- หน้าแรก
- ระบบรายได้หมื่นล้าน
- บทที่ 784 เสียงถอนหายใจ
บทที่ 784 เสียงถอนหายใจ
บทที่ 784 เสียงถอนหายใจ
“เสี่ยวอี้ ไหนแกบอกว่าจะเตรียมซื้อบ้านที่ฮั่นเจียงงั้นเหรอ?”
ใบหน้าของจางอี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงของเขาตั้งใจให้อบอุ่นและประจบประแจง
“คุณน้าครับ ไม่ใช่แค่จะซื้อที่ฮั่นเจียงนะครับ ผมตั้งใจจะซื้อในโครงการเซียงซานหลินหยู่เลยครับ!”
เขาจงใจเน้นคำว่า “เซียงซานหลินหยู่” ราวกับว่ามันเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะบางอย่าง:
“เผื่อว่าในอนาคตถ้าคุณน้ากับคุณน้าเขยเกษียณแล้ว ผมจะได้แวะมาดูแลพวกท่านได้บ่อยๆ คอยรินน้ำรินท่า อยู่คุยแก้เหงาให้พวกท่านสองคนไงครับ!”
เสินจุนได้ฟัง “ความกตัญญู” ของหลานชายก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู พลางพยักหน้า:
“แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน น้ากับน้าเขยอีกสองปีก็คงจะ...”
เธอพูดค้างไว้ครึ่งๆ กลางๆ พลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงเหลือบมองจ้าวเซียงจิ๋นที่นั่งนิ่งสงบราวกับภาพวาดอยู่ข้างๆ แล้วรีบเปลี่ยนคำพูดทันที:
“แต่ว่า... พอพวกเราเกษียณแล้ว ก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่ประจำหรอกนะ...”
“เอ๊ะ?” จางอี้ทำหน้างง หลุดปากถามออกมาทันที: “คุณน้ากับคุณน้าเขยไม่ได้อยู่กับน้องชายหรอกเหรอครับ?”
เสินจุนส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยระยะห่างที่ปฏิเสธไม่ได้:
“อยู่ด้วยกันจ้ะ เพียงแต่น้องชายของแกเขามีอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นอีก สภาพแวดล้อมที่นั่นเหมาะกับการใช้ชีวิตวัยเกษียณมากกว่า”
เธอเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงคำว่า 【เกาะตระกูลเฉิน】 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวขั้นสูงสุดของตระกูลเฉิน กฎเกณฑ์การเข้าออกที่นั่นมีเพียงเฉินเซียวเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด ต่อให้เธอจะรักหลานชายแค่ไหน เธอก็จะไม่ทำตัวก้าวก่ายหน้าที่ของลูกชายเพื่อสร้างปัญหาให้เขาแม้แต่น้อย
จางอี้ปฏิกิริยาไวมาก เขารีบหัวเราะร่วนแล้วตบหน้าอกแสดงความมุ่งมั่น:
“งั้นยิ่งง่ายเลยครับ! ต่อไปคุณน้าไปอยู่เมืองไหนเป็นหลัก ผมก็จะไปซื้อบ้านที่นั่นทันที! ต้องอยู่ใกล้พวกท่านเข้าไว้ จะได้แวะไปกตัญญูได้ทุกวัน!”
เขาพูดจาใจป๋า ราวกับว่าการซื้อบ้านนั้นง่ายเหมือนการเดินไปซื้อผักที่ตลาด
จ้าวเซียงจิ๋นนั่งเงียบมาโดยตลอด เธอราวกับรูปสลักหยกที่เย็นเยือก ปกติเธอก็ไม่ใช่คนพูดเยอะอยู่แล้ว แต่ในใจนั้นมองเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง จางอี้เอาแต่พร่ำบอกว่าเพื่อ “กตัญญู” แต่ถ้าเขามีใจจริง ทำไมไม่ไปซื้อบ้านที่ไหลหนิงซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบันของเสินจุนล่ะ? การเลือกซื้อบ้านในโครงการ 【เซียงซานหลินหยู่】 ที่ดินทุกนิ้วมีค่าดั่งทองและอยู่ติดกับเฉินเซียวเช่นนี้ เจตนาที่แท้จริงมันชัดแจ้งอยู่แล้ว—เขาไม่ได้ต้องการกตัญญูต่อผู้ใหญ่ แต่เขากำลังต้องการเข้าใกล้ “ขุมทอง” อย่างน้องชายของเขาต่างหาก
ฮันเสวี่ยนั่งอยู่ด้านหลังเยื้องๆ กับจ้าวเซียงจิ๋น เธอเองก็นิ่งเงียบเช่นกัน เพียงแต่สายตาที่มองไปยังสองสามีภรรยาตระกูลจางนั้นแฝงไปด้วยความเข้าใจในสถานการณ์
เสินจุนเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย:
“เฉินเซียวใกล้จะถึงบ้านแล้วล่ะ พวกแกไม่ได้เจอกันมาห้าหกปีแล้วใช่ไหม? เย็นนี้ดื่มกันให้เต็มที่ คุยกันให้หายคิดถึงนะ!”
เธอหันไปทางเจี่ยเยี่ยนที่พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด แล้วกำชับด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริงจัง:
“เสี่ยวเยี่ยนเอ๊ย เธอก็เหมือนกัน... เอ่อ ช่างเถอะ”
เธอชำเลืองมองจ้าวเซียงจิ๋น น้ำเสียงแสดงออกถึงการปกป้องอย่างเห็นได้ชัด:
“เซียงจิ๋นเขาชอบความเงียบสงบ ไม่ค่อยชินเวลามีคนมารบกวน นอกจากเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เธอก็... อืม อย่า ‘ขยัน’ แวะไป ‘รบกวน’ น้องเขาบ่อยนักเลยนะ”
คำพูดนี้เป็นทั้งมุกตลกและคำเตือนในตัว เธอรู้ซึ้งถึงนิสัยของลูกสะใภ้คนนี้ดี และเกรงว่าความ “กระตือรือร้น” แบบคนในสังคมเมืองและความพยายามประจบประแจงแบบไม่ดูตาม้าตาเรือของเจี่ยเยี่ยน จะไปสร้างความรำคาญให้จ้าวเซียงจิ๋นที่รักความสงบ จนเซียงจิ๋นต้องฝืนใจมารับรองเพราะเห็นแก่ความเป็นญาติ ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มความลำบากใจให้เปล่าๆ
เจี่ยเยี่ยนรีบพยักหน้าพัลวัน ตอบรับเสียงรัว: “ค่ะๆ คุณน้าไม่ต้องห่วงนะคะ! หนูเข้าใจค่ะ เข้าใจดีเลย!”
เธอนั่งจมลึกอยู่ในโซฟาหนังแท้ราคาแพงที่แสนนุ่มนวล มือนิ่งเท้าเกร็งจนแทบไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ที่โอ่อ่าราวกับพระราชวังในเซียงซานหลินหยู่แห่งนี้ได้ชั่วโมงกว่า หัวใจของเธอก็ยังเต้นโครมครามไม่หยุด!
ความหรูหราตรงหน้ามันเกินขีดจำกัดของจินตนาการอันน้อยนิดของเธอไปไกลลิบ!
โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมาสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับความฝัน งานศิลปะบนฝาผนังที่เธอมองไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรแต่รู้ว่าต้องมีมูลค่ามหาศาลแน่นอน พื้นพรมที่สัมผัสนุ่มนวลราวกับเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ...
นี่ขนาดเฉินเซียวใจป๋าให้พวกเธอยืมเงินถึง 500 ล้านหยวน จนทำให้เธอได้ลิ้มรสชีวิต “คุณนายเศรษฐี” มาได้สองสามเดือนแล้วนะ! ถ้าเป็นตัวเธอเมื่อครึ่งปีก่อนก้าวเข้ามาที่นี่ เธอคงจะหายใจไม่ออกและไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรงๆ แน่!
แต่งเข้าบ้านตระกูลจางมาสิบกว่าปี เธอเอาแต่พร่ำบ่นว่าจางอี้มีต้นทุนต่ำ มีแต่ญาติจนๆ ไม่มีใครพอจะพึ่งพาได้เลย ใครจะไปนึกว่าตระกูลจางจะซุกซ่อนญาติผู้น้องที่อยู่สูงเสียดฟ้าอย่างเฉินเซียวไว้แบบนี้? เมื่อตอนที่จางอี้บอกกับเธออย่างมีลับลมคมในครั้งแรกว่า “น้องชายข้าเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน” เธอคิดเพียงว่าเขาฝันกลางวันและหัวเราะเยาะหยัน จนกระทั่งเงินสด 500 ล้านหยวนโอนเข้าบัญชีจริงๆ เธอถึงได้ตื่นจากฝัน รสชาติของความดีใจสุดขีดปนความหวาดหวั่นผสมปนเปกันไป และในวินาทีนั้นเธอก็ได้เข้าใจซึ้งถึงน้ำหนักของคำว่า “บิ๊กบอสแห่งจุนเซียวกรุ๊ป”!
สิ้นเสียงของเสินจุน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็ดังมาจากบริเวณโถงทางเข้า
สายตาของทุกคนในห้องรับแขกถูกดึงดูดไปทางนั้นทันที
เห็นเฉินเซียวเดินก้าวเข้ามาในชุดลำลองที่ตัดเย็บอย่างพอดีตัว สีหน้าดูเรียบนิ่ง สายตาของเขาพุ่งตรงไปที่จ้าวเซียงจิ๋นเป็นอันดับแรกด้วยประกายความอบอุ่นที่ซ่อนเร้นไว้ ก่อนจะกวาดตามองคนอื่นๆ ในห้อง
จางอี้กับเจี่ยเยี่ยนลุกพรวดขึ้นยืนตามสัญชาตญาณทันที!
ทั้งคู่เด้งตัวขึ้นจากโซฟาราวกับติดสปริง! ท่าทางการลุกที่รวดเร็วเกินไปนั้นแฝงไปด้วยความประหม่าที่ดูตลกนิดๆ
“น้อง... น้อง... ชาย!” เสียงของจางอี้สั่นเครือด้วยความตื่นเต้นและความเกรงขาม ก่อนจะรีบเปลี่ยนคำเรียกพัลวัน: “โอ้ ไม่ใช่! ประธานเฉิน! สวัสดีครับประธานเฉิน!”
เสินจุนที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะค้อนใส่หลานชาย:
“อยู่ในบ้านจะมาเรียกประธานเฉินทำไม! ฟังแล้วดูห่างเหิน เรียกชื่อกันไปเลย!”
เฉินเซียวเผยรอยยิ้มที่อบอุ่น เดินไปนั่งลงข้างๆ จ้าวเซียงจิ๋นอย่างเป็นธรรมชาติ พลางพยักหน้าให้จางอี้:
“นั่นสิครับพี่อี้ อยู่ในบ้านเรียกชื่อผมก็ได้”
จากนั้นเขาเบี่ยงตัวกระซิบถามจ้าวเซียงจิ๋นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง:
“เหนื่อยไหม? ถ้าเหนื่อยก็ขึ้นไปพักบนห้องเถอะ อย่าฝืนเลยนะ”
จ้าวเซียงจิ๋นไม่พูดอะไร เพียงแต่ยื่นนิ้วเรียวงามออกมาหยิกที่เอวเขาเบาๆ ด้วยความเอ็นดูผสมการประท้วง
แขกยังนั่งอยู่นี่ จะให้เธอหนีไปพักได้ยังไง!
เฉินเซียวผิวหนาเป็นปกติ แถมเซียงจิ๋นก็ไม่กล้าลงแรงจริง เขาจึงทำหน้าตายไม่สะทกสะท้าน แล้วหันไปถามจางอี้ด้วยความสนใจอย่างจริงใจ:
“ช่วงนี้พี่อี้กำลังยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ไหนเหรอครับ?”
เขาแปลกใจอยู่บ้าง เดิมทีตอนที่ให้ยืมเงินก้อนโตนั้นไป เขาคิดว่าจางอี้คงจะรีบอาศัยบารมีของจุนเซียวกรุ๊ปมาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันทันที เพราะการมีเส้นสายใกล้ชิดย่อมเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่ผ่านไปครึ่งปีแล้ว จางอี้ไม่เพียงแต่ไม่เคยติดต่อหาเขา แม้แต่เสินจุนเขาก็ไม่เคยไปรบกวนเลย
จางอี้ถูมือไปมาพลางยิ้มด้วยท่าทางถ่อมตัวแบบ “คนตัวเล็กๆ” และพูดทีเล่นทีจริง:
“ก็ไม่ได้ยุ่งกับโปรเจกต์ใหญ่อะไรหรอกครับ แค่... เดินสายดูไปเรื่อย อันไหนดูเข้าท่าก็ลงเงินไปนิดหน่อยครับ”
เขาหัวเราะแหะๆ พร้อมแววตาเจ้าเล่ห์นิดๆ:
“ผมรู้ตัวดีว่าน้ำหนักตัวเองมีแค่ไหน ไม่ใช่พวกหัวการค้าหรอกครับ! แต่ผมว่าผมดูคนไม่ค่อยพลาดนะ!”
แววตาของเฉินเซียวฉายแววชื่นชมวูบหนึ่ง วิถีแห่งการลงทุนนั้น ตัวโครงการเป็นเพียงเปลือกนอก แต่บุคลากรต่างหากคือหัวใจสำคัญ จางอี้ตระหนักถึงจุดนี้และมั่นใจใน “การมองคน” ของตัวเอง ถือเป็นความสามารถที่หาได้ยาก
“แล้วส่วนใหญ่เน้นลงทุนในด้านไหนล่ะครับ?” เฉินเซียวถามรุกต่อ เป็นเชิงทดสอบ
จางอี้หัวเราะแห้งๆ: “ส่วนใหญ่ผมลงไปในด้านการเงินกับด้านบันเทิงบ้างครับ... เล็กๆ น้อยๆ ครับ แก้ขัดไปวันๆ”
เฉินเซียวพยักหน้า เขาคิดไปเองว่าจางอี้คงเล่นหุ้น กองทุน หรือร่วมลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางอย่าง ส่วนด้านบันเทิง เขาจึงคอมเมนต์ไปสั้นๆ:
“ช่วงสองสามปีมานี้วงการซีรีส์สั้นกำลังบูม พี่ตาถึงนะที่เลือกจับจุดนี้”
ความสามารถในการตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเองนอกระบบของจุนเซียวกรุ๊ป ทำให้เฉินเซียวเริ่มมองลูกพี่ลูกน้องคนนี้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เขาสะบัดสายตาไปทางเจี่ยเยี่ยนที่พยายามทำตัวจืดจางมาตลอด:
“แล้วพี่สะใภ้ล่ะครับ? ช่วยพี่อี้ดูแลธุรกิจ หรือว่ามีงานส่วนตัวทำอยู่ครับ?”
เจี่ยเยี่ยนที่ถูกเรียกชื่อ สะดุ้งจนหลังตรงราวกับนักเรียนที่ถูกครูเรียกถามในห้องเรียน สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอัดอั้นผสมความอยากระบายออกมาทันที:
“ประธานเฉิน... โอ้ ไม่ใช่ น้องเฉิน!” เธอเห็นสายตาที่อบอุ่นของเฉินเซียวจึงเริ่มกล้ามากขึ้น แล้วปรายตามองจางอี้ด้วยท่าทางเหมือนจะฟ้อง:
“พี่ก็เป็นคนมีความทะเยอทะยานในหน้าที่การงานนะ! แต่พี่ชายเราเขาน่ะสิ... เขาบอกว่าให้พี่อยู่บ้านดูแลลูกให้ดีก็พอ เรื่องธุรกิจไม่ต้องเข้ามาจุ้นจ้าน!”
เธอยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึก “น้อยใจ”:
“น้องเฉินลองคิดดูสิคะ ครอบครัวระดับพวกเราเนี่ย ลูกๆ จำเป็นต้องให้แม่มานั่งเฝ้าดูเองทุกวี่ทุกวันด้วยเหรอ? พี่ว่านะ เขาคงจะระแวงพี่ กลัวพี่จะรู้ว่าเขาแอบซุกเงินเก็บไว้เท่าไหร่มากกว่า!”
เสินจุนได้ยินดังนั้นก็ถลึงตาใส่จางอี้ทันที น้ำเสียงเจือความตำหนิ:
“แกนี่มันความคิดคร่ำครึอะไรขนาดนี้? ผู้หญิงสมัยนี้ทำไมจะมีธุรกิจของตัวเองไม่ได้?”
จางอี้หัวเราะแห้งๆ พลางขยี้หัว เมื่อก่อนเขาเกรงใจเมียจะตาย เพราะเธอชอบเอาเรื่องหย่ามาขู่และต้องคอยประคบประหงมตลอด แต่ตั้งแต่มีเงิน 500 ล้านในกระเป๋า เมียคืออะไร? ต้องง้อด้วยเหรอ? ไล่ยังไงก็ไม่ไปหรอก!
ต่อให้ตอนนี้เธอจะบ่นพึมพำ จางอี้ก็มองว่านั่นคือความโลภที่ไม่รู้จักพอ ชีวิตตอนนี้ยังไม่ดีพออีกเหรอ เดินห้างช้อปปิ้งไม่ต้องถามราคา อยากได้อะไรก็ซื้อ
เฉินเซียวรีบพูดขัดจังหวะเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยเริ่มจากทางจางอี้ก่อน:
“พี่อี้ ความคิดพี่เรื่องนี้มันก็ไม่ถูกจริงๆ นะ”
คำพูดนี้ทำให้เจี่ยเยี่ยนตาเป็นประกาย นึกว่าได้ที่พึ่งแล้ว
ทว่าเฉินเซียวกลับหักมุม หันไปมองเจี่ยเยี่ยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น:
“แต่ว่านะพี่สะใภ้ ในครอบครัวระดับพวกเราเนี่ย ลูกๆ น่ะให้คนเป็นแม่ดูแลเองให้มากที่สุดจะดีกว่าครับ”
เขาโอบไหล่จ้าวเซียงจิ๋นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก:
“ดูอย่างเซียงจิ๋นสิครับ ผมพยายามจะจ้างคนมาช่วยเลี้ยงลูกเธอยังไม่ยอมเลย”
สิ้นประโยค เอวของเขาโดนจ้าวเซียงจิ๋นหยิกเข้าให้อีกรอบ คราวนี้แรงกว่าเดิมจนเขาสะดุ้งนิดๆ จ้าวเซียงจิ๋นปรายตามองอย่างค้อนๆ — ฉันไปพูดแบบนั้นตอนไหนกัน? ชอบเติมบทให้ฉันอยู่เรื่อย!
เฉินเซียวทำหน้านิ่งไม่สะทกสะท้าน ราวกับความเจ็บนั้นเป็นเพียงมดกัด
เจี่ยเยี่ยนโดนคำพูดของเฉินเซียวตอกกลับจนใบ้กิน
ขนาดจ้าวเซียงจิ๋นที่สวยราวกับเทพธิดายังลงมือเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง...
แล้วเธอจะกล้าพูดอะไรได้อีก? “ความทะเยอทะยาน” และ “ความน้อยใจ” ทั้งหมดถูกอุดปากเงียบกริบ เหลือเพียงรอยยิ้มแห้งๆ บนใบหน้า
และในจังหวะนั้นเอง—
ครืด… ครืด…
โทรศัพท์ของเฉินเซียวสั่นเตือนข้อความ เขาหยิบขึ้นมาดูแวบหนึ่งก่อนจะางลงเบาๆ
ข้อความมาจากจางซีชิน เกี่ยวกับเรื่อง 【แพลตฟอร์มสินเชื่อแบล็กแคท】 หลังจากที่เฉินเซียวตัดสินใจสั่งจัดการ จางซีชินก็รีบนัดแนะพบปะกับบรรดาผู้จัดการใหญ่ของธนาคารที่เป็นพันธมิตรกับแบล็กแคททันที
ทันทีที่ธนาคารเหล่านั้นรู้ว่าเป็นการนัดหมายจากผู้ช่วยพิเศษเบอร์หนึ่งของจุนเซียวกรุ๊ป ผู้ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจแทนประธานเฉินได้โดยตรง ทุกธนาคารต่างก็รีบยกเลิกตารางงานทั้งหมด และมุ่งหน้าเดินทางมาที่เจียงโจวพร้อมกันในวันนี้ เพื่อรอพบกับจางซีชินในวันพรุ่งนี้เช้า
เพียงแค่เห็นท่าทีตอบรับนี้ เฉินเซียวก็รู้ทันทีว่าภารกิจระบบของเขาสำเร็จแน่นอน!
ระหว่าง 【จุนเซียวกรุ๊ป】 กับ 【แพลตฟอร์มสินเชื่อแบล็กแคท】 คนโง่ที่ไหนก็เลือกถูก!
เขาไม่ได้ตอบข้อความกลับไป เพราะรายละเอียดได้คุยกับจางซีชินไว้หมดแล้วเมื่อบ่าย และเขามอบหมายให้เธอเป็นผู้จัดการเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จ
ในช่วงมื้อค่ำ เฉินเซียวได้รับทราบว่าจางอี้ตั้งใจจะย้ายมาตั้งรกรากที่เจียงโจวถาวร เขาก็กล่าวแสดงความยินดี
“ผมใช้เส้นสายจัดการเรื่องย้ายโรงเรียนให้หลานชายเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนบ้านในโครงการแถวนี้ก็ตกลงซื้อขายกันเสร็จแล้ว ผมซื้อห้องแบบคอนโดหรูหน้ากว้างขนาด 289 ตารางเมตรไว้หลังหนึ่ง!”
ทำงานไวสมราคาจริงๆ เฉินเซียวทีแรกนึกว่าจางอี้แค่เริ่มวางแผน ใครจะไปนึกว่าพี่ชายเขาจะจัดการจนทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว! ไม่ใช่แค่ซื้อบ้านเสร็จ แม้แต่เรื่องที่เรียนลูกก็เรียบร้อยแล้วด้วย!
จางอี้ไม่เคยมาอยู่เจียงโจวมาก่อน แต่การจัดการเรื่องเรียนลูกได้เองโดยไม่เอ่ยปากขอให้เขาช่วยเลย แสดงว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็นพวกชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระ
“เดี๋ยวให้พี่สะใภ้ล่วงหน้ามาก่อน คอยรับส่งลูกไปเรียนครับ...”
ดูเหมือนจางอี้จะนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเถียงกันเรื่องผู้หญิงควรทำงานไหมขึ้นมาได้ เขาจึงรีบอธิบายเสริม: “สาเหตุหลักคือเพิ่งย้ายมา ยังหาพี่เลี้ยงที่ถูกใจไม่ได้ ช่วงแรกเลยต้องรบกวนให้เจี่ยเยี่ยนช่วยรับส่งไปก่อน พอได้พี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้มาประจำหน้าที่แล้ว เธอถึงจะได้เป็นอิสระ ถึงตอนนั้นอยากทำอะไร ผมก็กะจะลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ให้เธอทำแก้เบื่ออยู่ครับ!”
การจัดแจงแบบนี้ ใครก็คงหาข้อโต้แย้งไม่ได้
เฉินเซียวพยักหน้าเห็นด้วย “เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้ให้พี่สะใภ้ไปเลือกดูรถสปอร์ตสักคัน ถือเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่จากผมแล้วกันครับ ส่วนเรื่องรับส่งลูก เดี๋ยวผมจะส่งรถกวางฮุย 009 ให้คันหนึ่ง เอาไว้ให้พี่เลี้ยงใช้รับส่งเด็กไปโรงเรียนในอนาคต”
เจี่ยเยี่ยนดีใจจนปิดไม่มิด น้องชายนี่ใจป๋าจริงๆ ถึงขั้นจะรูดรถสปอร์ตให้เลย...
แต่พอนึกถึงฐานะทางการเงินของเฉินเซียวแล้ว การที่เขายกรถซูเปอร์คาร์ให้สักคัน มันคงง่ายกว่าครอบครัวธรรมดาซื้อรถของเล่นให้ลูกเสียอีก
“น้องเฉิน ลำบากเธอต้องเสียเงินเยอะเลยนะจ๊ะ” เธอพูดตามมารยาทที่ควรจะเป็น
เฉินเซียวโบกมือปัด “เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาครับ!” พูดจบเขาก็พลันนึกถึงโบนัสที่เพิ่งโอนเข้าบัญชีมาเมื่อกลางวัน
ออร์เดอร์จากฮาซันยอด 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สร้างผลกำไรให้เขาโดยตรงถึงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมองดูตัวเลขที่เรียงเป็นตับในบัญชี เขาก็เริ่มจะรู้สึกชาชินเสียแล้ว!
ยอดคงเหลือในบัญชีดอลลาร์สหรัฐตอนนี้พุ่งไปแตะ 14,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินก้อนนี้อย่าว่าแต่เป็นรายบุคคลเลย ต่อให้เป็นงบประมาณกลาโหมต่อปีของประเทศเศรษฐีในตะวันออกกลางบางประเทศ ยังอาจจะไม่ได้มากกว่านี้สักเท่าไหร่เลย
และนี่ก็เป็นเพียงรายได้จากแค่ธุรกิจสายงานเดียวของเขาเท่านั้น
เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหนักใจ 'น่ากลุ้มจริงๆ เงินมันเยอะแยะขนาดนี้ แถมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน แบบนี้จะไปใช้ยังไงให้หมดล่ะเนี่ย?'
ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างพากันมองหน้ากันด้วยความงุนงง จางอี้กับเจี่ยเยี่ยนสบตากันอย่างไม่เข้าใจ นึกไม่ถึงว่าคนระดับประธานเฉินจะมีเรื่องให้ต้องถอนหายใจแบบนี้ด้วย หรือว่าเขากำลังเผชิญกับวิกฤตอะไรบางอย่าง?
ทั้งคู่ไม่กล้าถามออกไป แต่เฉินเถาและเสินจุนที่เป็นห่วงลูกชายรีบถามขึ้นทันที: “มีอะไรลูก มีปัญหาอะไรลำบากใจหรือเปล่า?”
พอเห็นคุณน้ากับคุณน้าเขยเปิดประเด็น จางอี้ก็รีบรับไม้ต่อทันที: “นั่นสิครับน้องชาย มีเรื่องอะไรบอกพี่ได้นะ เรื่องที่พี่พอจะทำได้ พี่ไม่ปฏิเสธแน่นอน...”
เจี่ยเยี่ยนเองก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เธอรู้ดีว่าจางอี้มาเจียงโจวเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับน้องชายคนนี้ ถ้ามีโอกาสได้ช่วยจัดการปัญหาหรือทำงานให้เขาได้สำเร็จ มันจะน่ายินดีกว่าการถูกหวยร้อยล้านเสียอีก
เฉินเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเสียงถอนหายใจเพียงครั้งเดียวของเขาทำให้ทุกคนเครียดกันไปหมด แม้แต่เซียงจิ๋นยังมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย เพราะในความทรงจำของเธอ เฉินเซียวแทบจะไม่เคยถอนหายใจแบบนี้เลยสักครั้ง
เขาคลี่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า: “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมก็แค่รู้สึกรำคาญใจน่ะ... รำคาญที่เงินมันเยอะจนใช้ไม่ค่อยจะหมดแล้วสิครับ...”
“...”
นี่มันใช่ภาษาคนพูดกันเหรอเนี่ย?
(จบบท)