เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 ผู้ยิ่งใหญ่ล้วนชื่นชอบวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

บทที่ 45 ผู้ยิ่งใหญ่ล้วนชื่นชอบวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

บทที่ 45 ผู้ยิ่งใหญ่ล้วนชื่นชอบวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์


บทที่ 45 ผู้ยิ่งใหญ่ล้วนชื่นชอบวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

"คุณชายเหวย ท่านแน่ใจหรือว่าในแต่ละวันสามารถจัดหาผักเช่นนี้ให้ได้ 100 ชั่งจริงๆ?" เจี้ยม่งอวี่ก็ยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี

"ข้าแน่ใจ ทว่าไม่ใช่ทั้งหมดจะเป็นผักประเภทเดียวกับที่ท่านเพิ่งจะรับประทานไปหรอกนะ" เหวยเจิ้งรู้อยู่แล้วว่านางกำลังคิดอะไร จึงรีบอธิบายทันที: "ผักที่นี่ของข้าหลักๆ แบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ผักระดับซูเปอร์ ผักระดับพิเศษ และผักระดับพรีเมียม ซึ่งผักระดับซูเปอร์นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด ทว่าผลผลิตกลับต่ำเกินไป ช่วงนี้จึงยังไม่เปิดขายให้แก่คนภายนอก ส่วนผักระดับพิเศษก็คือประเภทที่ท่านเพิ่งจะรับประทานไปเมื่อครู่นี้ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และสามารถปลูกได้ในปริมาณมาก และผักระดับพรีเมียมนั้นเหมาะสำหรับให้ปุถุชนคนธรรมดารับประทาน คุณค่าทางโภชนาการอย่างน้อยที่สุดก็สูงกว่าผักตามท้องตลาดทั่วไปถึงสิบเท่าขึ้นไป อีกทั้งยังเหมาะมากสำหรับการเพาะปลูกในอัตราส่วนขนาดใหญ่ ดังนั้นผักที่ข้าจะจัดหาให้แก่ท่าน จะเน้นไปที่ผักระดับพรีเมียมเป็นหลัก ไม่ทราบว่าคุณหนูเจี้ยมีความสนใจหรือไม่?"

"ท่านถึงกับมีผักที่แตกต่างกันถึงสามระดับเชียวหรือ?" เจี้ยม่งอวี่พลันตกตะลึงจนโง่งมไปในทันที ณ ที่เกิดเหตุ

ผักประเภทนี้ขอเพียงมีแค่ชนิดเดียวก็ก็นับว่ายอดเยี่ยมหาใดเปรียบแล้ว ทว่าตอนนี้หมอนี่ถึงกับมีผักที่แตกต่างกันถึงสามระดับเชียวหรือ?

ช่างเป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญสั่นประสาทนัก ตกลงแล้วหมอนี่เป็นใครกันแน่?

เกี่ยวกับระดับขั้นของผักนั้น การใช้เพียงแค่วาจาย่อมไม่อาจอธิบายให้กระจ่างแจ้งได้ จำต้องได้เห็นด้วยตาตนเองถึงจะเข้าใจ

ภายใต้คำเชื้อเชิญของเหวยเจิ้ง คนทั้งสองก็หมุนตัวเดินตรงไปยังทางฝั่งแปลงนา

เพียงชั่วครู่ คนทั้งสองก็มาถึงท่ามกลางแปลงนา เบื้องหน้าของเจี้ยม่งอวี่ปรากฏภาพทิวทัศน์อันเขียวขจีขนาดยอดมหึมาผืนหนึ่ง

ในชั่วพริบตา เจี้ยม่งอวี่ก็ตกตะลึงไปโดยสมบูรณ์

มาจนถึงตอนนี้ ในที่สุดนางก็กระจ่างแจ้งแล้ว ว่าเหตุใดเหวยเจิ้งถึงได้แบ่งผักเหล่านี้ออกเป็นสามระดับ

ผักที่มีทั้งหมดสามระดับ ประกอบไปด้วย ผักระดับพรีเมียม ผักระดับพิเศษ และผักระดับซูเปอร์!

ระดับแรกคือผักระดับพรีเมียม เป็นผักที่ปลูกขึ้นมาจากที่ดินที่เพิ่งบุกเบิกใหม่ ภายในแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณในปริมาณน้อย เทียบได้กับหญ้าวิเศษของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

ผักประเภทนี้เหมาะสำหรับให้ปุถุชนคนธรรมดารับประทาน ไม่เพียงแต่สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว อีกทั้งยังเป็นผักออร์แกนิกจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผักประเภทนี้สามารถเพาะปลูกในอัตราส่วนขนาดใหญ่ได้

ระดับที่สองคือผักระดับพิเศษ เป็นผักที่เพาะปลูกขึ้นมาจากที่ดินที่ผ่านการบุกเบิกมานานกว่าสองปีขึ้นไป

ผักประเภทนี้แฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณในปริมาณมหาศาล เทียบได้กับยาวิเศษทั่วไป

ผักเช่นนี้เหมาะสำหรับให้ผู้บำเพ็ญเพียรรับประทาน ไม่เพียงแต่สามารถช่วยยกระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มันไม่มีพิษร้ายแรงเหมือนดั่งยาวิเศษทั่วไปแฝงอยู่เลย

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การนำผักประเภทนี้มาปรุงเป็นอาหาร เลิศรส ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนสามารถรับประทานอาหารเลิศรสเหล่านี้แทนข้าวได้เลย

ระดับที่สามคือผักระดับซูเปอร์ นี่คือผักที่แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋า พลังวิญญาณยิ่งทวีความเข้มข้นเขม็งเกลียว ทว่าผักประเภทนี้จะไม่เปิดขายให้แก่คนภายนอก

เมื่อมองดูผักผืนใหญ่สีเขียวขจีที่อยู่เบื้องหน้า เจี้ยม่งอวี่ก็รู้สึกสะเทือนใจจนเหนือจะบรรยายได้ในทันที ณ ที่เกิดเหตุ

นี่มันคือฟาร์มที่ไหนกัน นี่มันคือสวนสมุนไพรของเซียนชัดๆ

นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย ว่าจะมีสำนักเซียนแห่งใดที่ปลูกสร้างยาวิเศษได้เหมือนอย่างเหวยเจิ้ง ที่ปลูกได้ในลักษณะที่บ้าคลั่งไร้ขอบเขตถึงเพียงนี้

อย่าว่าแต่การปลูกในอัตราส่วนขนาดใหญ่เลย ขอเพียงแค่หยิบเอาผักกาดเขียวที่แฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งเต๋าชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกไปภายนอก ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดมหาสงครามแย่งชิงระหว่างสามขุมกำลังใหญ่อย่างเซียน มาร และปีศาจได้แล้ว

บุคคลประเภทใดกันถึงจะสามารถปลูกสร้างผักที่น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้ออกมาได้?

ในวินาทีนี้ นางก็งุนงงไปโดยสมบูรณ์

บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าคนนี้ เป็นคุณชายเสเพลที่แอบดูนางอาบน้ำเมื่อหลายปีก่อนคนนั้นจริงๆ งั้นหรือ?

ตกลงแล้วเขามีที่มาอย่างไร บุคคลประเภทใดถึงจะมีวิธีการระดับนี้ได้

เจี้ยม่งอวี่มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงจ้องมองเหวยเจิ้ง ท่าทางนั้นราวกับต้องการจะมองเหวยเจิ้งให้ทะลุปรุโปร่งไปเลยทีเดียว

หรือว่าเหวยเจิ้งจะไม่ได้เป็นคุณชายเสเพลอันใดนั่นเลย ทว่ากลับเป็นยอดฝีมือผู้เร้นกายที่ปลอมตัวเป็นคนเสเพล มิฉะนั้นจะอธิบายอย่างไรว่าเหตุใดถึงได้มีวิธีการที่น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้?

เจี้ยม่งอวี่ยังคงยากที่จะยอมรับได้ ไอ้คนสารเลวที่ทำความชั่วช้าสารพัดเมื่อก่อนคนนี้ ถึงกับมีความสามารถระดับนี้เชียวหรือ

ในขณะที่ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่แน่นอน ทันใดนั้นสายตาของนางก็พลันแข็งค้างไปในทันที

นางมองเห็นร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่ง อยู่บนผืนดินรกร้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล กำลังแกว่งจอบลงแรงบุกเบิกที่ดินทำนาจนเหงื่อท่วมกายราวกับสายฝน

"นั่น... ไม่ใช่ฮุนหยวนเซียนจุนหรอกหรือ?"

เจี้ยม่งอวี่ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงมองดูภาพเหตุการณ์ที่ไม่สมจริงตรงหน้า

เจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเซียนหลางหยา ถึงกับสวมใส่อาภรณ์ผ้าหยาบหนา ยืนบุกเบิกที่ดินทำนาอยู่ที่นั่นด้วยความตั้งอกตั้งใจงั้นหรือ?

ภาพเหตุการณ์นี้ช่างยากเกินกว่าผู้คนจะจินตนาการได้ ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องราวอันใดขึ้นกันแน่?

หรือว่าแม้แต่บุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ต่างก็เอือมระอากับการบำเพ็ญเพียรแสวงหาความเป็นเซียน แล้ววิ่งมาเสพสุขกับวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่นี่แล้วงั้นหรือ?

นางยืนทอดสายตามองดูฮุนหยวนเซียนจุนที่ทำตัวราวกับชาวนาด้วยความเหม่อลอย งุนงงไปโดยสมบูรณ์แล้ว

ในวินาทีต่อมา ภายในสมองของนางพลันมีประกายแสงแห่งความฉลาดแวบผ่านเข้ามา เกิดความกระจ่างแจ้งในใจขึ้นมาในทันที ในที่สุดก็คิดออกแล้วว่าตกลงแล้วมันเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น

มิน่าล่ะเหวยเจิ้งถึงสามารถปลูกสร้างผักที่น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้ออกมาได้ มีฮุนหยวนเซียนจุนคอยให้คำชี้แนะ เกรงว่าต่อให้เป็นหมูตัวหนึ่งก็คงจะทำนาเป็นเหมือนกันใช่หรือไม่?

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้าของที่แท้จริงของฟาร์มแห่งนี้ก็คือฮุนหยวนเซียนจุนนั่นเอง

ส่วนไอ้คนสารเลวเหวยเจิ้งคนนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ได้เลย หมอนี่ก็คือคนงานรับจ้างทำหน้าที่ใช้แรงงานให้แก่ฮุนหยวนเซียนจุนภายในฟาร์มเท่านั้นแหละ

เพราะมีเพียงผู้ยิ่งใหญ่อย่างฮุนหยวนเซียนจุนเท่านั้น ถึงจะสามารถบันดาลให้ผืนนาธรรมดาสามัญกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้

มิน่าล่ะสถานที่พรรค์นี้ถึงสามารถปลูกสร้างผักที่เทียบได้กับยาวิเศษออกมาได้!

เจี้ยม่งอวี่อดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สมาคมการค้าหัวซีกำลังจะได้ทำธุรกิจร่วมกับสำนักเซียนหลางหยาแล้วงั้นหรือ?

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภายในดวงตาของเจี้ยม่งอวี่ก็พลันมีประกายแสงสว่างวาบขึ้นมา

อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงผู้อาวุโสรุ่นก่อน ในเมื่อได้มาพบเจอกันแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเดินเข้าไปทักทายสักหน่อย จะต้องไม่เสียกิริยามารยาทต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้เด็ดขาด

เมื่อคิดเช่นนี้ เจี้ยม่งอวี่ก็รีบก้าวยาวๆ เดินตรงไปยังทิศทางนั้นด้วยความนอบน้อมในทันที

ส่วนเหวยเจิ้ง เจ้าคอยดูข้าให้ดีเถอะ รอให้แม่นางผู้นี้ทำให้ฮุนหยวนเซียนจุนโปรดปรานได้ก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร

นางแอบคิดแข่งดีอยู่ในใจ เพียงแค่ไม่กี่ปีไอ้คนสารเลวคนนี้ถึงกับได้เกาะขาผู้ยิ่งใหญ่อย่างฮุนหยวนเซียนจุนแล้ว ทำให้ภายในใจของนางรู้สึกไม่สมดุลเป็นอย่างยิ่ง

หากจะเกาะขาผู้ยิ่งใหญ่ คนคนนั้นก็ต้องเป็นข้าสิ

ภายในใจของเจี้ยม่งอวี่ยังคงไม่ได้ล้มเลิกความคิดที่จะจัดการเหวยเจิ้งลงไปโดยสมบูรณ์เลย

เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็เดินเข้าไปด้านหน้า ประสานมือทำความเคารพต่อฮุนหยวนเซียนจุน: "ผู้น้อยเจี้ยม่งอวี่ คารวะฮุนหยวน(เซียนจุน) เจ้าค่ะ"

"หืม?" ฮุนหยวนเซียนจุนชะงักไปในทันที กวาดสายตาพิจารณาดูเจี้ยม่งอวี่อย่างละเอียดรอบหนึ่ง ทันใดนั้นก็นึกออกขึ้นมาได้ กล่าวว่า "เจ้าคือศิษย์ของไป๋ฉางเฟยแห่งตำหนักฉางเฟยงั้นรึ?"

"เป็นผู้น้อยเองเจ้าค่ะ" เจี้ยม่งอวี่พลันดีใจเป็นอย่างยิ่ง ดูท่าทางผู้อาวุโสรุ่นก่อนจะมีตวามทรงจำที่ดีต่อคุณหนูอย่างข้านะเนี่ย

"ไม่ได้พบเจอกันไม่กี่ปี แม่นางน้อยเติบโตขึ้นมากแล้วจริงๆ" ฮุนหยวนเซียนจุนยิ้มบางๆ เอ่ยปากถามว่า "ช่วงนี้ตาเฒ่าไป๋สบายดีหรือไม่?"

"ท่านอาจารย์ของผู้น้อยสบายดีเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าท่านได้เดินทางมาร่วมงานชุมนุมใหญ่ที่สำนักเซียนหลางหยาแล้วเจ้าค่ะ"

เจี้ยม่งอวี่เริ่มตีสนิท

นางรู้สึกว่าการดำเนินงานเป็นไปได้ด้วยดี ขอเพียงเกลี้ยกล่อมให้ฮุนหยวนเซียนจุนส่งมอบฟาร์มแห่งนี้ให้แก่นางเป็นผู้ดูแล ถึงตอนนั้นเหวยเจิ้งจะไม่ถูกนางจัดการตามอำเภอใจหรอกหรือ?

ถึงตอนนั้น ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าเจ้าคนสารเลวจะหนีรอดไปจากเงื้อมมือของแม่นางผู้นี้ได้อย่างไร!

เมื่อนึกถึงภาพในวันข้างหน้าที่เหวยเจิ้งต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานภายใต้เงื้อมมือของนาง เจี้ยม่งอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอันได้ใจออกมาสายหนึ่ง.

จบบทที่ บทที่ 45 ผู้ยิ่งใหญ่ล้วนชื่นชอบวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์

คัดลอกลิงก์แล้ว