- หน้าแรก
- ผมมีระบบจำลองการจีบสาว
- บทที่ 24 ความพิเศษของฟู่หนานจือ
บทที่ 24 ความพิเศษของฟู่หนานจือ
บทที่ 24 ความพิเศษของฟู่หนานจือ
บทที่ 24 ความพิเศษของฟู่หนานจือ
ทันทีที่ได้ยินเสียงของเสิ่นอี้ เธอก็นึกถึงต้นสายปลายเหตุขึ้นมาได้ในทันที ความรู้สึกไม่สบายตัวจากการจมน้ำก็ดูเหมือนจะทุเลาลงไปไม่น้อย
"ขอโทษที ฉันจำคุณไม่ได้น่ะ..."
เธอเป็นคนหัวโบราณและมักจะปฏิเสธการเข้าหาจากคนรอบข้างอยู่เสมอ พอฟื้นขึ้นมาแล้วเห็นใบหน้าแปลกหน้าอยู่ตรงหน้า จิตใต้สำนึกย่อมต่อต้านเป็นธรรมดา
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นอี้ก็ลูบหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ ถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าแว่นตากรอบดำนั้นไม่อยู่แล้ว
ตอนที่กระโดดลงไปช่วยคนเมื่อครู่นี้ น้ำกระเด็นใส่แว่นตาจนเลนส์เปียกชุ่ม พอมองอะไรไม่ชัดก็เลยถอดวางไว้ข้างๆ
เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ความโกรธในใจก็ลดลงไปไม่น้อย แต่ปากของเสิ่นอี้ก็ยังคงไม่ยอมปล่อยเธอไป
"งั้นคุณคิดจะฟ้องผมข้อหาบุกรุกบ้านหรือเปล่าล่ะ"
"คุณรู้ไหมว่าถ้าผมไม่ได้ยินเสียงคุณตอบรับแล้วไม่ปีนกำแพงเข้ามา พรุ่งนี้ผมคงได้เห็นคุณในข่าวแล้วล่ะ"
ที่เสิ่นอี้พูดแบบนี้ก็เพื่อเป็นการปกปิดร่องรอยความจงใจอย่างแนบเนียน จะได้ไม่ทำให้เธอเกิดความสงสัย
ในขณะเดียวกัน เสิ่นอี้ก็ลอบสังเกตสีหน้าของเธอ เพื่อหาว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เวลานี้ ภายในใจของฟู่หนานจือก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ คืนนี้ช่างโชคร้ายจริงๆ เริ่มตั้งแต่ลื่นล้มบาดเจ็บ แล้วก็ตามด้วยการหงายหลังตกลงไปในสระว่ายน้ำ
ถ้าคืนนี้เสิ่นอี้มาไม่ทันเวลาล่ะก็ ผลลัพธ์คงจะเลวร้ายจนไม่อยากจะคิด
เมื่อนึกถึงภาพความโศกเศร้าของพ่อแม่หากรู้ข่าวการตายของตัวเอง ฟู่หนานจือก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เสิ่นอี้เห็นเช่นนั้นก็นึกว่าเธอหนาว จึงเก็บความสงสัยในใจเอาไว้และเตรียมจะพยุงเธอให้ลุกขึ้น
แต่พอเพิ่งจะแตะโดนไหล่ของเธอ ก็ได้ยินเสียงร้องอุทานดังขึ้น
เสิ่นอี้ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่า มือซ้ายที่ใช้ปั๊มหัวใจช่วยชีวิตเธอเมื่อครู่นี้ ยังไม่ได้ผละออกจากหน้าอกของเธอเลย
ฟู่หนานจือมีรูปร่างที่อวบอิ่มงดงาม สัมผัสอันยอดเยี่ยมนั้นทำให้เขากำมือลงโดยสัญชาตญาณ จึงไม่แปลกที่จะเรียกเสียงร้องอุทานออกมาได้
ที่นี่ไม่ใช่ภาพจำลองในเกม แต่เป็นการใช้ร่างกายจริงเข้ามา ก่อนหน้านี้มัวแต่พะวงเรื่องช่วยคนจนไม่ทันได้สังเกต แต่ตอนนี้พอถูกจับได้ก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้างแล้ว
เสิ่นอี้รีบปล่อยมือแล้วพยุงเธอให้ลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ยาว
ระหว่างนั้นฟู่หนานจือไม่พูดอะไรเลยสักคำ เสิ่นอี้คิดว่าเธอเองก็คงจะอายเหมือนกัน จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เขาหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ที่วางอยู่บนเก้าอี้ยาวมาคลุมให้เธอเพื่อกันหนาวอย่างลวกๆ
เสิ่นอี้ถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องของฟู่หนานจือนั้น บัดนี้ได้ถูกแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ตั้งแต่ลำคอระหง แผ่นหลังเนียนละเอียด ไปจนถึงเรียวขายาวตรง ทั่วทั้งร่างไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่แดงก่ำ
ราวกับว่าทั้งร่างถูกจับยัดเข้าไปในซึ้งนึ่ง และมีไฟลุกโชนอยู่ภายในคอยแผดเผาอย่างต่อเนื่อง แต่หยดน้ำบนร่างกายกลับยังไม่ทันได้ไหลร่วงจนแห้งเหือด
เสิ่นอี้ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อนเลย ในใจนึกสงสัยว่าเธอเกิดอาการแพ้อะไรหรือเปล่า
"คุณเป็นอะไรไปน่ะ"
ด้วยความสงสัย เสิ่นอี้จึงรีบชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ และพบว่าใบหน้าของเธอก็แดงก่ำไปด้วยเช่นกัน ดวงตาฉ่ำน้ำราวกับลูกพีชที่เพิ่งขึ้นจากน้ำ
เมื่อเห็นสภาพของเธอ เสิ่นอี้ก็รีบยื่นมือไปแตะที่หน้าผากของเธอเพื่อวัดอุณหภูมิ อาการแบบนี้ไม่ปกติอย่างแน่นอน
"อย่า... อย่าแตะต้องตัวฉันนะ..."
ในที่สุดฟู่หนานจือก็ไม่เงียบอีกต่อไป เธอก้มหน้าหลบสายตาของเสิ่นอี้ และส่งเสียงสั่นเครือเพื่อห้ามไม่ให้เขาเข้ามาใกล้
เพิ่งจะผ่านเรื่องจมน้ำมาหมาดๆ เสิ่นอี้ไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีก เขาจึงรีบก้มหน้ามองดูเธอ
ฟู่หนานจือหลบสายตาของเสิ่นอี้ หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกหวั่นไหวกำลังกัดกินอยู่ภายในใจ
ตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น ฟู่หนานจือก็ค้นพบว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น
ฟู่หนานจือมีพัฒนาการที่เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาก
เวลาปกติก็ยังพอทน แต่พอถอดเสื้อตัวนอกออกเมื่อไหร่ ความโดดเด่นก็ปรากฏชัดเจนทันที ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายที่สุด
นั่นก็คือ ความรู้สึกไวต่อการสัมผัสที่แตกต่างจากคนทั่วไป ทำให้เธอไม่สามารถให้ใครมาแตะต้องตัวได้เลย
ต่อให้เป็นแค่ตอนอาบน้ำแล้วออกแรงถูตัวแรงไปนิดเดียว เธอก็จะรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเมามายอยู่
มึนงงและกระหายน้ำ
เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเธอจึงยิ่งเก็บตัวพยายามห่อหุ้มตัวเองให้มิดชิดที่สุดเพื่อไม่ให้เปิดเผยส่วนใดๆออกมา
การมีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี เป็นดั่งการกดทับภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในใจ
นิสัยความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ทำให้เธอไม่อาจยอมรับการสูญเสียการควบคุมตัวเองได้
(Perfectionist (เพอร์เฟกชันนิสต์) คือ บุคคลที่รักความสมบูรณ์แบบ โดยมักตั้งมาตรฐานการทำงานหรือการใช้ชีวิตไว้สูงมาก ต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาไร้ที่ติ และพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเด็ดขาด)
ไม่คบค้าสมาคม ไม่เข้าสังคม ไม่แตะเนื้อต้องตัวกับใคร ตัดขาดทุกโอกาสในการก่อตัวของความรู้สึกทางกายภาพ
จนกระทั่งการปรากฏตัวของเสิ่นอี้
การปรากฏตัวของเขานั้นอ่อนโยนราวกับสายลมและเม็ดฝน ค่อยๆกลมกลืนเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ฟู่หนานจือไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆเลย
ฟู่หนานจือไม่ใช่คนที่ตัดขาดจากความรู้สึกทางโลก ตรงกันข้าม ภายในใจของเธอนั้นปั่นป่วนอย่างรุนแรง เพียงแต่ช่วงเวลาส่วนใหญ่เธอมักจะกดมันเอาไว้จนมิด
คนที่เข้ามาอย่างมีจุดประสงค์แอบแฝง ฟู่หนานจือก็เคยเจอมาเยอะแล้ว แต่ไม่มีใครเลยที่พิเศษเหมือนกับเสิ่นอี้
ต่อให้เขาจะเผลอแสดงเจตนาเล็กๆน้อยๆออกมาบ้างเป็นบางครั้ง แต่นั่นก็แค่ทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างเข้าใจได้ โดยไม่รู้สึกรำคาญใจเลยสักนิด
บางครั้งฟู่หนานจือก็ยังแอบคิดเลยว่า เสิ่นอี้เป็นพยาธิในท้องของเธอหรือเปล่านะ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงได้รู้ใจเธอไปเสียทุกอย่างแบบนี้
ดังนั้น ตอนที่เสิ่นอี้เสนอตัวจะมาหาตัวเอง ฟู่หนานจือที่ลังเลอยู่หลายต่อหลายครั้ง จู่ๆก็ตอบตกลงไปราวกับถูกผีสิงเสียอย่างนั้น
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่า ที่พักของเธอนอกจากพ่อแม่แล้ว ก็ไม่เคยมีใครเคยมาเยือนเลยสักคน
ภูเขาไฟที่ถูกกดทับมานานหลายปีของฟู่หนานจือ แม้ว่าในยามปกติจะดูเงียบสงบราวกับหลับใหล แต่ลาวาที่ร้อนระอุอยู่ภายในนั้นไม่ได้จางหายไปไหน
การปรากฏตัวของเสิ่นอี้ได้ปลุกปั่นอารมณ์ความรู้สึกของเธอขึ้นมา
แต่ตัวฟู่หนานจือเองก็คาดไม่ถึงเลยว่า การสัมผัสในครั้งนี้จะรุนแรงถึงเพียงนี้
ในสายตาของเสิ่นอี้ มันอาจจะเป็นเพียงแค่การรีบเร่งช่วยชีวิตคน แต่สำหรับฟู่หนานจือแล้ว มันกลับไม่ต่างอะไรกับการเกิดแผ่นดินไหวระดับสิบ
ภูเขาไฟปะทุขึ้นในชั่วพริบตา
เปลวเพลิงที่ร้อนระอุกำลังกลืนกินจิตใจและร่างกายของเธอ
ฟู่หนานจือส่งเสียงสั่นเครือเตือนไม่ให้เสิ่นอี้เข้ามาใกล้ ในขณะเดียวกันก็พยายามอย่างหนักที่จะกดทับความรู้สึกของตัวเองเอาไว้อีกครั้ง
แต่ภายในใจกลับเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างสติและอารมณ์
ฟู่หนานจือตัวแดงก่ำ ร่างกายก็สั่นสะท้าน เสิ่นอี้ที่เป็นห่วงย่อมไม่ฟังคำพูดของเธอแน่นอน
เขาย่อตัวลงตรงหน้า จับไหล่ของเธอเอาไว้แล้วบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมาเผชิญหน้ากับเขา
ท่าทางเช่นนี้ทำเอาเสิ่นอี้ถึงกับอึ้งไป
ฟู่หนานจือที่ถอดแว่นตากรอบดำอันแสนเชยออกไปแล้ว ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการปลดผนึกอย่างแท้จริง
ใบหน้าของเธองดงามมาก คิ้วเรียวโก่ง ริมฝีปากอวบอิ่มฉ่ำน้ำ ใบหน้าทั้งใบหน้าแผ่ซ่านเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าทะนุถนอม ทำให้ผู้คนหลงใหลจนยากจะถอนตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่สวยที่สว่างสดใส ราวกับมีตะขอเกี่ยววิญญาณ เพียงแค่สบตาครั้งเดียวก็ทำให้วิญญาณหลุดลอยไปได้
เสิ่นอี้ไม่เคยเห็นสายตาที่กล้าหาญแบบนี้ของเธอมาก่อนเลย หัวใจเต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ
"คุณ... คุณอย่ามาแตะตัวฉันนะ"
ฟู่หนานจือข่มอารมณ์เอาไว้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แต่ยังไม่ทันที่เสิ่นอี้จะได้ตั้งสติจากความงดงามที่เห็น เธอก็พูดจาเพ้อเจ้อออกมาเสียก่อน
"คุณจะมายิ้มให้ฉันทำไม อย่ายิ้มนะ อย่ายิ้มให้ฉันสิ"
"ผมไม่ได้ยิ้มนะ" คำพูดนี้ทำให้เสิ่นอี้ถึงกับงุนงง ตัวเองไปยิ้มตอนไหนกัน
เวลานี้ จู่ๆฟู่หนานจือก็เบือนหน้าหนีแล้วพึมพำเสียงเบา
"คุณอย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ ฉันไม่อยากทำผิดพลาด..."
ความร้อนรุ่มที่พลุ่งพล่านทำให้ความคิดของฟู่หนานจือสับสนวุ่นวาย เมื่อมองดูใบหน้าอันคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความแปลกตาของเสิ่นอี้
"คุณเข้ามาใกล้ฉันขนาดนี้ทำไม หรือว่าคุณอยากจะจูบฉัน ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคุณจูบฉัน ฉันโกรธจริงๆด้วย"
ฟู่หนานจือจ้องมองตาของเสิ่นอี้ราวกับขั้วแม่เหล็กสองขั้ว ทั้งสองค่อยๆถูกดึงดูดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว แต่ปากกลับพูดในสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นอี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แทบจะต้านทานความเย้ายวนนี้ไม่ไหว แต่สภาพของฟู่หนานจือในตอนนี้ทำให้เขาค่อนข้างกลัวว่าสมองของเธอจะถูกความร้อนเผาจนไหม้ไปแล้ว เขารีบจับแขนทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ เพื่อหวังจะให้เธอสงบสติอารมณ์ลงบ้าง
"นี่คุณไข้ขึ้นจนเพ้อไปแล้วใช่ไหมเนี่ย!"
แต่ฟู่หนานจือกลับไม่สนใจเลยว่าเสิ่นอี้จะพูดอะไร หรืออาจจะได้ยินแต่ก็ไม่อยากจะรับรู้
"คุณอย่าเข้ามานะ ฉันรับไม่ไหวแล้ว" ฟู่หนานจือพยายามดิ้นรนผลักเสิ่นอี้ออกไป แต่ในวินาทีต่อมาเธอกลับไม่อาจต้านทานความสั่นไหวในใจได้ "ก็ได้ ฉันยอมแล้ว คุณรีบจูบฉันสิ ฉันจะบอกคุณให้นะ ถ้าคุณไม่จูบฉัน ฉันโกรธจริงๆด้วย"
ทันทีที่พูดประโยคนี้จบ ความรู้สึกซาบซ่านก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของฟู่หนานจือ ราวกับคนเมาที่กำลังเคลิบเคลิ้ม ความร้อนผ่าวแล่นริ้วไปจนถึงใบหู
ความรู้สึกโล่งอกที่ได้ปลดปล่อยสิ่งที่ถูกกดทับมาอย่างยาวนานออกไปนั้น ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก
แทบจะในชั่วพริบตา ฟู่หนานจือก็พุ่งตัวเข้ามา ประกบริมฝีปากปิดกั้นคำพูดครึ่งหลังของเสิ่นอี้ให้กลืนกลับลงไปในท้องทันที