- หน้าแรก
- ยอดสายลับทะลุมิติเป็นสาวชาวนา ภารกิจป่วนหัวใจท่านอ๋องเทพสงคราม
- บทที่ 14 ตัดขาดสัมพันธ์ (1)
บทที่ 14 ตัดขาดสัมพันธ์ (1)
บทที่ 14 ตัดขาดสัมพันธ์ (1)
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์
"บ้านเก่าตระกูลเยี่ยช่างอำมหิตนัก"
"นั่นสิ ไม่เคยเห็นใครลงไม้ลงมือกับหลานแท้ๆ ได้รุนแรงขนาดนี้เลย"
"แม่เฒ่าหลิวสร้างกรรมแท้ๆ"
"แยกบ้านกันแล้วยังจะมาละโมบอยากได้เนื้อของคนอื่นเขาอีก"
"ใช่ลูกหลานในไส้หรือเปล่า ทำไมถึงใจคอโหดเหี้ยมนัก เมื่อก่อนเจ้าสามตระกูลเยี่ยกตัญญูออกปานนั้น"
"แม่เฒ่าหลิวคนนี้ทำเกินไปจริงๆ"
เยี่ยหมิงเจาเชิญท่านหมอซูมาตรวจรักษาทุกคนในบ้าน หลังจากนั้นนางก็ลอบรินน้ำพุวิญญาณให้ทุกคนดื่มคนละชาม
"แม่นางเยี่ย อาการบาดเจ็บที่ขาของบิดาเจ้านั้นหนักหนาสาหัสทีเดียว แต่ยังดีที่รอยหักค่อนข้างเรียบ ไม่มีเศษกระดูกแตกละเอียด หลังจากต่อกระดูกแล้วนอนพักรักษาตัวนิ่งๆ สักครึ่งปี ก็น่าจะกลับมาเดินได้ตามปกติ ส่วนแผลภายนอกก็ใช้ยาที่ข้าจัดให้ก่อนหน้านี้พอกเอาไว้เถอะ"
"ต่อไปข้าจะเริ่มต่อกระดูก พวกเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน"
"ท่านหมอซู ข้าพอมีความรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ข้าจะอยู่ช่วยท่านเจ้าค่ะ"
ท่านหมอซูประหลาดใจนักที่เด็กสาวชาวนาตัวเล็กๆ จะมีความรู้วิชาแพทย์ "โอ้ แม่นางมีความรู้เรื่องแพทย์ด้วยหรือ มีอาจารย์ผู้ประสาทวิชาหรือไม่"
เมื่อถามจบ ท่านหมอซูก็รู้สึกว่าตนล่วงเกินไปเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปากอธิบาย แต่เยี่ยหมิงเจาชิงกล่าวเสียก่อนว่า "ท่านอาจารย์ของข้าอาศัยอยู่ในป่าลึก ไม่ประสงค์จะข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก ทั้งยังสั่งห้ามมิให้ข้าแพร่งพรายเรื่องของท่านรวมถึงนามของท่านด้วย ท่านหมอซู ข้าต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ" นี่คือสิ่งที่คนในครอบครัวตกลงกันไว้ เพื่อหาข้ออ้างรองรับเรื่องที่เยี่ยหมิงเจามีวิชาแพทย์และวรยุทธ์ในอนาคต
"ไม่เป็นไรๆ เป็นคนแก่อย่างข้าที่วู่วามไปเอง ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อยู่ช่วยเถอะ ส่วนคนอื่นๆ รบกวนออกไปรอด้านนอกนะ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงพากันออกไป
ชาวบ้านสองสามคนที่สนิทสนมกับครอบครัวเยี่ยซานจู้อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "ทิงเสวี่ย เจาเจาของเจ้าไปกราบอาจารย์ในป่าจริงๆ หรือ"
"ก่อนหน้านี้แม่หนูนี่ขึ้นเขาบ่อยๆ มีคนสอนนางจำแนกสมุนไพร ตอนนั้นนางยังไม่หายดี เลยไม่ได้บอกพวกเรา พอภายหลังนางหายเป็นปกติถึงได้มาเล่าให้ฟัง บอกว่ามีตาแก่ผมขาวสอนนางรู้จักตัวยามาสองปีแล้ว พวกเราเองก็ไม่เคยเห็นอาจารย์ท่านนั้นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าลูกคนนี้เรียนไปถึงไหนแล้ว" หลินทิงเสวี่ยเห็นว่าเป็นโอกาสดี จึงอธิบายให้ชาวบ้านฟังเพื่อให้ข่าวแพร่ออกไป ต่อไปเมื่อเจาเจาแสดงวิชาแพทย์จะได้มีเหตุผลมารองรับ
ในเวลานี้ เยี่ยหมิงเจามองดูบิดาที่กำลังเจ็บปวดทรมาน เพลิงโทสะในใจก็พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด รอให้ต่อกระดูกเสร็จเมื่อไหร่ นางจะไปถล่มบ้านเก่าตระกูลเยี่ยให้พินาศย่อยยับ
ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นระยะ ในที่สุดการต่อกระดูกของเยี่ยซานจู้ก็เสร็จสิ้น เยี่ยหมิงเจารีบยกน้ำพุวิญญาณให้บิดาดื่มทันที การบาดเจ็บซ้ำซ้อนเช่นนี้ทำให้อาการหนักกว่าเดิม ต้องดื่มน้ำพุวิญญาณไว้เพื่อไม่ให้กลายเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต
หลังจากท่านหมอซูล้างมือสะอาดแล้ว เยี่ยหมิงเจาก็ก้าวเข้าไปหา "ท่านหมอซู รบกวนท่านแล้ว ลำบากท่านจริงๆ เจ้าค่ะ ค่าตรวจรักษาเท่าไหร่ ข้าจะนำมาให้ท่าน"
"โชคดีที่วันนี้ข้าตามเจ้ามา มิเช่นนั้นคนในบ้านเจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ โดยเฉพาะเด็กคนเล็กนั่น น้องชายเจ้าใช่ไหม ต้องเฝ้าสังเกตอาการให้ดี หากมีสถานการณ์ใดที่เจ้าจัดการไม่ได้ให้รีบไปหาข้า คนเจ็บทั้งบ้านเช่นนี้ยาที่เอามาอาจจะไม่พอ วันหลังว่างก็เข้าไปจัดยาเพิ่มที่ตำบลเถอะ ทั้งหมดคิดข้าแค่ 3 ตำลึงเงินก็พอ"
เยี่ยหมิงเจามีเงินเหลืออยู่เจ็ดตำลึงครึ่ง นางรีบหยิบเงิน 3 ตำลึงส่งให้ท่านหมอซูพร้อมเอ่ยขอบคุณอย่างสุภาพอีกครั้ง นางรู้ดีว่าท่านหมอซูไม่ได้เรียกเก็บเงินเกินจริง ในยุคสมัยนี้ท่านหมอที่เชี่ยวชาญการต่อกระดูกถือเป็นหมอฝีมือฉกาจและเรียกค่ารักษาแพงมาก ชาวบ้านทั่วไปที่ขาหักมักไม่มีเงินรักษาจนต้องกลายเป็นคนขาเป๋ไปตลอดชีวิตก็มีให้เห็นดาษดื่น
เรื่องนี้ทำให้เยี่ยหมิงเจายิ่งกระหายที่จะหาเงินให้ได้มากกว่าเดิม แต่ก่อนอื่นนางต้องจัดการปัญหาเรื่องบ้านเก่าตระกูลเยี่ยเสียก่อน การตัดขาดสัมพันธ์กันไปเลยน่าจะดีที่สุด คืนนี้นางตั้งใจจะปรึกษาคนในครอบครัวดูก่อน
เมื่อส่งท่านหมอซู รวมถึงท่านผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ กลับไปแล้ว ดวงอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าพอดี
เนื่องจากทุกคนในบ้านต่างได้รับบาดเจ็บ เยี่ยหมิงเจาและพี่ใหญ่จึงเข้าไปในครัวเพื่อต้มข้าวต้มง่ายๆ ทุกคนไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้ว ต้องรีบกินเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง
หลังมื้ออาหาร เยี่ยหมิงเจาเรียกทุกคนมาที่ห้องของท่านพ่อท่านแม่ เพื่อความสะดวกในการดูแล อู่หลางถูกจัดให้นอนบนเตียงเดียวกับเยี่ยซานจู้ หลังจากท่านหมอซูกลับไปไม่นานเขาก็ฟื้นขึ้นมา เยี่ยหมิงจาวตรวจชีพจรดูแล้วพบว่าไม่มีอะไรน่าห่วง เพียงแต่ต้องนอนพักรักษาตัวเพราะในสมองยังมีเลือดคั่งอยู่บ้าง อาการหนักขนาดนั้นน้ำพุวิญญาณช่วยไว้ได้มากจริงๆ มิเช่นนั้นอู่หลางอาจจะไม่รอด เมื่อเห็นว่าอาการของอู่หลางหรือเยี่ยหมิงจื้อคงที่แล้ว เยี่ยหมิงเจาจึงบอกอาการตามจริงให้คนในบ้านทราบ
"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ"
"เฮ้อ... ต้องโทษที่พ่อไร้ความสามารถเองที่ทำให้พวกเจ้าต้องถูกทุบตี ทำให้อู่หลางเกือบเอาชีวิตไม่รอด พ่อแค้นนัก แค้นจนอยากจะไปทุบตีพวกนั้นคืนให้สาสมบ้าง" แม้เยี่ยซานจู้จะรู้ว่าคนพวกนั้นไม่ใช่พ่อแม่และครอบครัวที่แท้จริงของเขา แต่ความอัปยศอดสูที่ครอบครัวต้องทนมาหลายปี ทำให้เขาเพียงอยากจะลงมือตอบโต้กลับไปเท่านั้น เยี่ยหมิงเจาเข้าใจดี พวกเขาเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาผู้ซื่อสัตย์ ย่อมไม่กล้าคิดถึงขั้นฆ่าคน
แต่นางไม่เหมือนกัน ในฐานะยอดสายลับจากชาติก่อน นางฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นทหารรับจ้างข้ามชาติ พ่อค้ายา ขุนนางกังฉิน หรือพวกนอกกฎหมายที่จัดการอย่างเปิดเผยไม่ได้ นางล้วนเคยปลิดชีพมาแล้วทั้งสิ้น ในตอนนี้คันไม้คันมืออยากจะฆ่าคนล้างตระกูลเยี่ยบ้านเก่านัก แต่ติดที่ความลับเรื่องชาติกำเนิดของท่านพ่อ จึงต้องเก็บคนบ้านนั้นไว้ชั่วคราว
"ท่านพ่อ มิสู้พวกเราตัดขาดสัมพันธ์กันไปเลยเถอะเจ้าค่ะ ตัดขาดจากบ้านเก่าตระกูลเยี่ยให้สิ้นซาก"
"ดี ตัดขาดกันเสียเถอะ เดิมทีก็ไม่ใช่ญาติมิตรกันอยู่แล้ว" เมื่อพูดคำนี้ออกมา เยี่ยซานจู้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
"ท่านพ่อ พวกเราต้องทำอย่างนี้..." เยี่ยหมิงเจาลดเสียงต่ำลงพลางเล่าแผนการตัดขาดสัมพันธ์ของนาง
คนเกือบทั้งหมู่บ้านตระกูลเยี่ยล้วนอยู่ในตระกูลเดียวกัน มีเพียงบ้านเรือนไม่กี่หลังท้ายหมู่บ้านที่เป็นคนต่างแซ่อพยพหนีภัยมาตามที่ทางการจัดสรรให้ หลายปีมานี้ไม่เคยมีกรณีตัดขาดสัมพันธ์เกิดขึ้นเลย พวกนางอยากจะตัดขาดสัมพันธ์คงไม่ใช่เรื่องง่าย สู้บีบให้บ้านเก่าเป็นฝ่ายเสนอตัดขาดเองจะดีกว่า เช่นนี้พวกนางจะเป็นฝ่ายที่ดูอ่อนแอและไม่เสียชื่อเสียง ในอนาคตพี่ชายและน้องชายต้องเล่าเรียนหนังสือ ย่อมต้องรักษาชื่อเสียงไว้ให้ดี
เมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จ ทุกคนก็รีบแยกย้ายไปพักผ่อน พรุ่งนี้ยังมีงานใหญ่ต้องจัดการ
ทางด้านคนบ้านเก่าตระกูลเยี่ย เมื่อวานหลังจากกลับไปก็ฆ่ากระต่ายกินหนึ่งตัวเพื่อแก้หิว ทุกคนต่างกินจนมันย่องไปทั้งปาก ตอนเยี่ยต้าจู้เดินกลับบ้านด้วยความดีใจล้นปรี่จนเผลอสะดุดล้มลงหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นเขาก็เจ็บขาจนแทบทนไม่ไหว แม่เฒ่าหลิวก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดเพียงว่าลูกชายคนโตแสร้งทำเพื่อจะได้ส่วนแบ่งเนื้อมากขึ้น จึงบอกเพียงว่ากลับบ้านจะต้มเนื้อบำรุงให้
เยี่ยต้าจู้เองก็คิดว่าคงเป็นเพราะเพิ่งไปทุบตีคนมาแล้วยังมาล้มซ้ำอีกจึงเจ็บอยู่ชั่วครู่ คิดว่ากลับบ้านกินเนื้อบำรุงสักหน่อยก็คงหาย จึงยอมให้เอ้อจู้พยุงแล้วเขย่งขาข้างเดียวกลับบ้านไป ความจริงแล้ว ขาของเขาเกิดอาการกระดูกแตกละเอียดไปแล้ว และไม่มีใครรักษาให้หายได้อีกต่อไป
เช้าตรู่วันต่อมา เยี่ยซานจินก็ร้องโยเยอยากกินเนื้อ เยี่ยต้าเป่าก่อนจะไปเรียนหนังสือก็อยากกินเนื้ออีกสักมื้อ แม่เฒ่าหลิวจึงตัดสินใจทำกับข้าวเลี้ยงอีกมื้อแต่เช้าตรู่ นางนำเนื้อออกมาจากห้องให้ลูกสะใภ้ใหญ่เป็นคนทำ หลังจากแยกบ้านแล้ว หน้าที่ทำอาหารก็สลับกันระหว่างลูกสะใภ้ใหญ่และลูกสะใภ้รอง ฝีมือของทั้งคู่ย่ำแย่พอกัน แต่สำหรับคนบ้านเก่าที่ไม่ค่อยได้กินเนื้อเกินสองสามครั้งต่อปี เนื้อหมูต้มน้ำเปล่าก็นับว่าเลิศรสที่สุดแล้ว
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นก็แว่วมาจากหน้าประตูบ้าน พร้อมกับเสียงของหนักหล่นกระแทกพื้น เยี่ยหมิงเจาถีบประตูบ้านจนพังราบลงไปกองกับพื้นนั่นเอง
ทุกคนได้ยินเสียงก็กรูออกมาดู แต่ละคนปากมันแผล็บ เยี่ยต้าจู้เพื่อที่จะได้แย่งเนื้อกินเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คำ ถึงกับฝืนความเจ็บที่ขามานั่งร่วมโต๊ะอาหาร ในตอนนี้เขายืนด้วยขาข้างเดียว ในปากยังเคี้ยวขากระต่ายอยู่ พลางอ้างว่าเจ็บขาต้องกินบำรุง ถึงขนาดกล้าแย่งหลานกินเลยทีเดียว
"ดีมาก อยู่กันครบไม่ขาดสักคน" เยี่ยหมิงเจาเห็นเยี่ยต้าเป่าก็ยังอยู่ที่บ้านไม่ได้ไปไหน นางก็พลันยินดีนัก หนี้แค้นเก่าและใหม่จะได้สะสางไปพร้อมกันทีเดียว
เยี่ยหมิงเจามาพร้อมกับเยี่ยหมิงอี้ ทั้งคู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือทันที!
(จบบท)