ่นอายของโจวอวิ๋นแฝงอยู่อย่างชัดเจน ในน้ำหมึกสีดำมีรอยสีขาวขุ่นจางๆ ไหลเวียนอยู่
เจิ้งอวี่เดาว่า นั่นน่าจะเป็นวิญญาณหรืออะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กับพลังจิตของโจวอวิ๋น
"ดูเหมือนว่า พวกแกจงใจส่งโจวอวิ๋นมาตายสินะ"
"ทั้งๆ ที่รู้ว่าโจวอวิ๋นสู้ฉันไม่ได้ แถมไอ้หน้าเสียโฉมข้างล่างนั่นก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นที่จะเอาชนะฉันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังส่งพวกมันมาอีก"
"เกรงว่า... คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่มาฆ่าฉันสินะ?"
เจิ้งอวี่พูดกับก้อนน้ำหมึกนั้น
เป็นไปตามที่เจิ้งอวี่คาดไว้ ก้อนน้ำหมึกค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นใบหน้าคน แล้วพูดกับเจิ้งอวี่ว่า "ภารกิจหลักก็คือการฆ่าแกนั่นแหละ"
"เพราะถึงยังไง ถ้าแกถูกโจวอวิ๋นฆ่าตาย แกก็ไม่มีค่าพอให้พวกเราต้องไปดึงตัวมาเป็นพวกหรอก"
"โจวอวิ๋นตั้งใจมาฆ่าแกจริงๆ เพียงแต่ฉันไม่คิดเลยว่าโจวอวิ๋นมันจะอ่อนแอปวกเปียกขนาดนี้ แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าแกจะมีฝีมือเก่งกาจถึงระดับนี้"
เจิ้งอวี่ยิ้มแล้วถาม "แกอยากจะดึงตัวฉันไปเป็นพวกงั้นเหรอ?"
"ก็ไม่เชิงว่าดึงตัวมาเป็นพวกหรอกนะ"
ก้อนน้ำหมึกส่ายหน้า "แค่มาเสนอแนะเส้นทางที่ดีกว่าให้แกเดินก็เท่านั้นเอง เพราะฉันค่อนข้างจะชื่นชมในตัวแกนะ ถ้าแกยอมเดินในเส้นทางที่ถูกต้องล่ะก็ ด้วยศักยภาพของแก มันมากพอที่จะได้รับการยอมรับจากเทพเจ้า ให้กลายเป็นผู้ประกอบพิธีคนใหม่ หรือแม้กระทั่งมีโอกาสได้เป็นอัครสาวกเลยล่ะ"
"..."
"แน่นอน แกมีสิทธิ์จะปฏิเสธฉัน ฉันก็ชินแล้วล่ะนะ เพราะพวกแกน่ะไม่รู้ซึ้งถึงพลานุภาพของเทพเจ้า ไม่รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ของโลกใบนี้ แถมยังประเมินตัวเองสูงเกินไปอีกต่างหาก..."
พอพูดถึงตรงนี้ ผู้ประกอบพิธีโม่ก็หัวเราะออกมาเบาๆ "ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ พวกหนานมู่อวิ๋นกับเลี่ยวหนิงดันไปคิดแผนการสุดท้ายอะไรนั่นขึ้นมาด้วย?"
"แผนการอะไรล่ะ? ต่อต้านเทพเจ้างั้นเหรอ? แสงหิ่งห้อยริอ่านจะไปแข่งแสงกับดวงจันทร์เนี่ยนะ?"
"ถ้าเป็นคนอื่น ฉันก็คงไม่ใส่ใจหรอกนะ เมื่อถึงเวลาที่เทพเจ้าจุติลงมาจริงๆ พวกมันก็ต้องตายกันหมดอยู่ดี มีแค่แกนี่แหละ... ที่ทำให้ฉันรู้สึกถูกใจความสามารถขึ้นมา ถ้าแกต้องมาตาย ฉันคงเสียดายแย่เลย"
เจิ้งอวี่ไม่ได้รีบเถียงผู้ประกอบพิธีโม่ เขากลับถามกลับไปว่า "แกน่าจะรู้ดีนี่นา ว่ามีโลกอื่นที่สามารถหยุดยั้งการจุติของเทพเจ้าครั้งที่ห้าได้แล้วน่ะ"
"เทพเจ้าที่แกพูดถึง มันก็ไม่ได้ไร้เทียมทานจนเอาชนะไม่ได้ซะหน่อย"
"หึ"
เมื่อได้ยินคำพูดของเจิ้งอวี่ ผู้ประกอบพิธีโม่ก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "ถึงได้บอกไงล่ะว่าวิสัยทัศน์ของแกมันยังแคบนัก แกคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าเทพเจ้า ซึ่งคอยบงการอยู่เบื้องหลังขุมนรก จะเป็นเทพเจ้าจริงๆ น่ะ?"
"แกลองใช้สมองคิดไตร่ตรองดูให้ดีๆ สิ ว่าทำไมพวกมันถึงต้องก่อสงครามเทพจุติขึ้นมา แล้วพวกมันกำลังแย่งชิงอะไรกันอยู่?"
"ถ้าคิดตกเมื่อไหร่ ฉันเชื่อว่าแกจะเป็นฝ่ายมาหาฉันเอง"
"เลเวลของแกตอนนี้มันยังต่ำเกินไป ไม่มีทางเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ได้หรอก ฉันจะรอแกนะ หวังว่าแกจะไม่ได้กลายเป็นหนานมู่อวิ๋นคนที่สอง"
พูดจบ ก้อนน้ำหมึกนั่นก็ลอยพุ่งตรงไปยังทิศทางที่ขงอี๋อยู่
"เวรเอ๊ย พวกชอบทำตัวเป็นปริศนาอีกแล้ว"
เจิ้งอวี่บ่นอุบ
แต่ทว่า ถึงแม้คำพูดของคนที่อยู่เบื้องหลังก้อนน้ำหมึกนี่มันจะฟังดูเป็นปริศนา แต่อันที่จริงมันก็เข้าใจได้ไม่ยากเลย
พูดง่ายๆ ก็คือ... เป็นเรื่องการนิยามคำว่าเทพเจ้านั่นแหละ
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ ที่พวกตัวประหลาดที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังขุมนรก ถูกเรียกขานว่าเทพเจ้าน่ะ?
พูดให้ถึงที่สุดแล้ว คำว่าเทพจุติ ก็ยังคงเป็นชื่อที่มนุษย์เราตั้งขึ้นมาเรียกพวกมันเองอยู่ดี
เจิ้งอวี่ที่เคยผ่านเส้นทางแห่งการเนรเทศมารู้เรื่องสงครามเทพเจ้าแบบวนลูปเป็นอย่างดี พวกที่ถูกควบคุมชะตากรรมให้ต้องทำสงครามวนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนั้น... มันจะคู่ควรกับคำว่าเทพเจ้าได้อย่างนั้นเหรอ?
ถ้าพูดแบบนี้ล่ะก็ ตัวตนที่อยู่เบื้องหลังสงครามเทพเจ้าซึ่งเจิ้งอวี่อยากรู้มาตลอด นั่นแหละคือเทพเจ้าที่แท้จริงหรือเปล่า?
"จิ๊"
เจิ้งอวี่ส่ายหน้า
คำพูดของผู้ประกอบพิธีโม่จุดประกายความคิดให้เขาได้จริงๆ นั่นแหละ
แต่ปัญหาคือ แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเทพเจ้าที่แท้จริงคือใคร?
เดาเอาเหรอ?
มโนเอาเองงั้นสิ?
มันก็เหมือนกับภูมิหลังทางศาสนาที่เขาเข้าใจนั่นแหละ ล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง?
"ผู้ประกอบพิธีโม่คนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือบนตารางอันดับ แฝงตัวอยู่เงียบๆ พลังน้ำหมึกนั่นสามารถดูดซับพลังของจอมดาบขุมนรกแล้วเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แถมยังสามารถชิงเอาวิญญาณของโจวอวิ๋นไปได้อีกต่างหาก"
"ถ้าอย่างนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเวลาอยู่ข้างนอก หมอนี่น่าจะใช้พลังรูปแบบอื่น พอเข้ามาอยู่ในขุมนรกกิลด์ก็เลยไม่กลัวความลับเรื่องพลังน้ำหมึกแตกล่ะสิ"
"จะเป็นใครกันนะ?"
เจิ้งอวี่รู้สึกได้เลยว่า วงการผู้ใช้คลาสของจิ่วโจวมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่อีกเยอะ ซับซ้อนกว่าที่เขาจินตนาการไว้ซะอีก
...
ศึกตะลุมบอนดำเนินไปอย่างยาวนาน
ผู้ใช้คลาสจำนวนมากล้มตายลงไป แน่นอนว่าก็มีผู้ใช้คลาสส่วนใหญ่ถอนตัวออกจากการแย่งชิงไปเหมือนกัน เพราะพวกเขามองสถานการณ์ออกแล้วว่า ทีมที่มีความสามารถ... หรือจะพูดให้ถูกคือทีมที่คู่ควรจะชิงชัยเพื่อครอบครองขุมนรกแห่งนี้ มีเพียงแค่สามทีมเท่านั้น
กิลด์นักรบของเจียเล่อ ลัทธิจุติที่นำโดยขงอี๋ และเจิ้งอวี่
แม้เจิ้งอวี่จะมาแค่คนเดียว แต่ในฐานะนักอัญเชิญ คนเดียวก็เทียบเท่ากับหนึ่งทีม
ตอนนี้ ไม่มีผู้ใช้คลาสคนไหนกล้าขึ้นมาบนดาดฟ้าแล้ว
ถึงแม้ว่าข้อจำกัดของขุมนรกความฝันบนดาดฟ้าของอาคารปรักหักพัง จะถูกผู้ประกอบพิธีโม่ทำลายไปตั้งนานแล้ว แต่หลังจากที่มีผู้ใช้คลาสหลายคนขึ้นไปแล้วไม่ได้กลับลงมาแบบครบสามสิบสองประการ ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นไปอีกเลย
หลังจากที่ฆ่าโจวอวิ๋นเสร็จ เจิ้งอวี่ก็เรียกสัตว์อัญเชิญทั้งหมดกลับมา แล้วยึดครองพื้นที่ที่สูงที่สุดในบริเวณนี้เอาไว้
ไม่ได้ปล่อยให้พวกมันไปกวาดล้างเก็บแต้มสังหารต่อ
พละกำลังและจิตวิญญาณของสัตว์อัญเชิญมีขีดจำกัด ในสถานการณ์ที่ผลแพ้ชนะของศึกตะลุมบอนเริ่มจะเห็นภาพชัดเจน และสถานการณ์การต่อสู้กำลังตึงเครียดดูเชิงกันอยู่ระหว่างเจียเล่อ ขงอี๋ และตัวเขาเอง
การถนอมพละกำลังเตรียมพร้อมสำหรับศึกตัดสิน มันสำคัญกว่าการละโมบกอบโกยของรางวัลต่อไปเยอะ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เจียเล่อกับขงอี๋ก็กำลังระแวงซึ่งกันและกันอยู่เหมือนกัน อาคารปรักหักพังที่เคยวุ่นวายก่อนหน้านี้ จึงตกอยู่ในความสงบสุขไปชั่วขณะ
พวกที่สมควรตาย ก็ตายกันไปหมดแล้ว
พวกที่รู้จักเจียมตัว ก็ถอนกำลังกันออกไปหมดแล้ว
หลังจากนี้ ก็ถึงเวลาตัดสินผลแพ้ชนะกันเสียที
ทั้งเจียเล่อและขงอี๋ต่างก็หยุดพักรบชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง
มีเพียงเจิ้งอวี่ที่ยืนดูพวกเขาสองคนจากบนดาดฟ้าด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า เขายิ้มแล้วตะโกนถามลงไปว่า "โย่ว พวกพี่ชาย นั่งพักกันอยู่เหรอ?"
"..."
น่ารำคาญชะมัด นี่เป็นครั้งแรกที่เจียเล่อและขงอี๋สัมผัสได้ว่านักอัญเชิญมันรับมือยากขนาดนี้
แต่ทว่าเจิ้งอวี่ก็ไม่ได้ฉวยโอกาสบุกโจมตีตอนที่พวกเขากำลังแย่
การหยุดพักรบชั่วคราว ถึงแม้จะทำให้พวกเจียเล่อและขงอี๋ได้ฟื้นฟูพละกำลังก็เถอะ
แต่เจิ้งอวี่กลับไม่ได้รู้สึกกังวลเลยสักนิด
เพราะการหยุดพักรบชั่วคราวนี้ จะทำให้เขามีเวลาจัดการกับทรัพยากรที่ได้มาต่างหาก
ของรางวัลจากศึกตะลุมบอนระลอกนี้ มันมากพอที่จะสร้างสัตว์อัญเชิญระดับเก้าขึ้นมาได้อีกตัวนึงเลยนะ!
เวลาที่พวกนายเอาไปนั่งพักเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง สิ่งที่ฉันจะได้กลับมาก็คือ... ขาใหญ่ระดับเก้าตัวที่สองยังไงล่ะ!
[จบแล้ว]