เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 เริ่มเรียนวรยุทธ์

บทที่ 54 เริ่มเรียนวรยุทธ์

บทที่ 54 เริ่มเรียนวรยุทธ์


อิ๋งอียืนอยู่ข้างหลังซุ่ยเยี่ยนสือยง พลางจ้องมองอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะตาละห้อยแต่ไม่กล้านั่งลง

เขาเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ย่อมไม่อาจร่วมโต๊ะกับนายท่านได้

“พี่ชายท่านนี้มีนามว่ากระไร อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย รีบนั่งลงกินข้าวเถอะ”

ซุ่ยเยี่ยนสือยงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เมื่อช่วงบ่ายเขาเพียงแต่บอกว่าคนผู้นี้เป็นคนในครอบครัวแต่ไม่ได้แนะนำชื่อ

“เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของข้าเอง ท่านอาเยี่ยเรียกเขาว่าเสี่ยวอิ๋งก็ได้เจ้าค่ะ มีงานอะไรก็เรียกใช้เขาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

ซุ่ยเยี่ยนสือยงขี้เกียจคิดชื่อใหม่ จึงเรียกชื่อเล่นสั้นๆ ว่าเสี่ยวอิ๋ง

อิ๋งอียิ้มกว้างจนเห็นฟัน จะเรียกอะไรก็ช่างเถิด เสี่ยวอิ๋งกับอิ๋งอีก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ขอเพียงไม่เรียกเขาว่าเอ้อร์โก่วจื่อหรือโก่วเซิ่ง เขาก็ต้องสวดภาวนาขอบคุณพระพุทธเจ้าแล้ว

“ท่านอาเยี่ยเอ่ยปากแล้ว ยังไม่รีบนั่งลงอีก”

เมื่อได้รับอนุญาต อิ๋งอีก็รีบกุลีกุจอไปนั่งลงที่ตำแหน่งใกล้ประตูทันที

เยี่ยหมิงเจาคร้านจะสนใจพวกเขา นางตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างจริงจัง วันนี้มีคุกคามหมูตุ๋นไก่ที่เคี่ยวจนเปื่อยเข้าเนื้อ รสชาติเผ็ดร้อนหอมกรุ่นจนไม่มีเวลาว่างจะพูดคุย

หากมีหอยตลับเสียหน่อยคงจะดี คุกคามหมูตุ๋นไก่ใส่หอยตลับ แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว

“เจาเจา ตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเริ่มสอนวิชาตัวเบาให้เจ้านะ ส่วนอิ๋งอีจะเริ่มสอนท่านอาเยี่ยและคนอื่นๆ ตั้งแต่พรุ่งนี้เช้าเช่นกัน ท่านอาเยี่ย เจาเจา พวกท่านคิดเห็นอย่างไร”

“ดีเลยเจ้าค่ะ ข้าอยากเรียนมานานแล้ว”

เมื่อนึกถึงภาพตนเองที่มีวิชาตัวเบาควบคู่ไปกับทักษะการเคลื่อนที่อันว่องไว เยี่ยหมิงเจาฉก็นดไม่ได้ที่จะตั้งตารอ

เยี่ยซานจู้เองก็พยักหน้าไม่หยุด โดยเฉพาะเยี่ยหมิงอี้ที่ตื่นเต้นจนถึงกับผุดลุกขึ้นยืน ทำท่าทางชักกระบี่ออกมา

“ในที่สุดก็จะได้เริ่มแล้วหรือนี่ ในอนาคตจอมยุทธ์เยี่ยหมิงอี้ผู้นี้จะได้ปล้นคนรวยช่วยคนจนเสียที”

เยี่ยหมิงเจา: พี่รองของข้านี่ช่างมีจินตนาการล้ำเลิศเสียจริง

พอกินข้าวเสร็จและกำลังช่วยกันเก็บโต๊ะ ภายนอกประตูก็เริ่มมีเสียงเอะอะอื้ออึง ราวกับมีคนมากันมากมาย ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูคังขึ้น

“เจาเจา เจาเจาอยู่บ้านไหม? เปิดประตูหน่อยจ้ะ”

คนในบ้านต่างงุนงง สงสัยว่าเหตุใดจึงมีคนมาหาบุตรสาวในยามวิกาลเช่นนี้

เยี่ยซานจู้จำต้องหลบตัวไปชั่วคราว ส่วนซุ่ยเยี่ยนสือยงและอิ๋งอีไม่ได้ซ่อนตัวอีกต่อไป เพราะตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่อีกสักระยะหนึ่ง

เยี่ยหมิงเหรินเปิดประตูออกไป เห็นชาวบ้านมากมายยืนออกันอยู่

“เกิดอะไรขึ้นหรือ ทุกท่านมีธุระอันใดกัน?”

ท่านหัวหน้าเผ่ารีบอธิบายด้วยท่าทีอึดอัดใจ “คือนางอย่างนี้หมิงเหริน ทุกคนอยากจะถามเรื่องบางอย่างกับเจาเจาเสียหน่อย”

“ทุกคนอยากถามว่าเจาเจาไปขุดโสมได้จากที่ไหน แล้วช่วงนี้ยังจะไปอีกไหม จะพาทุกคนไปด้วยได้หรือไม่”

เยี่ยหมิงเจาปรายตามองกลุ่มคน เห็นชัดว่าคนพวกนี้อยากให้นางพาไปขุดโสมสินะ?

คนมากมายเพียงนี้ ต่อให้เจอโสมก็คงแบ่งกันไม่ลงตัว อีกอย่างโสมคนต้นเล็กๆ ก็ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร

ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัย หากนางบอกตำแหน่งไปแล้วพวกเขาขึ้นเขาไปเกิดเรื่องขึ้นมา ย่อมต้องโทษว่าเป็นความผิดของนางแน่นอน

“ท่านปู่หัวหน้าเผ่า ท่านอาท่านน้าทุกท่าน ที่บ้านข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ข้าจึงต้องเสี่ยงชีวิตไปเก็บสมุนไพร บนเขานั้นมีสัตว์ป่าดุร้ายและงูมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือมีเสือโคร่งด้วย ครั้งก่อนข้าได้ยินเสียงคำรามก็รีบวิ่งลงเขามาทันทีเจ้าค่ะ”

ยามนั้นยังมีคนที่มีนิสัยช่างสงสัยสังเกตเห็นซุ่ยเยี่ยนสือยงและอิ๋งอีเข้า

“เหตุใดบ้านเจ้าจึงมีผู้ชายเพิ่มมาสองคนเล่า พวกเขาเป็นใครกัน?”

เยี่ยหมิงเจาหันไปมอง เห็นเจ้าสองคนนี้ไม่ยอมกลับเข้าห้องแต่ดันเดินตามออกมาด้วย ก็ดีเหมือนกัน นี่แหละคือพยานชั้นยอด

“สองคนนี้คือคนที่ข้าช่วยไว้ระหว่างทางลงเขาเจ้าค่ะ พวกเขาถูกสัตว์ป่าไล่ตามจนได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวเราจึงให้ที่พักพิงชั่วคราว ตอนนี้พวกเขามาทำงานแลกเงินค่าสมุนไพรอยู่ที่บ้านข้าเจ้าค่ะ ไม่เชื่อพวกท่านก็ลองถามดูสิ”

ทุกคนมองไปยังชายหนุ่มทั้งสอง พลางอดชื่นชมไม่ได้ว่าทั้งคู่ช่างดูดีเหลือเกิน โดยเฉพาะชายหนุ่มชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างหน้า งดงามจนหาที่ติไม่ได้

“พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน สิ่งที่แม่นางเยี่ยกล่าวมาเป็นความจริงทุกประการ ภูเขาด้านหลังนั้นอันตรายรอบด้าน พวกเราสองคนพลัดหลงเข้าไป เดชะบุญที่ได้แม่นางเยี่ยช่วยชีวิตไว้ มิเช่นนั้นคงได้กลายเป็นอาหารของเสือ หมาป่า และหมูป่าไปแล้วขอรับ”

งานอธิบายเช่นนี้ต้องยกให้อิ๋งอีจัดการ หากเป็นนายท่านของเขา อย่างมากก็คงพูดเพียงคำเดียวว่า 'สิ่งที่แม่นางเยี่ยพูดไม่ใช่เรื่องเท็จ'

ส่วนซุ่ยเยี่ยนสือยงเพียงแต่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา

ชาวบ้านหลายคนเริ่มถอดใจไม่อยากไปแล้ว

แต่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่คิดว่าเยี่ยหมิงเจาเพียงแต่ข่มขวัญพวกเขา เพราะไม่อยากให้พวกเขาเจอโสมไปขายเอาเงิน

“นังหนูตระกูลเยี่ย เจ้าก็แค่บอกตำแหน่งที่เจ้าขุดเจอโสมมาก็พอ จะเจอหรือไม่ หรือจะเจอสัตว์ป่าไหมมันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าแล้ว”

ทรัพย์สินเงินทองย่อมเย้ายวนใจ คนกลุ่มนี้ยังคงยืนกรานจะไปดูให้ได้

“ที่ข้าขุดเจอโสมนั้นมีอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น ต่อให้พวกท่านไปก็ไม่เจอหรอกเจ้าค่ะ ข้าบอกได้เพียงว่าโสมชอบสภาพแวดล้อมที่ชื้นและเย็น”

หากไม่ยอมพูดอะไรเลย ชาวบ้านย่อมจะเกิดความแค้นเคือง เยี่ยหมิงเจาพูดจบก็หันไปหาท่านหัวหน้าเผ่า

“ท่านปู่หัวหน้าเผ่า บนเขานั้นอันตรายมากจริงๆ ข้ามีพละกำลังมหาศาลจึงรอดกลับมาได้ หากชาวบ้านอยากขึ้นเขาเพียงเพราะเห็นข้าได้โสมมา แล้วเกิดเรื่องร้ายขึ้นจะมาโทษข้าไม่ได้นะเจ้าคะ เพราะข้าไม่สนับสนุนให้ทุกคนขึ้นเขาไปเสี่ยงชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียวเจ้าค่ะ”

เยี่ยหมิงเจาพูดสิ่งที่ควรพูดจนจบแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป หากใครยังฝืนขึ้นเขาไปแล้วเกิดเรื่องย่อมจะโทษนางไม่ได้ และนางก็ไม่เกรงกลัวหากจะมีใครมาพาลใส่

ท่านหัวหน้าเผ่าและชาวบ้านต่างทยอยแยกย้ายกันไป ระหว่างทางท่านหัวหน้าเผ่ายังคงตักเตือนทุกคนว่าอย่าเสี่ยงอันตรายเข้าป่า และย้ำเตือนอีกครั้งว่าหากเข้าป่าแล้วเกิดเรื่องขึ้นมา ย่อมต้องโทษที่ตนเองตาแดงริษยาและดวงไม่ดีเอง จะไปโทษเด็กสาวตระกูลเยี่ยไม่ได้

วันรุ่งขึ้น ยามฟ้ายังไม่ทันสาง

ทุกคนในครอบครัวต่างตื่นกันหมดแล้ว หลังจากกินมื้อเช้าอย่างง่ายๆ ก็มุ่งหน้าไปยังภูเขาด้านหลัง

การเรียนวรยุทธ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือหลินซื่อเองก็ขอเรียนด้วย

“ท่านน้าหลิน ท่านก็จะเรียนวรยุทธ์ด้วยหรือขอรับ”

อิ๋งอีถามอย่างระมัดระวัง เขาดูออกว่านายท่านของเขามีท่าทีต่อแม่นางเยี่ยคนนั้นไม่ธรรมดา ดังนั้นเขาจึงต้องสุภาพเป็นพิเศษ

“ทำไมหรือ ไม่ได้รึ? ข้าคิดว่าเป็นการออกกำลังกายก็แล้วกัน หากเรียนไม่ไหวข้าก็จะหยุดเอง เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก”

“ได้ขอรับๆ เช่นนั้นหากท่านน้าเหนื่อยก็พักเสียหน่อย อย่าฝืนจนเกินไปนะขอรับ”

ทางด้านนี้เริ่มต้นจากการฝึกพื้นฐาน อิ๋งอีไม่คาดคิดเลยว่าคนตระกูลเยี่ยจะมีพละกำลังและความอดทนดีเยี่ยมถึงเพียงนี้ ทั้งยังก้าวหน้าเร็วมากจนเขาเริ่มสงสัยในตัวเอง ตอนที่เขาเริ่มฝึกวรยุทธ์ใหม่ๆ ยังไม่ได้เรียนรู้ได้ง่ายดายขนาดนี้เลย

ตอนที่เขาเริ่มฝึกยืนม้าวันแรก เพียงแค่หนึ่งเค่อขาก็เริ่มสั่นพั่บๆ แล้ว แต่นี่ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว ทั้งเด็กชายวัยแปดขวบและท่านน้าหลินยังคงอดทนยืนอยู่ได้

อีกด้านหนึ่ง ทางฝั่งของเยี่ยหมิงเจาและซุ่ยเยี่ยนสือยง

“เจาเจา ข้าสังเกตเห็นว่าเจ้าไม่มีพลังภายใน แต่กลับมีทักษะการต่อสู้ที่คล่องแคล่วนัก”

เยี่ยหมิงเจาเองก็สงสัยในวรยุทธ์ของซุ่ยเยี่ยนสือยงอยู่ไม่น้อย

“มิสู้ท่านลองไม่ใช้พลังภายใน แล้วประลองกับข้าดูสักตั้งดีไหมเจ้าคะ”

“ได้สิ เช่นนั้นพวกเราขยับเข้าไปด้านในกันอีกนิด”

เมื่อเดินลึกเข้าไปจนคนตระกูลเยี่ยที่อยู่รอบนอกมองไม่เห็นสถานการณ์ตรงนี้แล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันอย่างดุเดือด

ทั้งสองสู้กันด้วยมือเปล่าอย่างเข้มข้น เยี่ยหมิงเจามีท่าร่างที่ว่องไวพลิ้วไหว ส่วนซุ่ยเยี่ยนสือยงมีกระบวนท่าที่หนักแน่นเฉียบคม ต่างฝ่ายต่างมีจุดเด่นคนละแบบ

ซุ่ยเยี่ยนสือยงรู้อยู่แล้วว่าเยี่ยหมิงเจามีทักษะการต่อสู้ที่ดี แต่ไม่คิดว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ต้องรู้ก่อนว่าหลังจากเขาผ่านการชำระไขกระดูกมาแล้ว แมแต่อิ๋งอีก็ยังรับมือเขาไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว ทว่าแม่นางน้อยคนนี้กลับสู้กับเขาได้อย่างสูสี แม้เขาจะไม่ได้ใช้พลังภายใน แต่ก็ไม่อาจดูเบาได้เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งกว่านั้น นางยังมีพละกำลังมหาศาลจนเขารู้สึกได้ว่าท่อนแขนของตนเริ่มมีอาการชาหนึบเสียแล้ว

เยี่ยหมิงเจาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ชายคนนี้ช่างแข็งแกร่งนัก พละกำลังมหาศาลของนางเขากลับต้านทานเอาไว้ได้ หากเขาใช้พลังภายในขึ้นมา ยามนี้นางคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาจริงๆ

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 54 เริ่มเรียนวรยุทธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว