- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 688 เกาะยักษ์นภา
ตอนที่ 688 เกาะยักษ์นภา
ตอนที่ 688 เกาะยักษ์นภา
เฉิ่นเยียนไม่ทันตั้งตัวจึงถูกซัดฝ่ามือเข้าใส่อย่างจัง ร่างสะท้านถอยร่นไปหลายก้าว อวัยวะภายในปั่นป่วนเจ็บร้าวอย่างรุนแรง เลือดสดๆ ไหลรินออกจากมุมปากเป็นสาย
‘ก้อนกลมสีเขียว’ ตกใจสุดขีด
เหตุใดความเร็วของเจ้านั่นถึงได้น่าสะพรึงกลัวปานนี้!
เจ้านาย!
เจ้านายบาดเจ็บแล้ว!
อ๊ากกกก เป็นความผิดของมันเอง!
มันรีบพุ่งกลับไปหาเฉิ่นเยียนอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ร่างของเด็กหนุ่มชุดทองก็ซวนเซ คล้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน มีหยาดเลือดซึมออกจากมุมปาก
ทว่าในจังหวะที่สติของเขากำลังเลือนราง ประกายแสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันพุ่งวาบเข้ามา! เขาตระหนักถึงอันตรายและคิดจะหลบหลีก ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว
แกรก!
หน้ากากถูกคมกระบี่ฟันจนแตกเป็นสองซีก เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงเบื้องหลัง
ทันทีที่เฉิ่นเยียนเห็นใบหน้านั้นชัดตา เหล่าสหายจากอสุราและกองกำลังเสริมที่เพิ่งรุดมาถึงก็มองเห็นเช่นเดียวกัน
“ตงฟางซิ่น!”
ตงฟางซิ่นเงยหน้าขึ้น บนใบหน้าหล่อเหลามีรอยแผลถูกปราณกระบี่กรีดจนเลือดสดไหลซึม เขากระตุกยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม นัยน์ตาจ้องเขม็งไปยังเฉิ่นเยียน
“นึกไม่ถึงใช่หรือไม่ว่าเป็นข้า?”
เฉิ่นเยียนขมวดคิ้วแน่น นางคิดไม่ถึงจริงๆ
แม้แต่เหล่าสหายแห่งอสุราก็ยังคาดไม่ถึง ว่าคนลึกลับผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นตงฟางซิ่น! พวกเขาลอบมองหน้ากัน ก่อนจะขยับกายเข้าไปยืนเคียงข้างเฉิ่นเยียน
สายตาของตงฟางซิ่นกวาดมองผู้คนเหล่านั้นอย่างเฉยชา ก่อนจะหันกลับมาจับจ้องที่เฉิ่นเยียน
“ข้าคือตงฟางซิ่น และก็ไม่ใช่ตงฟางซิ่น... เฉิ่นเยียน ในเมื่อเจ้าสามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ ข้าก็ย่อมทำได้เช่นกัน”
เขากล่าวกลั้วรอยยิ้ม
เฉิ่นเยียนจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ ในใจตระหนักแน่ชัดแล้วว่าคนผู้นี้คือศัตรูจากชาติปางก่อน!
อีกฝ่ายกลับชาติมาเกิดในร่างของตงฟางซิ่น และแสร้งทำตัวเป็นนายน้อยเสเพลมาโดยตลอด เพื่อให้ทุกคนคลายความระแวดระวัง
เขารู้ว่านางกลับชาติมาเกิดใหม่ นั่นหมายความว่าเขาอาจจะเฝ้ารอการปรากฏตัวของนางมาเนิ่นนานแล้วก็เป็นได้!
หัวใจของเฉิ่นเยียนหนักอึ้ง นางต้องพาพวกเขารีบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ทว่าในตอนนั้นเอง—
โดยไร้ซึ่งลางบอกเหตุ ห้วงมิติบริเวณนั้นพลันบิดเบี้ยวปั่นป่วนอย่างรุนแรง ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทึ้ง พายุคลั่งลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตา!
สีหน้าของเฉิ่นเยียนและพรรคพวกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทว่าตงฟางซิ่นกลับระเบิดเสียงหัวเราะร่า
ตงฟางซิ่นจับจ้องไปยังต้นนภาที่อยู่ไม่ไกล พึมพำด้วยรอยยิ้ม
“ในที่สุดต้นนภาก็... ตื่นขึ้นแล้ว”
ยังไม่ทันที่เฉิ่นเยียนและสหายจะทำความเข้าใจกับประโยคดังกล่าว ทั่วทั้งเกาะเทียนคงก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในพริบตา!
ผู้คนบนเกาะเทียนคงต่างรู้สึกราวกับโลกหมุนคว้าง ผืนดินใต้ฝ่าเท้ากลายสภาพเป็นสัตว์ยักษ์ที่หลุดการควบคุม มันกำลังดิ้นรนบิดกายอย่างเอาเป็นเอาตาย
ใบหน้าของผู้คนพลันซีดเผือดไร้สีเลือด ความหวาดผวาฉายชัดในแววตา
พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเกาะเทียนคงทั้งเกาะกำลังสั่นคลอนด้วยความรุนแรงอันน่าสะพรึงกลัว!
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?!”
ผู้คนที่ยังรั้งอยู่บนลานกว้างต่างส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเสียงเหล่านั้นกลับถูกกลืนหายไปท่ามกลางพายุและแรงสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็ว
คล้อยหลังเสียงตะโกน เสียงระเบิดทึบหนักก็ดังกึกก้องมาจากใต้หล้า ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรงระลอกใหม่!
“ดูนั่นสิ!”
เมื่อทุกคนเพ่งมองไป ก็พบว่าผืนดินที่เคยแข็งแกร่งราวกับถูกพลังมหาศาลบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง รอยแยกน่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปทุกทิศทางคล้ายใยแมงมุม ชวนให้ขนลุกขนพอง
หากเวลานี้มีใครสักคนยืนอยู่บนผิวน้ำทะเลเบื้องล่างอันห่างไกลแล้วแหงนมองขึ้นมายังเกาะยักษ์ลอยฟ้าแห่งนี้ คงได้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึง...
เกาะเทียนคงทั้งเกาะกำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ฝุ่นทรายและเศษหินร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย ราวกับห่าฝนอุกกาบาตอันน่าสะพรึง!
ซากปรักหักพังเหล่านั้นทิ้งตัวลงสู่ผืนทะเลเบื้องล่าง ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ม้วนตัวสาดซัดเป็นชั้นๆ
ประมุขตำหนักเฉิงอวิ๋นมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อสายตา ร้องอุทานเสียงหลง
“เกาะเทียนคง... กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ!”
ประโยคนี้เปรียบดั่งอสนีบาตฟาดฟัน ทำเอาทุกคน ณ ที่แห่งนั้นตกตะลึง สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน ทางด้านท่านอาเจิงและเหล่าขุนนางเก่าแก่ก็ได้รับรู้ข่าวการก่อกบฏของเจ้าเกาะเทียนคงจากปากผู้ใต้บังคับบัญชาที่องค์หญิงส่งมาแล้วเช่นกัน
หนึ่งในขุนนางเก่าแก่เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? องค์หญิงยังไม่กลับมาเลย!”
ท่านอาเจิงเอ่ยเสียงขรึม
“ดูจากสถานการณ์แล้ว เกาะเทียนคงกำลังจะถล่มลงมา สั่งให้คนส่วนหนึ่งอพยพออกจากที่นี่ก่อนเพื่อลดการบาดเจ็บล้มตาย! ส่วนพวกเราจะมุ่งหน้าไปยังต้นนภาเพื่อสนับสนุนองค์หญิง!”
“ตกลง!”
หลังปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น พวกเขาจึงตัดสินใจประกาศให้กองกำลังจากสำนักต่างๆ รีบอพยพออกจากเกาะเทียนคง
ท่านอาเจิงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตวาดก้อง
“ทุกท่าน! แม้ขณะนี้ราชวงศ์เทียนโจวของเราจะยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดถึงการถล่มกะทันหันของเกาะเทียนคง แต่พวกเราจะเร่งตรวจสอบอย่างเต็มกำลัง! เพื่อความปลอดภัย ขอให้พวกท่านโปรดอพยพออกจากเกาะเทียนคงโดยเร็วที่สุด!”
น้ำเสียงกึกก้องที่ถูกหนุนเสริมด้วยพลังวิญญาณทรงพลังทะลุทะลวง ชั่วพริบตาก็ดังกังวานไปทั่วทั้งลานกว้าง
เมื่อขุมกำลังจากสำนักต่างๆ ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็ตัดสินใจอพยพลงจากเกาะทันที ไม่มีใครปรารถนาจะรั้งอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้อีกต่อไป เพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงชีวิต!
ทว่าก็ยังมีบางคนที่ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเกาะเทียนคงถึงตกอยู่ในสภาพนี้ ความเคลือบแคลงสงสัยผลักดันให้พวกเขาพยายามสืบหาความจริง
“แล้วเจ้าเกาะล่ะ?!”
“เจ้าเกาะหายไปไหน?”
“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าชาวเกาะหายไปกันหมดแล้ว!”
“กรรมการก็หายไปด้วย!”
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? เกาะเทียนคงที่ดำรงอยู่มานานหลายพันปีจะพังทลายลงดื้อๆ ได้อย่างไร?”
“พวกเจ้าดูทางต้นนภานั่นสิ! เหตุใดถึงเปล่งประกายเจิดจ้าเช่นนั้น? ข้าเดาว่าต้องเกิดเรื่องกับต้นนภาแน่!”
“......”
หลายคนส่งเสียงเซ็งแซ่
เกาะที่เคยตั้งตระหง่านและแข็งแกร่งดุจหินผา บัดนี้กลับโอนเอนคล้ายจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อราวกับเปลวเทียนต้องลมมรสุม ผืนดินหลายแห่งปริแตกอย่างต่อเนื่อง เศษหินกระเด็นกระจัดกระจาย ฝุ่นควันตลบอบอวล
สถานการณ์บนเกาะวุ่นวายโกลาหลขีดสุด!
ถึงขั้นมีคนสะดุดรอยแยกจนเกือบพลัดตกลงไป เคราะห์ดีที่ศิษย์ร่วมสำนักคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นผลลัพธ์คงเกินจินตนาการ
น่านน้ำแถบนี้คือเขตห้ามบิน พวกเขาจึงไม่สามารถขี่ของวิเศษหลบหนีได้
เกาะเทียนคงอยู่สูงห่างจากผิวน้ำทะเลถึงหลายร้อยจั้ง!
แม้เบื้องล่างจะเป็นผืนทะเล ทว่าการกระโดดทิ้งตัวลงไปสุ่มสี่สุ่มห้าจากความสูงระดับนี้ก็อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้เช่นกัน
ดังนั้น พวกเขาจึงต้องอาศัย ‘บันไดสวรรค์’ ที่ใช้ตอนขาขึ้นเพื่ออพยพลงไป ในขณะที่ผู้คนจากสำนักต่างๆ พากันแย่งชิงมุ่งหน้าไปยังทางออก—
‘เนี่ยสวิน’ กลับไม่มีความคิดที่จะหลบหนี เขาต้องการตามหาเฉิ่นเยียน
เขาตัดสินใจจะติดตามพวกท่านอาเจิงไป
หนึ่งในขุนนางเก่าแก่ขมวดคิ้วถามเนี่ยสวิน
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะตามพวกเราไป?”
เนี่ยสวินแววตามุ่งมั่น เม้มริมฝีปากแน่น
“ข้าจะไม่เป็นตัวถ่วงพวกท่านอย่างแน่นอน! ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังสามารถใช้รอยประทับชาดเพื่อสัมผัสถึงตำแหน่งขององค์หญิงได้ด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าขุนนางเก่าแก่จึงพยักหน้าตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
ทว่ายิ่งพวกท่านอาเจิงมุ่งหน้าเข้าใกล้ต้นนภาตรงใจกลางเกาะมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งตื่นตระหนก เมื่อพบว่าสิ่งที่โผล่พ้นรอยแยกของพื้นดินขึ้นมานั้น... คือรากไม้ขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยร่องลึก!
เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าของท่านอาเจิงก็แปรเปลี่ยน น้ำเสียงหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน
“ต้นนภาต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่! องค์หญิงอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย! เร็วเข้า!”
กล่าวจบเขาก็สะบัดมือ ส่งสัญญาณให้ทุกคนเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังต้นนภาเต็มกำลัง
แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เข้าใกล้ต้นนภา จู่ๆ พลังอันแข็งแกร่งไร้รูปร่างสายหนึ่งก็ระเบิดตู้มออกมาจากใจกลางเกาะ กวาดซัดเอาทุกคนบนเกาะจนปลิวล้มกลิ้งไปตามพื้น!