- หน้าแรก
- ภรรยาคนแรกของพระเอกชาย
- ตอนที่ 1 - เจ้าสาวที่มีตำหนิ
ตอนที่ 1 - เจ้าสาวที่มีตำหนิ
ตอนที่ 1 - เจ้าสาวที่มีตำหนิ
“หนาว...”
เยอร์ฟี่ห่อตัวแน่น เมื่อสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่โถมเข้าใส่
ชุดเจ้าสาวบางเบาที่เธอสวมใส่อยู่ ทำได้เพียงแค่ปกปิดเรือนร่างเท่านั้น แต่ไม่สามารถป้องกันความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลย
เธอยืนอยู่ตรงนี้มานานหลายชั่วโมงแล้ว
ขาของเธอชาทั้งสองข้าง ก่อนจะกลับมารู้สึกและชาขึ้นอีกครั้ง วนเวียนซ้ำไปมาเป็นวงจรของความทรมาน
แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ กลับเป็นฤดูหนาวอันโหดร้ายที่เธอนั้นไม่เคยสัมผัสมาก่อน ขณะอยู่ในเมืองหลวงก็ตาม
แม้จะมีกระโจมที่ทำมาจากหนังควาย และเวทมนตร์ป้องกันความหนาวเย็นขั้นสูง ก็ยังไม่สามารถต้านทานความเย็นยะเยือกของ ณ ที่นี่ได้
เพราะว่าที่นี่คือ ดินแดนทางตอนเหนือสุดของจักรวรรดิเคราสต์
มันเป็นทั้งดินแดนชายชอบของเมืองหลวง และยังเป็นเส้นทางเพียงสายเดียวที่จะนำไปสู่ดินแดนโบราณ
ณ อดีตกาล ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นถิ่นที่อาศัยอยู่ของมังกร
สิ่งมีชีวิตแห่งยุคโบราณได้ทำพันธสัญญากับมนุษย์ พร้อมกับสร้างอาณาจักรขึ้นมาร่วมกัน แล้วทำการปกครองในฐานะผู้พิทักษ์ของดินแดนมาอย่างเนิ่นนาน
แต่ทว่ามังกรที่เคยยิ่งใหญ่นั้นกลับได้หายสาบสูญไปเป็นระยะเวลานานแล้ว
เหลือเพียงแค่ตระกูลเดียวเท่านั้นที่ยังคงได้รับพลังจากมังกร นี้จึงเป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนยันได้ว่าสิ่งมีชีวิตในตำนานนั้นเคยดำรงอยู่จริง
และวันนี้ ที่เยอร์ฟี่กำลังจะกลายเป็นเจ้าสาวของตระกูลสายเลือดมังกร
เมื่อได้นึกถึงความเป็นจริงข้อนี้ เยอร์ฟี่ก็กำมือของเธอแน่นโดยไม่รู้ตัว
ฟู่—
สายลมอันหนาวเหน็บได้โหมกระหน่ำพัดผ่านเข้ามาในกระโจม ที่เพิ่งถูกแหวกออกชั่วครู่
ชายที่ออกไปสำรวจข้างนอกได้กลับเข้ามาข้างใน
ถึงแม้ว่าจะเพิ่งออกไปได้ไม่นานนัก แต่บนไหล่ของเขานั้นกลับถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวที่ทับถมกันเป็นชั้น
เยอร์ฟี่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ รีบก้มศีรษะลงต่ำทันที
เคานต์บารอน หัวหน้าตระกูลแห่งเดลแลง
เขามีฐานะเป็นทั้งบิดาของเยอร์ฟี่ และเป็นคนกลางที่เข้ามาเจรจาเรื่องข้อตกลงในการแต่งงานทางธุรกิจครั้งนี้
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ภายในกระโจมด้วยสายตาเย็นชา
ตึก ตึก
เสียงเปลวไฟแตกเปรี๊ยะดังขึ้น มันเป็นเสียงของฟืนเวทมนตร์ที่ยังคงลุกไหม้แล้วดูไม่มีทีท่าว่าจะดับลง ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม
เคานต์บารอนได้เดินไปนั่งลงบนโซฟาซึ่งเป็นตำแหน่งที่อบอุ่นที่สุด ก่อนที่จะถอนหายใจ และเริ่มบ่นพึมพำออกมาด้วยความไม่พอใจ
“เฮ้อ คิดจะให้รออยู่แบบนี้ไปถึงเมื่อไรกัน”
เคานต์บารอนหยิบเอานาฬิกาพกของเขาขึ้นมาดู
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปมากกว่า 5 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่พวกเขาได้ก้าวเข้ามาสู่พรมแดนของมังกร
เพื่อที่จะเดินทางไปยัง โกรเวน แดนศักดิ์สิทธิ์ของสัตว์วิเศษ พวกเขาจำเป็นต้องข้ามกำแพงคริสตัลอันมหึมา
กำแพงลึกลับที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ
การจะข้ามผ่านที่แห่งนี้ไปได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากท่านดยุคเท่านั้น
“ติดต่อไปหาพวกเขาอีกครั้งซะ”
“รับทราบครับ”
เคานต์บารอนได้ออกคำสั่งแก่อัศวินของเขาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่สามารถรอได้อีกต่อไปแล้ว
ขณะที่เคานต์บารอนดึงผ้าห่มขนสัตว์มาคลุมตัวอย่างหงุดหงิด เพราะว่าต้องการบรรเทาความรำคาญที่มีต่อความหนาวเย็นนี้ แล้วสายตาของเขาก็ได้ไปสบตาเข้ากับเยอร์ฟี่ซึ่งยืนอยู่ตรงมุมกระโจม
เยอร์ฟี่สะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้สายตาที่เคยก้มมองลงจะต่ำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับยิ่งก้มมองลงต่ำกว่าเดิม
เคานต์บารอนได้จ้องมองไปยังเยอร์ฟี่ด้วยสายตาที่อสดงออกถึงความผิดหวังและน่าสมเพช ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ขี้ขลาดแถมยังโง่เขลาอีก ทำไมคนอย่างแกถึงเกิดมาอยู่ในตระกูลของเราได้กัน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ช่างแตกต่างกับชาร์ล็อตต์จริงๆ”
เมื่อได้ยินการกล่าวถึงชื่อของใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี่ ทำให้สีหน้าของเยอร์ฟี่ก็ซีดเผือดลง
เธอเม้มปากแน่นโดยไม่สามารถกล่าวคำพูดใด ๆ ออกมาได้ เคานต์บารอนก็พึมพำกับตัวเองต่อในทันที
“อืม ก็จริง จะให้เอาของแบบนั้นมาเปรียบเทียบกับลูกนกน้อยแสนสวยของฉันได้ยังไงกัน ฉันคงเผลอพลั้งปากไปแล้ว”
เขาเปิดล็อกเกตที่ห้อยอยู่ที่คอของตนออกมา
ภายในนั้นมีภาพเหมือนของหญิงสาวผู้เลอโฉม ซึ่งเธอมีเรือนผมสีเงิน และดวงตาสีม่วงลึกลับ
ในขณะที่เคานต์บารอนกำลังชื่นชมภาพนั้นด้วยสายตาพึงพอใจและภาคภูมิใจ ในไม่ช้าเขาก็หันกลับไปมอง และเริ่มตำหนิเยอร์ฟี่ที่ยังคงยืนตัวแข็งราวกับรูปปั้น
“พ่อของแกกำลังพูดอยู่ แต่แกไม่คิดจะตอบกลับเลยรึไงกัน”
เยอร์ฟี่สะดุ้งด้วยความตกใจ จึงรีบเปิดปากพูดขึ้นทันที
“ไม่ใช่นะคะ คำพูดของท่านพ่อนั้นถูกต้องทุกอย่างเลยค่ะ”
เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เธอตอบกลับไปโดยไม่ทันคิดให้ดีก่อน ก็มักจะมีหนังสือหรือแจกันถูกขว้างมาที่เธอเสมอ นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอนั้นนิ่งเงียบและไม่กล่าวสิ่งใดออกไปจนติดเป็นนิสัย
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้
ในความเป็นจริงแล้ว เธอรู้ดีว่าการตอบหรือไม่ตอบนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย
เพราะในบางสถานการณ์ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เยอร์ฟี่รู้ดีว่าเธอนั้นก็เป็นเพียงแค่ สิ่งที่ขัดหูขัดตา ของเคานต์บารอนเท่านั้น
แต่วันนี้มันแตกต่างออกไป
เพราะแทนที่จะเป็นหนังสือหรือแจกัน กลับกลายเป็นว่าในวันนี้สิ่งที่ถูกขว้างใส่เธอนั้นคือคำพูดอันแสนเย็นชาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ซึ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ
“ท่านดยุคก็น่าสงสารเหมือนกัน กับอีแค่เครื่องหอมอะไรนั่นมันจะไปมีค่าอะไรมากมายขนาดนั้นกัน ถึงกลับต้องยอมรับของแบบนั้นมาเป็นเจ้าสาว”
เครื่องหอม...
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เสมือนราวกับว่ามีใบมีดมากรีดลงบนกลางใจ เยอร์ฟี่เม้มกัดริมฝีปากแน่น
โดยธรรมชาติแล้ว จิตใจของมังกรนั้นจะมีความละเอียดอ่อนและความป่าเถื่อนอย่างถึงที่สุด
และมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่มีความสามารถในการควบคุมจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ให้สงบลงได้นั้น ก็คือผู้ที่ถูกเรียกว่า เครื่องหอม
เครื่องหอมนั้นถือว่าหาได้ยากอย่างยิ่งในหมู่มนุษย์ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดมาจากที่ไหนหรือมาจากชนชั้นใดก็ตาม จุดจบของพวกเขานั้นล้วนเหมือนกัน นั่นก็คือถูกส่งตัวไปเป็นเจ้าสาวของตระกูลสายเลือดมังกร
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเยอร์ฟี่ที่เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป ถึงสามารถหมั้นหมายกับตระกูลโกรเวนได้
และจากนี้ไป เธอจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและยากลำบาก
โดยที่เธอจะต้องใช้ชีวิตเพื่อปิดบัง ตำหนิในอดีตของตนเอาไว้ให้มิดชิดที่สุด
'เจ้าสาวผู้มีตำหนิ..'
นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของเยอร์ฟี่
เคานต์บารอนจึงเตือนเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่าทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันขาด เข้าใจไหม?”
ถ้าสินค้าที่มีราคาแพงถูกพบว่ามีตำหนิขึ้นมา ทุกคนจะต้องเดือดร้อนกันหมด
เยอร์ฟี่ที่กำลังสั่นสะท้านเพราะความหนาว ได้ตอบกลับช้าไปหนึ่งจังหวะ
“…ค่ะ ท่านพ่อ”
เพียงคำตอบสั้น ๆ นั้น ก็ทำให้แววตาของเคานต์บารอนดูดุร้ายขึ้นกว่าเดิม
“ชิ”
ทำไมแม้แต่การพูดยังดูโง่เง่าได้ขนาดนี้กัน
สายตาของเขาราวกับว่ากำลังสื่อความหมายเช่นนั้นออกมาอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาก็ได้ออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ติดตามด้วย เพื่อแต่งตัวให้กับเยอร์ฟี่
“รัดคอร์เซ็ตให้แน่นขึ้นอีก เจ้าสาวจะได้ไม่ดูเหมือนหมู”
“รับทราบค่ะ ท่านเคานต์”
สาวใช้ผู้จงรักภักดีได้ปฎิบัติตามคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง โดยการปรับแต่งคอร์เซ็ตของเยอร์ฟี่ให้กระชับมากขึ้น
มือของสาวใช้ที่กำลังรัดเชือกให้แน่นอยู่นั้น แฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
คอร์เซ็ตที่รัดแน่นราวกับเอวจะหักอยู่แล้วนั้น ตอนนี้กลับยิ่งบีบรัดบริเวณซี่โครงแน่นขึ้นจนเธอแทบหายใจไม่ออก
ถึงแม้ว่าการที่หญิงสาววัยกำลังเติบโตแล้วต้องมายืนแต่งตัวให้เรียบร้อยต่อหน้าบิดาของตนนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง แต่กลับไม่มีใครมองว่ามันแปลกประหลาดเลย
ในทางกลับกัน เคานต์บารอนกลับรู้สึกว่ามันน่าหงุดหงิดเป็นอย่างมากกับการเห็นท่าทีของเยอร์ฟี่ที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ เพราะเขายกไวน์ร้อนกระดกดื่มรวดเดียว
เยอร์ฟี่กลั้นลมหายใจ อดทนต่อทุกสิ่งโดยไม่ปริปาก
แม้ว่าเธอจะเคยชินกับสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจของเคานต์บารอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอนั้นจะไม่รู้สึกเจ็บปวด
ขยะของตระกูล... เพราะจนกว่าจะสามารถแสดงพลังในฐานะ 'เครื่องหอม' ได้ เยอร์ฟี่ก็ถูกปฏิบัติแบบนี้มาตลอด
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยได้เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง
เคานต์บารอนจุดไฟที่ปลายซิการ์ ก่อนจะเดาะลิ้นแสดงความไม่พอใจ
“ชิ ถ้าทุบทำลายแล้วเข้าไปได้ก็คงจะดี”
กำแพงน้ำแข็งลึกลับที่ล้อมรอบดินแดนแห่งนี้ถือเป็นโบราณวัตถุ
มันไม่สามารถทำลายได้ ไม่ว่าจะด้วยพลังทางกายภาพหรือเวทมนตร์ก็ตาม
เพราะสิ่งที่อยู่ อีกฟากหนึ่งของกำแพงนั้น มันเป็นสิ่งที่มีเพียงแค่ผู้ที่สืบเชื้อสายจากมังกรเท่านั้นที่จะสามารถรับมือได้
แค่นึกถึงการมีตัวตนอยู่ของสิ่งนั้นก็ทำให้เยอร์ฟี่ตัวสั่นไปด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ดังก้องมาจากใต้เท้าของเธอ
อูววววว—
เสียงบางอย่างแทรกผ่านอากาศ มันฟังดูราวกับเสียงของท้องฟ้าที่ถูกแยกออกจากกัน
แล้วทันใดนั้น อัศวินที่เดินผ่านค่ายพักแรมก็ได้มาแจ้งข่าวสารเสียงดังด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
“กำแพงเปิดออกแล้วครับ!”
ในที่สุด
สายตาของทั้งสองหันไปยังต้นกำเนิดของเสียงในเวลาเดียวกัน
ท่านเคานต์เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความโลภ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งและออกคำสั่ง
“ออกไปกันได้แล้ว”
“ค่ะ ท่านพ่อ”
เยอร์ฟี่รีบก้าวตามหลังเคานต์บารอนไป
แต่ถึงแม้ใจจะรีบร้อนเพียงใด ร่างกายที่แข็งทื่อจากความหนาวจัด ส่งผลให้การเคลื่อนไหวทำได้อย่างยากลำบาก จนต้องเซไปมาหลายครั้ง
หลังพยายามออกมาจากค่ายพักแรมอย่างยากลำบาก ก็ได้เจอกับพายุหิมะอันโหดร้ายที่พัดกระหน่ำใส่ร่างของเธอ ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนผิว
‘ข้างในกระโจมนั่น…ยังถือว่าอบอุ่นอยู่สินะ’
มันหนาวจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด
เยอร์ฟี่กอดร่างกายตัวเองแน่น และพยายามเดินไปตามหลังกลุ่มคนที่นำหน้าอยู่
แต่หิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ได้บดบังทัศนวิสัย จนแทบมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้า
‘ทางนี้มันถูกต้องหรือเปล่านะ’
ขณะที่ความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้น มือที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดก็คว้าเข้าที่แขนของเยอร์ฟี่ แล้วกระชากอย่างแรง
ผู้ที่ปรากฏออกมาท่ามกลางพายุหิมะ คือเคานต์บารอน
"โง่เง่า... คิดจะคลานไปไหนกัน?"
"อึก..."
“หุบปากไปซะ! กับอีแค่เดินธรรมดาปกติให้เหมาะสมก็ยังทำไม่ได้ แล้วแบบนี้ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนได้อีกเรอะ? ทั้งที่ไม่มีความสามารถอะไรเลยแท้ๆ ก็ควรจะรู้สึกขอบคุณท่านดยุกซะ ที่ยังยอมซื้อของไร้ค่าอย่างแก!”
อาจจะเป็นเพราะต้องออกตามหาเยอร์ฟี่ ทำให้เคานต์บารอนนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
ในที่สุด เขาก็ลากเยอร์ฟี่ไป และผลักเธอให้ยืนอยู่หน้ากำแพงคริสตัลอันสูงตระหง่าน
‘พายุหิมะ…’
น่าอัศจรรย์ แม้พายุหิมะจะพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งมาตลอดทาง แต่บริเวณหน้ากำแพงคริสตัลกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด
ขณะที่ข้อมือของเธอเจ็บจากแรงบีบ เยอร์ฟี่เงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าต่อหน้าของเธอคือภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ
กำแพงขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านั้น มันเรืองแสงระยิบระยับด้วยเฉดสีชมพูและสีเขียว ราวกับเป็นกระจกที่บรรจุและสะท้อนประกายของดวงดาวเอาไว้ภายใน ความลึกลับของมันได้ดึงดูดสายตาของเยอร์ฟี่ราวกับถูกช่วงชิงไปโดยสิ้นเชิง
‘ราวกับจักรวาลที่ถูกจารึกเอาไว้บนกำแพง...’
มันช่างเป็นภาพที่งดงามจนตัวเธอนั้นได้เผลอลืมคำด่าทอเมื่อครู่ และแม้แต่ความเจ็บปวดที่แขนก็แทบจะเลือนหายไป
แท้จริงแล้ว สิ่งที่พิสูจน์ว่าการสั่นสะเทือกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นความจริง ก็คือรอยแยกที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นกลางกำแพง จนเผยให้เห็นช่องว่างลึกลับ
แต่ว่าด้านในนั้นกลับมีเพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมทุกสิ่ง แม้แต่คนที่ออกมาต้อนรับก็ไม่มี
“ท่านดยุคอยู่ที่ไหนกัน?”
เคานต์บารอนกำลังหมกมุ่นอยู่กับการมองหาสามีของเยอร์ฟี่ ไม่สิ เขากำลังตามหาเจ้าของสินค้า
ในขณะนี้ ตระกูลเดลแลงของเคานต์บารอนกำลังจมอยู่ท่ามกลางกองหนี้สินจำนวนมหาศาล
ครั้งหนึ่ง เคานต์บารอนเคยมีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจ แต่เรื่องเหล่านั้น เป็นเพียงอดีตที่ลางเลือนไปแล้ว
แต่เดิม ตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานต้องสูญเสียความรุ่งโรจน์ไปเพราะการลงทุนที่ผิดพลาด และความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้รากฐานของตระกูลนั้นเกิดการสั่นคลอนในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ไพ่ใบสุดท้ายที่มีอยู่ในมือของเคานต์บารอน ก็เพื่อวันนี้ วันที่จะได้ขาย 'สินค้าราคาแพง' นี้ออกไปสักที
มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอด
เคานต์บารอนจ้องมองรอยแยกของกำแพงที่เปิดออก และพึมพำกับตัวเอง
“หรือว่ากำลังจะบอกให้เข้าไปข้างในเอง?”
อีกฟากหนึ่งของกำแพงคือดินแดนลึกลับ
มีเพียงดยุค ผู้ติดตามของเขา และสุดท้ายคือเจ้าสาวของสายเลือดมังกรหรือที่ถูกเรียกว่าเครื่องหอมเท่านั้นที่สามารถเข้าออกที่นี่ได้
อูววววว—
เสียงร้องคำรามของสัตว์วิเศษดังสะท้อนออกมาจากช่องว่างที่เปิดอยู่
ขณะนี้ เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของเหล่าอสูรที่ติดตามมังกร
การพยายามก้าวเข้าไปในช่วงเวลาที่อันตรายและละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
ในที่สุด ท่านเคานต์ก็ตัดสินใจได้ เขาหันหลังกลับมามองเยอร์ฟี่ก่อนออกคำสั่ง
“เข้าไปก่อนซะ”
ความคิดของเขานั้นเรียบง่าย ไม่มีทางที่อสูรเวทจะทำร้าย ‘เจ้าสาวของมังกร’ ได้
แต่หากมองให้ลึกลงไปอีก เขานั้นกำลังใช้เยอร์ฟี่เป็นโล่กำบัง
การเข้าไปข้างในนั้นก็คือการทำหน้าที่ของตระกูลให้สำเร็จ
ทั้ง ๆ ที่รู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้กัน
‘รู้สึกราวกับว่ากำลังถูกทอดทิ้ง’
มันเป็นความรู้สึกอันหนาวเหน็บภายในใจ ที่ซึ่งไม่อาจหาวิธีใดมาปลอบโยนได้เลย
ถึงกระนั้น เธอก็ไม่อาจต่อต้านได้
เยอร์ฟี่ไม่กล่าวอะไร เธอเพียงแค่ก้าวเดินเข้าไปในช่องว่างของกำแพงอย่างเงียบงัน ในขณะที่ร่างอันเล็กบางของเธอนั้นก้าวผ่านเข้าไป
กรรรรร—
“...!”
“กำแพง...!”
กำแพงขนาดมหึมาเริ่มปิดตัวลง พร้อมกับส่งเสียงร้องคำรามต่ำดังสะท้อนก้องออกมาราวกับสัตว์ร้าย
แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณเตือนต่อผู้ที่อยู่ด้านนอก
‘แปลกจัง’
เยอร์ฟี่รู้สึกโล่งใจเมื่อรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือนนั้น เพราะกำแพงนี้กำลังห่อหุ้มเธอเอาไว้ราวกับต้องการปกป้องเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
“ต้องเข้าไปให้ได้ ฉันต้องการพบท่านดยุค!”
เคานต์บารอนไม่รอช้า แล้วพยายามก้าวเข้าไปข้างใน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย เนื่องจากกำแพงที่แปลกประหลาดนี้กลับเคลื่อนไหวได้ตามอำเภอใจ แล้วทำการขวางกั้นระหว่างเคานต์บารอนกับเยอร์ฟี่ให้ออกจากกันอย่างสมบูรณ์
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น?’
ทางเดินที่เพิ่งเปิดเมื่อครู่ กลับถูกปิดตาย ในขณะเดียวกันเส้นทางใหม่เปิดขึ้นอีกด้านหนึ่ง
เส้นทางที่เปิดออกนั้นทอดยาวไปสู่หน้าผาสูงชัน
และที่ปลายสุดของหน้าผานั้น อัศวินในชุดเกราะสีเงินยืนเรียงรายอยู่
ท่ามกลางพวกเขา สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่สีดำขลับ
เรือนผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาล พลิ้วไหวเหนือคิ้วเข้มคมกริบ
ถึงแม้ว่าจะมองจากระยะไกล แต่ความหล่อเหลาของเขาก็ยังโดดเด่นจนปฏิเสธไม่ได้ แววตาเย็นชาใต้กรอบคิ้วเรียวยาว ซ่อนดวงตาสีทองที่คมกริบเหมือนกับหมาป่าที่จ้องมองเหยื่อ
เยอร์ฟี่รู้ได้ในทันทีเลยว่า ชายคนนั้น คือว่าที่สามีของเธอ
เพราะว่า
‘เขาดูเหมือนกับที่ถูกบรรยายไว้ในนิยายไม่มีผิด’
ผู้นำตระกูลสายเลือดมังกร
ดยุคเรย์มอนด์ โกรเวน คู่หมั้นของเธอคือพระเอกในเรื่องนี้