- หน้าแรก
- ใครว่านักอัญเชิญกระจอก เริ่มต้นด้วยพรสวรรค์พันธสัญญาปีศาจแบบจัดเต็ม
- บทที่ 230 - เคลียร์เส้นทางแห่งการเนรเทศแบบสมบูรณ์แบบ!
บทที่ 230 - เคลียร์เส้นทางแห่งการเนรเทศแบบสมบูรณ์แบบ!
บทที่ 230 - เคลียร์เส้นทางแห่งการเนรเทศแบบสมบูรณ์แบบ!
บทที่ 230 - เคลียร์เส้นทางแห่งการเนรเทศแบบสมบูรณ์แบบ!
☆☆☆☆☆
"อ๊าก—"
เสียงกรีดร้องอันคุ้นเคยดังก้องไปทั่วทั้งความฝัน
นั่นคือเสียงของการกำจัดขยะ
โอตงเปล่งเสียงร้องโหยหวนราวกับวิญญาณกำลังถูกบดขยี้ เจิ้งอวี่ถึงกับรู้สึกทนดูไม่ได้อยู่บ้าง แน่นอนว่าความรู้สึกนี้มันมีอยู่แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ
สาเหตุหลักที่เขาทนดูไม่ได้ ไม่ใช่เพราะวิญญาณของโอตงที่กำลังถูกบดขยี้ แต่เป็นเพราะภาพการต่อสู้กว่าร้อยรอบที่อีกฝ่ายถูกเขาไล่ต้อนสังหารอย่างโหดเหี้ยมต่างหาก
พูดตามตรง การที่โอตงสามารถเผชิญหน้ากับความตายกว่าร้อยครั้ง และยังสามารถทำใจยอมรับเผชิญหน้ากับตัวเองได้ทุกครั้งที่เริ่มต้นใหม่ แถมยังสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกออกมาได้ เจิ้งอวี่ก็นับถือเขาเลยจริงๆ
ความแข็งแกร่งของโอตงจะมากจะน้อยขอไม่พูดถึง แต่สภาพจิตใจและความมั่นคงทางจิตวิญญาณของเขานี่มันถือว่าอยู่ระดับแนวหน้าจริงๆ
ไม่แปลกใจเลยที่โอตงในฐานะ 'นักโทษ' จะสามารถทำความเข้าใจความฝันบางส่วน จนสร้างจิตใต้สำนึกของเคอรี่และฮาโรลด์ขึ้นมาได้
แต่ก็เพราะความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้นี่แหละ ที่ทำให้โอตงหลงผิดและคิดไปเองว่า เขาสามารถสร้างโลกที่เป็นของตัวเองขึ้นมาในที่แห่งนี้ได้
หลังจากเสียงกรีดร้องของโอตงค่อยๆ จางหายไป
เจิ้งอวี่ก็พบว่าดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเหนือทะเลทรายโกบีกลับสาดส่องขึ้นมาอีกครั้ง
เดิมทีตามเวลาปกติ ตอนนี้มันควรจะเป็นเวลาพลบค่ำที่อุณหภูมิกำลังจะลดต่ำลงแล้วสิ
แต่เป็นเพราะเจิ้งอวี่แค่มีความคิดแวบขึ้นมาว่า 'รู้สึกหนาวนิดหน่อย'
มันถึงกับหมุนย้อนเวลากลับไปซะงั้น
"..."
เพียงแค่ความคิดแวบเดียวของเจิ้งอวี่
อุณหภูมิก็พุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับที่กำลังพอดี ดวงอาทิตย์ลอยค้างอยู่ตรงขอบโลก ฝุ่นทรายรอบด้านจางหายไป ทะเลทรายโกบีอันกว้างใหญ่ไพศาล กลับมีต้นหญ้าอ่อนผลิใบงอกเงยขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่นาที
กลายเป็นทุ่งหญ้าอันเขียวขจีชอุ่มตา
การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่ได้ทำให้แค่เจิ้งอวี่ตกตะลึงเท่านั้น ขนาดผีสาวชุดแดงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเห็นฉากอลังการมานักต่อนัก ก็ยังต้องเบิกตากว้าง
สายลมพัดโชยมา เจิ้งอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างที่ไม่เคยทำมานาน
ตั้งแต่เข้ามาในเส้นทางแห่งการเนรเทศ เขาก็ไม่กล้าหายใจแรงๆ เลยด้วยซ้ำ เพราะพายุทรายมันแรง แถมอากาศยังร้อนระอุ ไม่มีความสบายตัวเลยสักนิด
ผีสาวชุดแดงเอ่ยถาม "นายครอบครองความฝันนี้แล้วเหรอ?"
แต่เจิ้งอวี่กลับส่ายหัว
"ไม่มีข้อความแจ้งเตือน ไม่มีสัญญาณ แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรด้วย แต่เมื่อกี้ฉันก็แค่คิดไปแวบหนึ่งว่า...ถ้าที่นี่เป็นทุ่งหญ้าก็คงดี..."
"ใครจะไปคิดล่ะว่า...มันจะกลายเป็นจริงขึ้นมา"
ซ่า—
ในระหว่างที่เจิ้งอวี่กำลังพูด รูปปั้นเจ้าแห่งความฝันก็มีเสียงกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำดังขึ้นมา
รูปลักษณ์ที่เคยดูแปลกประหลาดและไร้กฎเกณฑ์ ตอนนี้กลับกลายร่างเป็นตะหลิวขนาดยักษ์ เปล่งประกายแสงสีทองสว่างไสว สะท้อนเข้าตาเจิ้งอวี่จนดูพิลึกพิลั่นไปหมด
"นี่มัน...อะไรกันเนี่ย?"
ผีสาวชุดแดงมองรูปปั้นที่เปลี่ยนรูปร่างไป เธอไม่ค่อยเข้าใจเลยว่า ทำไมรูปปั้นที่เคยแผ่กลิ่นอายอันแสนน่าสะพรึงกลัว ถึงได้กลายเป็น...ตะหลิวไปได้?
เจิ้งอวี่ "..."
เจิ้งอวี่ไม่อยากจะอธิบายเลยจริงๆ
เพราะข้อความแจ้งเตือนจากระบบเด้งขึ้นมาแล้ว
[ลบเจ้านายคนก่อนของความฝันเสร็จสิ้น]
[กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานตามปกติของความฝันเสร็จสิ้น]
[ผูกมัดกับเจ้านายคนใหม่เสร็จสิ้น!]
[คุณเปิดใช้งานแก่นความฝันสำเร็จแล้ว คุณได้กลายเป็นเจ้านายคนใหม่ที่ครอบครองความฝันนี้]
[สภาพแวดล้อมในความฝันถูกเปลี่ยนแปลงตามความนึกคิดและความต้องการของคุณแล้ว...]
เป็นไปตามคาด ตอนนี้...ความฝันกลายเป็นของเขาแล้ว
ถึงขนาดเขี่ยเจ้าแห่งความฝันกระเด็นไปเลย
ทำให้รูปปั้นแปลกประหลาดที่ใช้เป็นตัวแทนของเจ้าแห่งความฝัน กลายมาเป็น...ตะหลิวทองคำ
"โคตรเห่ยเลย"
เมื่อมองดูตะหลิวทองคำขนาดยักษ์ที่แผ่กลิ่นอายความหรูหราทว่ากลับดูเชยสะบัด เจิ้งอวี่ก็แค่ใช้ความคิดสั่งการแวบเดียว เปลี่ยนตะหลิวทองคำด้ามนั้นให้กลายเป็นรูปปั้นจำลองของตัวเองแทน
รูปปั้นจำลองของตัวเองที่สูงหลายร้อยเมตร พอมองดูแล้วก็ชวนให้ตื่นตาตื่นใจดีเหมือนกัน
ในฐานะที่เป็นแก่นความฝัน และเป็นแลนด์มาร์คของอาณาเขตความฝันแห่งนี้ แน่นอนว่ามันต้องมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยอยู่ด้วย ซึ่งองค์ประกอบที่ว่าก็ย่อมต้องเป็นตัวเขาเอง
หลังจากเห็นรูปปั้นตะหลิวทองคำกลายร่างเป็นเจิ้งอวี่ ผีสาวชุดแดงก็ถึงบางอ้อทันที "สรุปว่า ตะหลิวอันนั้นก็คือพรสวรรค์ของนายงั้นสิ?"
ผีสาวชุดแดงเองก็ไม่ได้โง่
เธอติดตามเจิ้งอวี่มาตั้งนาน ย่อมต้องรู้ดีว่าผู้ใช้คลาสจะมีพรสวรรค์ในระดับที่แตกต่างกัน และพรสวรรค์ของเจิ้งอวี่ก็คือการยกระดับความแข็งแกร่งให้กับอสูรอัญเชิญที่อยู่รอบตัวเขา
แต่จนถึงตอนนี้ นอกจากตัวเจิ้งอวี่เองแล้ว ก็ไม่มีใครรู้รายละเอียดเกี่ยวกับพรสวรรค์ของเขาเลย
ในความฝัน มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของรูปแบบจิตสำนึก
เคอรี่ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก หรือรูปปั้นเจ้าแห่งความฝันที่ปรากฏขึ้นมาจากจิตใต้สำนึก ล้วนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ
ตะหลิวยักษ์ที่ดูเชยสะบัดด้ามนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกที่สุดในใจของเจิ้งอวี่ และเป็นจิตใต้สำนึกที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุด
มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นพลังของเจิ้งอวี่
"แต่...ทำไมถึงต้องเป็นตะหลิวด้วยล่ะ?"
"เวลาที่นายช่วยยกระดับให้อสูรอัญเชิญของนาย นายเอาพวกมันไปผัดในกระทะหรือไง?"
ผีสาวชุดแดงถามเจิ้งอวี่ด้วยความสนใจใคร่รู้
ไม่ใช่ว่าเธออยากรู้อยากเห็นอะไรขนาดนั้นหรอก แต่เธอแค่ชอบมองสีหน้าอึดอัดใจที่ไม่อยากจะตอบของเจิ้งอวี่ต่างหาก เห็นสีหน้าขี้เก๊กทำเป็นวางแผนเก่งของหมอนี่มาเยอะแล้ว พอได้เห็นสีหน้าแบบนี้มันก็เลยยิ่งดูตลกเข้าไปใหญ่
โชคดีที่ความน่าอึดอัดนี้ไม่ได้อยู่คงทนนานนัก
หลังจากเปิดใช้งานความฝันจนสำเร็จ และกลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของความฝันแล้ว
ข้อความแจ้งเตือนจากระบบที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของขุมนรกเส้นทางแห่งการเนรเทศในที่สุดก็ปรากฏขึ้น
[คุณเคลียร์ขุมนรกพิเศษ 'เส้นทางแห่งการเนรเทศ' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้รับรางวัล 'กล่องของขวัญเคลียร์ด่านสมบูรณ์แบบ (ขุมนรกพิเศษเส้นทางแห่งการเนรเทศ)' 'กล่องของขวัญมวลชน (ฉบับประเทศ)']
[คุณได้รับ 'กล่องของขวัญกิลด์ (ระดับหนึ่ง)' 'การ์ดทองคำสั่งทำพิเศษมวลชน (คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดการใช้งาน)' เป็นการส่วนตัว]
[ได้รับค่าประสบการณ์ 2,500,000 หน่วย!]
...
[คุณผ่านด่านเส้นทางแห่งการเนรเทศ (ขุมนรกพิเศษ) ได้รับ 'กล่องของขวัญผ่านด่าน']
[ได้รับค่าประสบการณ์ 2,500,000 หน่วย!]
...
[ขอแสดงความยินดี คุณบรรลุความสำเร็จในขุมนรกพิเศษเส้นทางแห่งการเนรเทศ ตราความสำเร็จ — เจ้าแห่งความฝัน]
[เจ้าแห่งความฝัน (ตราความสำเร็จ)]: สืบทอดความฝันของเจ้าแห่งความฝัน (ที่ดับสูญไปแล้ว) และกลายเป็นเจ้าแห่งความฝันคนใหม่
[คุณสมบัติความสำเร็จ]: ต้านทานสกิลควบคุมประเภทภาพลวงตาทั้งหมด ต้านทานสกิลควบคุมประเภทหลับใหลทั้งหมด
...
จงโจว
สถาบันวิจัยผู้ใช้คลาสชิงเป่ย
โรงเรียนที่มีชื่อคล้ายกับวิทยาลัยอาชีวะแห่งนี้ ก่อนหน้าที่วิหารศักดิ์สิทธิ์จะจุติลงมา มันคือมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เด็กมัธยมปลายทุกคนต่างก็แย่งชิงกันสอบเข้าให้ได้
แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นสถานที่รวมตัวของกิลด์ระดับสูง ผู้ใช้คลาสระดับสูง และนักวิจัยระดับสูงไปแล้ว
ภายในห้องประชุมบนชั้นสาม
บรรยากาศดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง แต่แววตาของทุกคนต่างก็ปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
นั่นก็เพราะพวกเขากำลังจะได้พบกับเทพสงครามแห่งจิ่วโจว ชายผู้เป็นอันดับหนึ่งของโลกในหมู่ผู้ใช้คลาสทั้งหมด บุคคลระดับตำนานคนแรกที่นำทีมเคลียร์ขุมนรกระดับแปดสำเร็จ—หนานมู่อวิ๋น!
"ขอโทษทีที่มาสายนะ"
ชายคนหนึ่งที่มีน้ำเสียงกังวานเดินเข้ามาในห้องประชุม
รอยยิ้มอันร่าเริง ร่างกายอันกำยำล่ำสัน สวมเสื้อคลุมกันลมที่ดูเก่าซอมซ่อ และที่เอวของเขาก็มีฝักดาบสีม่วงดำเหน็บเอาไว้
รอยยิ้มของชายคนนี้ช่างมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง มันไม่ได้ให้ความรู้สึกกดดันอย่างที่พวกเขาคิดไว้ และก็ไม่ได้ดูเคร่งขรึมลึกล้ำอย่างที่พวกเขาคาดหวังด้วย
กลับดูเหมือนคุณลุงข้างบ้านที่ชอบหัวเราะร่าเริงเสียมากกว่า
เพียงแต่เมื่อสายตาของทุกคนจดจ้องไปที่แขนขวาของหนานมู่อวิ๋น ทุกคนก็ถึงกับอึ้งไปเลย เพราะตรงนั้นมันกลับว่างเปล่า
"มู่อวิ๋น แขนขวาของนายหายไปไหน?"
ชายชราผมขาวโพลนเอ่ยถามออกไปตรงๆ
คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ล้วนเป็นนักวิจัยรุ่นหนุ่มสาวกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าถาม มีเพียงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยชิงเป่ยอย่างกัวจิ้งหมินเท่านั้นที่กล้าถามออกมาโดยไม่ต้องเกรงใจอะไร
หนานมู่อวิ๋นยิ้มแล้วตอบ "ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็แค่ไปทำการแลกเปลี่ยนอะไรนิดหน่อย ผมสูญเสียแขนขวาไป แต่ก็ได้รับความแข็งแกร่งกลับมาแทน"
[จบแล้ว]