- หน้าแรก
- ผมมีระบบจำลองการจีบสาว
- บทที่ 26 ส่งเข้ามาสิ
บทที่ 26 ส่งเข้ามาสิ
บทที่ 26 ส่งเข้ามาสิ
บทที่ 26 ส่งเข้ามาสิ
ฟู่หนานจือที่กำลังรู้สึกสับสนวุ่นวายใจไม่รู้จะพูดอะไรดี
โชคดีที่เสิ่นอี้เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน เธอจึงรีบพยักหน้าตอบรับเพื่อขจัดความเขินอายในใจ
เมื่อเห็นเธอตกลง เสิ่นอี้ก็เทน้ำยาลงบนฝ่ามือเล็กน้อยแล้วถูไปมาจนรู้สึกอุ่น
พูดตามตรงแล้ว ในสายตาของเสิ่นอี้ สภาพจิตใจของฟู่หนานจือนั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
ต่อหน้าผู้คน ฟู่หนานจือคือทนายความสาววัย 27 ปีระดับหัวกะทิ
ตั้งใจทำงาน ไม่ค่อยยิ้มแย้ม มีระเบียบวินัยและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในชีวิตส่วนตัว ฟู่หนานจือกลับทำตัวเหมือนเด็กสาววัย 18 ปีที่สดใสร่าเริง
จิตใจไร้เดียงสา อ่อนน้อมถ่อมตน ดื้อรั้นแต่น่ารัก
อายุจิตใจของเธอนั้นตามไม่ทันอายุร่างกายเลยจริงๆ
มีรูปร่างเหมือนหญิงสาวเต็มวัย แต่กลับมีหัวใจเหมือนเด็กสาววัยรุ่น
เสิ่นอี้ยื่นฝ่ามือไปวางบนข้อเท้าของฟู่หนานจือ แล้วเอ่ยเตือนว่า
"อดทนหน่อยนะ"
พูดจบเขาก็กดลงบนรอยฟกช้ำบวมเป่งเบาๆแล้วค่อยๆออกแรงนวดคลึง
"อ๊ะ..."
ถึงแม้เสิ่นอี้จะเตือนล่วงหน้าแล้ว แต่ความเจ็บปวดผสมกับความปวดเมื่อยก็ทำให้ฟู่หนานจืออดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและส่งเสียงครางออกมา
เสิ่นอี้ไม่ได้หยุดมือเพียงเพราะเธอร้องออกมา ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใจอ่อน การนวดให้ตัวยาซึมซาบเข้าไปเพื่อลดอาการบวมจะช่วยให้เธอหายเร็วขึ้น
เสิ่นอี้นวดไปมาอย่างชำนาญ พลางนวดพลางแอบชื่นชมในใจ
รูปทรงขาของฟู่หนานจือนั้นสมบูรณ์แบบเกินไป น่องเรียวยาวและตรง ไม่มีไขมันส่วนเกินเลยสักนิด พอโดนแสงไฟสาดส่องก็สะท้อนความขาวจนแสบตา
เมื่อกุมเอาไว้ในมือก็รู้สึกราวกับเป็นเครื่องเคลือบดินเผาชั้นเลิศ ทำให้ไม่กล้าออกแรงมาก เพราะกลัวว่าของล้ำค่านี้จะแตกสลายคามือ
ทางด้านฟู่หนานจือกัดริมฝีปากล่าง ยกมือขึ้นปิดหน้าเพื่อไม่ให้เสิ่นอี้สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของตัวเอง
ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยจะดีนัก
กลิ่นยานวดฉุนกึก ฝ่ามืออุ่นๆ ส่วนที่เคล็ดขัดยอกเจ็บปวดปนไปกับความเมื่อยล้า และความเมื่อยล้าก็ปนไปกับความปวดบวม
ราวกับเพิ่งว่ายน้ำมาหลายกิโลเมตร แล้วขึ้นฝั่งมาใช้ปืนนวดกล้ามเนื้อเพื่อผ่อนคลายร่างกายอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งที่ทำให้เธอพูดไม่ออกที่สุดก็คือ ความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่งได้เข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด ทำให้เธอรู้สึกเขินอายจนพูดไม่ออก
ความรู้สึกนี้ผสมผสานไปกับความเจ็บปวดจนแยกไม่ออก รอยแดงที่เพิ่งจะจางหายไปได้ไม่นานก็กลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง และลุกลามไปทั่วทั้งตัวอย่างรวดเร็ว
ผ้าขนหนูถูกนิ้วเรียวยาวขยำจนผิดรูป ปลายจมูกของฟู่หนานจือมีเหงื่อผุดซึมออกมา เธอพยายามอย่างหนักที่จะไม่ส่งเสียงใดๆออกมา
เธอกลัวว่าถ้าอ้าปากพูดก็จะเผลอส่งเสียงที่น่าอายออกมา
เสิ่นอี้ไม่ได้สังเกตเห็นอาการกระอักกระอ่วนของฟู่หนานจือเลยแม้แต่น้อย ในใจเขามัวแต่คิดเรื่องอื่นมือก็เลยไม่หยุดนวด
จนกระทั่งเรียวขาขาวเนียนที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว
พอปล่อยมือ ข้อเท้าที่บวมเป่งก็ยุบลงไปมากแล้ว พักฟื้นอีกสักสองวันก็น่าจะหายเป็นปกติ
"คุณ... คุณเป็นอะไรไปอีกล่ะเนี่ย"
เสิ่นอี้หันหน้าไปมองฟู่หนานจือ อาการแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว
ทุกครั้งเธอมักจะทำตัวเหมือนคนเมา นอกจากทั้งตัวจะแดงก่ำแล้ว สติสัมปชัญญะก็ยังดูมึนงง พูดจาไม่รู้เรื่องอีกด้วย
โชคดีที่ครั้งนี้ฟู่หนานจือยังมีสติอยู่บ้าง เพียงแต่เสียงของเธอเบาราวกับเสียงยุง เสิ่นอี้แทบจะฟังไม่ชัด
"ช่วย... ช่วยอุ้มฉันขึ้นไปชั้นบนหน่อย ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า"
ฟู่หนานจือพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว โชคดีที่เสิ่นอี้หยุดมือได้ทันเวลา
ตั้งแต่ขึ้นมาจากสระว่ายน้ำ ร่างกายของเธอก็ชุ่มเหงื่อไปแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ
ฟู่หนานจือรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว จนแทบรอไม่ไหวที่จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
เสิ่นอี้อุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง พาขึ้นไปชั้นบน ผลักประตูห้องนอนหลักแล้ววางฟู่หนานจือลงในห้องน้ำ
"คุณทำเองไหวไหม"
เนื่องจากฟู่หนานจือเดินไม่สะดวก เสิ่นอี้จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วงหลังจากวางเธอลงแล้ว
ฟู่หนานจือที่มีผ้าเช็ดตัวคลุมร่างพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ภายในใจคิดว่า
"ถ้าไม่สะดวกแล้วจะทำยังไงได้ล่ะ หรือว่าจะให้..."
เสิ่นอี้ทำท่าชี้มือแบบเก้อๆ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองถามคำถามโง่ๆออกไป จึงเงียบแล้วปิดประตูถอยออกมา
เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากในห้องน้ำ จู่ๆเสิ่นอี้ก็นึกถึงภาพตอนที่ฟู่หนานจือโผล่ขึ้นมาจากน้ำ
รูปร่างที่โค้งเว้าได้สัดส่วน เรือนร่างที่อ่อนนุ่มและขาวผ่อง เสียงน้ำที่ไหลซู่ซ่าทำให้ภายในใจของเขารู้สึกว้าวุ่นขึ้นมา
เสิ่นอี้ส่ายหน้าสลัดความคิดทิ้งไป แล้วรีบเดินออกไปให้ไกล เขาเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความเบื่อหน่าย
ห้องนอนหลักของฟู่หนานจือมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ตกแต่งได้อบอุ่นมาก
ตุ๊กตาหมียักษ์ตัวโต ตุ๊กตาผ้าขนสัตว์ชิ้นเล็ก ตุ๊กตาผ้าสักหลาดน่ารักๆวางเรียงรายอยู่เต็มห้อง
ภายใต้แสงไฟโทนอบอุ่นที่สาดส่องลงมา ดูเผินๆก็ไม่ต่างอะไรกับห้องของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเลย
เสิ่นอี้รู้สึกว่าต่อให้ใครในบริษัทมาเห็น ก็คงไม่มีทางคิดว่าเป็นห้องของฟู่หนานจือแน่ๆ
เมื่อเดินไปที่ตู้โชว์ ก็เห็นกรอบรูปหลายบานวางตั้งอยู่
รูปแรกเป็นรูปถ่ายเก่าๆ เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักกำลังถือของเล่นกังหันลมยืนหัวเราะร่าอยู่กลางทุ่งนา
แม้รูปถ่ายจะดูเก่า แต่ก็ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ฟู่หนานจือฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
รูปที่สองมีฉากหลังเป็นริมทะเลสาบ เป็นรูปถ่ายร่วมกันสามคน ฟู่หนานจือที่อยู่ตรงกลางยังคงเป็นเด็กสาววัยรุ่น รอยยิ้มของเธอดูสดใสมาก
เสิ่นอี้เดาว่าคนวัยกลางคนทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆน่าจะเป็นพ่อแม่ของเธอ
ผู้ชายดูภูมิฐานและเด็ดเดี่ยว สวมแว่นตาดูมีความน่าเกรงขาม ส่วนผู้หญิงดูอ่อนโยนและสง่างาม โอบกอดลูกสาวพร้อมกับยิ้มอย่างอบอุ่นและสดใส
เมื่อละสายตาลงมา รูปด้านล่างเป็นรูปถ่ายจบการศึกษา
เวลานี้ฟู่หนานจือเติบโตเป็นสาวสวยสะพรั่งแล้ว เธอสวมแว่นตากรอบดำอันแสนเชยและเผยรอยยิ้มอย่างสงวนท่าที
พอมองดูดีๆก็จะพบว่าแม้แต่ชุดครุยที่กว้างใหญ่ก็ไม่สามารถปกปิดรูปร่างอันโดดเด่นของเธอได้มิด ราวกับเพชรเม็ดงามที่ถูกฝังกลบอยู่ในทราย
เสิ่นอี้มองดูไปทีละแถว ราวกับว่ากำลังค่อยๆก้าวเข้าไปในเส้นทางการเติบโตของฟู่หนานจือตั้งแต่เด็กจนโต
จู่ๆเสิ่นอี้ก็แว่วเสียงเรียกเบาๆของฟู่หนานจือ
เขาเดินออกจากห้องมาหยุดอยู่หน้าประตูที่แสงไฟสาดส่อง แล้วก็ได้ยินเสียงเล็กๆดังมาจากข้างในว่า
"เสิ่น... เสิ่นอี้ คุณช่วย... ช่วยหยิบเสื้อผ้ามาให้ฉันหน่อยได้ไหม"
เสิ่นอี้ได้ยินก็อึ้งไป เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองเป็นคนอุ้มเธอเข้าไป ก็เลยไม่ได้หยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเข้าไปด้วย
"อ๋อ ได้สิ" เสิ่นอี้ตอบรับ แต่พอหันหลังกลับก็พบว่าตัวเองไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าของฟู่หนานจือเก็บไว้ตรงไหน เขารีบหันกลับไปถามว่า
"เอ่อ เสื้อผ้าของคุณเก็บไว้ที่ไหนล่ะ"
ข้างในเงียบไปครู่หนึ่ง
"อยู่ในห้องแต่งตัว ลิ้นชักแรกแถวที่หนึ่ง กับลิ้นชักแรกแถวที่สาม แล้วก็หยิบเสื้อมาให้ฉันชุดนึง เอาตัวที่แขวนอยู่ตัวไหนก็ได้"
ฟู่หนานจือบอกตำแหน่งของเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้วก็เงียบเสียงไป
ความเร็วนั้นราวกับกำลังท่องเมนูอาหาร ดูเหมือนว่าถ้าสะดุดแม้แต่นิดเดียวก็คงจะอายจนพูดต่อไม่ได้แน่ๆ
หลังจากเสิ่นอี้จดจำได้แล้ว เขาเลี้ยวขวาเข้าไปในห้องแต่งตัว เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าทั้งสองข้างออก ก็เห็นเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์แขวนเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อมองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ เสิ่นอี้ก็ร้องอุทานออกมา
ปกติเขาใช้ชีวิตแบบผู้ชายหยาบๆ เสื้อผ้าที่ใส่เป็นประจำก็มีแค่ไม่กี่ชุด พังแล้วค่อยซื้อใหม่
การย้ายบ้านก็ง่ายแสนง่าย ไปไหนก็ลากกระเป๋าเดินทางแค่ใบเดียว ของที่เกินมานิดหน่อยก็ถือเป็นภาระสำหรับเขาทั้งนั้น
เมื่อก้มตัวลงเปิดลิ้นชักแรก ลมหายใจของเสิ่นอี้ก็สะดุดไป
ข้างในมีชุดชั้นในพับเรียงกันเป็นแถวๆ ส่วนใหญ่เป็นสีพื้น ไม่ค่อยมีสีสันฉูดฉาดนัก
เสิ่นอี้สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป หยิบมาส่งๆหนึ่งชิ้นแล้วเดินไปที่ลิ้นชักถัดไป
เมื่อเปิดออกก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ เป็นชุดชั้นในท่อนบน ขนาดไม่ธรรมดาและมีรูปทรงสม่ำเสมอมาก
เสิ่นอี้เลือกสีที่เข้าชุดกัน จากนั้นก็คว้าเสื้อผ้าจากไม้แขวนเสื้อด้านข้างมาหนึ่งชุดแล้วเดินออกมา
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู เขาบิดลูกบิดประตูแล้วเปิดแง้มไว้เพียงช่องว่างเล็กๆ
เสิ่นอี้ยื่นมือซ้ายที่ถือเสื้อผ้าเข้าไปข้างในอย่างเป็นสุภาพบุรุษ หวังให้ฟู่หนานจือหยิบไปเอง
เขาพิงอยู่ริมประตู ยื่นมือค้างอยู่นานก็ไม่เห็นฟู่หนานจือจะหยิบเสื้อผ้าไปสักที
เวลานี้เสียงของฟู่หนานจือก็ดังขึ้น
"เสิ่นอี้ คุณส่งเข้ามาสิ ฉันเอื้อมไม่ถึง..."