- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 831 อยากเป็นสปอนเซอร์งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ
บทที่ 831 อยากเป็นสปอนเซอร์งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ
บทที่ 831 อยากเป็นสปอนเซอร์งานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ
ท่านเลี่ยวเห็นว่าลู่ชิงยังไม่มีทีท่าจะกลับ จึงเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง "คุณลู่ชิง มีเรื่องอะไรจะคุยกับผมอีกหรือเปล่า"
ลู่ชิงยิ้มแล้วตอบว่า "ท่านเลี่ยวคะ ฉันมีเรื่องอยากจะสอบถามหน่อยค่ะ"
ท่านเลี่ยวผายมือเชิญให้นั่งลงที่โซฟา "ว่ามาเลย ถ้าช่วยได้ ผมยินดีช่วยเต็มที่"
ท่านเลี่ยวพูดจากใจจริง การที่ลู่ชิงยอมถอยให้ประธานเป้าอย่างใจกว้าง ทั้งๆ ที่โดนกระทำขนาดนั้น ทำให้ท่านเลี่ยวรู้สึกประทับใจในตัวเธอมาก และยังชื่นชมสายตาอันแหลมคมของคุณปู่ถังอีกด้วย
ลู่ชิงเริ่มเข้าเรื่อง "ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะคะ เรื่อง 'ยอดกุมารเส้าหลิน' คงอีกสักพักกว่าจะได้เริ่มถ่ายทำ ฉันเลยอยากจะไปถ่ายทำละครโทรทัศน์ที่หางโจวก่อน รบกวนท่านเลี่ยวช่วยประสานงานกับทางพื้นที่ให้หน่อยได้ไหมคะ"
ท่านเลี่ยวรับปาก "ไม่มีปัญหา อีกสองสามวันคุณค่อยมาหาผมอีกที เรามาคุยรายละเอียดแล้วสรุปกันเลย"
"ขอบพระคุณท่านเลี่ยวมากค่ะ แต่ฉันยังมีอีกเรื่องที่อยากให้ท่านช่วย" ลู่ชิงพูดต่อ
ท่านเลี่ยวไม่รู้สึกรำคาญเลยสักนิด กลับพูดติดตลกว่า "คุณลู่ชิง มีอะไรให้ช่วยอีกเหรอ ขอแค่ไม่ให้ผมออกเงิน จะเรื่องอะไรก็ว่ามาได้เลย"
ลู่ชิงก็ตอบติดตลกกลับไป "ท่านเลี่ยวคะ ฉันไม่เพียงแต่ไม่ขอเงินท่าน แต่ฉันจะเอาเงินมาให้ท่านต่างหาก จะเป็นเงินดอลลาร์ หยวน หรือเหรียญฮ่องกง ก็ได้ทั้งนั้นค่ะ"
พอท่านเลี่ยวได้ยินคำว่าเงินดอลลาร์ ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที จะหาว่าผู้ใหญ่ระดับท่านหน้าเงินก็ไม่ได้หรอกนะ ช่วงนี้ประเทศกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา เงินตราต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ทุกภาคส่วนต่างก็มุ่งเน้นหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศเป็นอันดับแรก
พูดง่ายๆ ก็คือ ใครหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศได้ คนนั้นก็จะได้รับการยกย่องเชิดชู
ท่านเลี่ยวจึงถามด้วยความสนใจ "โอ้ ว่ามาสิ ผมจะรับเงินคุณมาเฉยๆ ได้ยังไง คุณกว่าจะหาเงินมาได้ก็ไม่ใช่ง่ายๆ"
ลู่ชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเจ้าเล่ห์นิดๆ "ท่านเลี่ยวคะ ก็เพราะแบบนี้แหละ ฉันถึงอยากให้ท่านช่วย ในฐานะนักธุรกิจ ฉันไม่ยอมขาดทุนหรอกค่ะ"
ท่านเลี่ยวเห็นลู่ชิงพูดตรงไปตรงมาแบบนั้น ก็หัวเราะร่วน "พูดตรงดีนี่ งั้นก็เล่ามาเลย!"
ลู่ชิงเริ่มอธิบาย "ท่านเลี่ยวคะ ฉันไม่ได้อยู่แผ่นดินใหญ่มาหลายปี เลยไม่ค่อยรู้เรื่องราวในแผ่นดินใหญ่เท่าไหร่ ฉันอยากรู้ว่าช่วงตรุษจีน ทางแผ่นดินใหญ่มีงานเฉลิมฉลองหรืองานกาล่าอะไรบ้างไหมคะ"
ท่านเลี่ยวไม่เข้าใจว่าทำไมลู่ชิงถึงถามเรื่องนี้ นี่เพิ่งจะเดือนกรกฎาคม ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึงตรุษจีน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องให้เงินกันล่ะ
แต่ท่านก็ตอบไปตามตรง "มีสิ ช่วงตรุษจีนของทุกปี หน่วยงานต่างๆ ก็จะจัดงานเฉลิมฉลองกัน อย่างเช่น งานเลี้ยงน้ำชา หรืองานกาล่าต่างๆ"
ลู่ชิงถามต่อ "ท่านเลี่ยวคะ ฉันรู้มาว่างานพวกนี้มีแต่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ดู ท่านเคยคิดอยากจะจัดงานกาล่าที่ให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมและรับฟังพร้อมๆ กันไหมคะ ยังไงซะ ตรุษจีนก็เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีนทุกคน ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าประชาชนทั่วประเทศได้ดูงานกาล่าพร้อมๆ กันในวันนั้น มันจะสร้างบรรยากาศและความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นขนาดไหน"
พอได้ยินลู่ชิงพูดแบบนี้ ท่านเลี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพตาม นั่นสิ! มันคงจะตื่นเต้นและยิ่งใหญ่มากแน่ๆ
แต่ท่านก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามลู่ชิงว่า "แล้วงานกาล่าที่ว่านี้ จะออกอากาศในรูปแบบไหนล่ะ"
ลู่ชิงตอบอย่างฉะฉาน "ก็ต้องออกอากาศทางโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงสิคะ ไม่ใช่แค่ออกอากาศธรรมดานะ แต่ต้องเป็นการถ่ายทอดสดด้วย"
ท่านเลี่ยวยังคงกังวลเรื่องงบประมาณ "คุณลู่ชิง มันก็เป็นเรื่องดีนะ แต่มันต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสื้อผ้า ฉาก และอุปกรณ์หรอก เท่าที่ผมรู้มา ทางสถานีโทรทัศน์ยังไม่มีกล้องวิดีโอดีๆ สักตัวเลย แล้วจะถ่ายทอดสดได้ยังไงล่ะ"
ลู่ชิงรู้ดีว่าสิ่งที่ท่านเลี่ยวพูดคือความจริง ในยุคนั้น สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวียังขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก ยังไม่มีรายได้จากสปอนเซอร์หรือค่าโฆษณามาจุนเจือเหมือนในอนาคต ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
เธอเคยค้นข้อมูลเกี่ยวกับงานกาล่าฤดูใบไม้ผลิครั้งแรกมาแล้ว
ว่ากันว่าในงานกาล่าครั้งนั้น นักแสดงทุกคนไม่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ประกอบฉากระดับมืออาชีพให้เลย ต้องเตรียมมากันเองทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นในยุคปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว แต่นั่นคือความจริงในยุคนั้น
และแน่นอนว่าไม่มีค่าโฆษณาหรือค่าตัวนักแสดงด้วย นักแสดงและทีมงานทุกคนมาช่วยงานกันด้วยใจ
เวทีก็เป็นแค่สตูดิโอธรรมดาๆ ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ฉากก็เรียบง่ายสุดๆ ส่วนเรื่องแสงสีเสียงอลังการงานสร้าง หรือการลิปซิงก์น่ะ ลืมไปได้เลย นักร้องรุ่นใหญ่สมัยนั้นเขาไม่ยอมเสียชื่อเสียงมาทำเรื่องแบบนั้นหรอก
ว่ากันว่ามีนักร้องคนหนึ่งขึ้นร้องเพลงรวดเดียวตั้งหกเจ็ดเพลงเลยทีเดียว
อ้อ แล้วก็ยังมีช่วงเปิดสายให้ผู้ชมทางบ้านโทรเข้ามาขอเพลงสดๆ ให้นักร้องร้องให้ฟังด้วยนะ
เห็นเขาว่ากันว่า รายจ่ายเพียงอย่างเดียวของงานกาล่าครั้งนั้นคือ ค่าของรางวัลห้าร้อยหยวน ซึ่งก็คือสมุดโน้ตปกสีน้ำเงินแจกให้นักแสดงคนละเล่ม
แน่นอนว่าเป็นแค่สมุดโน้ตกระดาษธรรมดาๆ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กหรอกนะ
ดังนั้นลู่ชิงจึงไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่น้อย สมัยนั้นไม่ใช่ยุคอนาคตที่ค่าโฆษณาแค่สิบกว่าวินาทีก็ปาเข้าไปเป็นล้านๆ แล้ว เธอจ่ายไหวสบายมาก
ลู่ชิงยิ้มให้ท่านเลี่ยวแล้วพูดว่า "ท่านเลี่ยวคะ ท่านแค่ตอบมาว่างานกาล่านี้สามารถจัดได้ไหมก็พอค่ะ ถ้าจัดได้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันขอรับผิดชอบเองค่ะ ทั้งอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้านักแสดง กล้องวิดีโอคุณภาพสูง ฉันจัดหาให้ได้หมดค่ะ
แม้แต่นักแสดง ฉันก็สามารถหามาให้ได้ฟรีๆ นะคะ หมายถึงนักแสดงจากฮ่องกงน่ะค่ะ ลองคิดดูสิคะ งานกาล่าระดับชาติที่มีนักแสดงฮ่องกงมาร่วมแสดงด้วย นี่มันจะเป็นสัญญาณที่ดีขนาดไหน"
ขนาดผู้ใหญ่ระดับท่านเลี่ยว พอได้ฟังข้อเสนอของลู่ชิงก็ยังอดใจสั่นไม่ได้ ไอเดียนี้มันบรรเจิดสุดๆ ไปเลย
แต่ท่านเลี่ยวก็ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกเอาง่ายๆ ท่านถามลู่ชิงกลับไปว่า "คุณลู่ชิง ผมรู้ว่าคุณบริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยปักกิ่งกับกรมตำรวจไปตั้งเยอะแยะ ผมเชื่อในความรักชาติของคุณนะ แต่ผมก็ยังอยากรู้ว่า การที่คุณยอมออกทั้งเงิน ออกทั้งแรง ออกทั้งคน เพื่อจัดงานกาล่าใหญ่โตขนาดนี้ คุณทำไปเพื่ออะไร คุณมีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามาได้เลย"
ลู่ชิงก็ไม่ได้กะจะปิดบังอยู่แล้ว เธอตอบไปตรงๆ "ท่านเลี่ยวคะ อย่างที่ฉันบอกไปแหละค่ะว่าฉันเป็นนักธุรกิจ ในเมื่อฉันยอมลงทุนไปขนาดนี้ ฉันก็ย่อมหวังผลตอบแทนบ้างเป็นธรรมดาค่ะ"
ท่านเลี่ยวพยักหน้าเข้าใจ "ก็สมควรแล้วล่ะ"
พร้อมกับผายมือให้ลู่ชิงพูดต่อ
ลู่ชิงอธิบาย "ท่านเลี่ยวคะ ท่านน่าจะรู้ใช่ไหมคะว่าฉันมีโรงงานอยู่สามแห่งที่เซินเจิ้นกับกว่างโจว ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โทรทัศน์สี แล้วก็เสื้อผ้า และอีกไม่นานฉันก็จะไปเปิดโรงงานเสื้อผ้าที่ปักกิ่งอีกแห่ง การที่ฉันสนับสนุนเงินทุนจัดงานกาล่าครั้งนี้ ก็เพื่อโปรโมตสินค้าจากโรงงานของฉันนี่แหละค่ะ
ดังนั้น เสื้อผ้าที่นักแสดงทุกคนใส่ในงาน จะต้องเป็นเสื้อผ้าที่ผลิตจากบริษัทของฉันเท่านั้น และถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้นักแสดงพูดถึงแบรนด์เสื้อผ้าของเราบนเวทีด้วยค่ะ
ส่วนเรื่องบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับโทรทัศน์สี จะเป็นไปได้ไหมคะถ้าจะตั้งป้ายโฆษณาไว้บนเวทีสักสองป้าย หรือไม่ก็ให้พิธีกรพูดขอบคุณบริษัทของเราในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานกาล่าครั้งนี้น่ะค่ะ
นอกจากอุปกรณ์ทั้งหมดที่ฉันจะสนับสนุนให้ฟรีๆ แล้ว ฉันยังจะมอบเงินสนับสนุนอีกหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐด้วยนะคะ"
ลู่ชิงแจกแจงรายละเอียดทั้งหมดเท่าที่เธอนึกออกให้ท่านเลี่ยวฟัง
ท่านเลี่ยวไม่นึกเลยว่าลู่ชิงจะยอมทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ เพียงเพื่อโปรโมตสินค้าของบริษัทตัวเอง
ท่านถามด้วยความสงสัย "คุณลู่ชิง เท่าที่ผมรู้ สินค้าจากโรงงานของคุณก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่แล้วนี่นา แล้วทำไมถึงต้องยอมจ่ายเงินตั้งมากมายขนาดนี้ด้วยล่ะ"
ลู่ชิงยิ้มตอบ "ท่านเลี่ยวคะ ฉันไม่ปิดบังท่านหรอกนะคะ ฉันคิดว่าเมื่อการปฏิรูปและเปิดประเทศก้าวหน้าไปเรื่อยๆ โรงงานแบบฉันก็จะมีผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สินค้าในตลาดก็จะยิ่งหลากหลายมากขึ้น คนโบราณว่าไว้ ไม่กลัวขาดแคลน แต่กลัวการแข่งขัน ฉันก็เลยต้องเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนค่ะ นี่เป็นโอกาสในการโปรโมตให้ประชาชนทั่วประเทศจดจำสินค้าของเราได้ ต่อไปเวลาพวกเขาจะซื้อของพวกนี้ จะได้นึกถึงแบรนด์ของเราเป็นอันดับแรกไงคะ"
ท้ายที่สุดเธอก็เสริมอีกว่า "แน่นอนว่าฉันก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้างแหละค่ะ ก็แค่อยากจะยืมชื่อเสียงของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีมาสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเรา ลองคิดดูสิคะ ถ้าเป็นเสื้อผ้าแบบเดียวกัน แต่ในสายตาคนทั่วไป เสื้อผ้าที่นักแสดงใส่ในงานกาล่าฤดูใบไม้ผลิ มันก็ต้องดูสวยกว่าและน่าเชื่อถือกว่าอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ"
ท่านเลี่ยวฟังจบก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ ไม่นึกเลยว่าการทำธุรกิจจะใช้วิธีแบบนี้ได้ด้วย
ในยุคนั้น ประเทศจีนยังใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง ผู้คนยังไม่มีหัวคิดเรื่องธุรกิจเชิงพาณิชย์ แม้แต่ผู้ใหญ่ระดับท่านเลี่ยว ก็ยังรู้สึกว่าแนวคิดของลู่ชิงมันช่างแปลกใหม่และล้ำยุคซะเหลือเกิน
แต่พอคิดตามดูดีๆ วิธีนี้มันก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย
ท่านเลี่ยวตบเข่าฉาด หัวเราะชอบใจ "หนูลู่ชิง มิน่าล่ะคุณปู่ถังถึงได้เอ่ยปากชมคุณไม่ขาดปาก หัวการค้าแบบนี้ คนธรรมดาทั่วไปตามไม่ทันจริงๆ"