- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 679 สะกดข่มสุดกำลัง
ตอนที่ 679 สะกดข่มสุดกำลัง
ตอนที่ 679 สะกดข่มสุดกำลัง
ตงฟางซิ่นมองดูพวกเขา พลางเอ่ยถามขึ้นว่า
"ยามนี้แดนฉางหมิงเป็นเช่นไรบ้างแล้ว?"
หนึ่งในนั้นตอบกลับอย่างนอบน้อม
"เรียนนายท่าน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่ท่านสั่งการขอรับ คนของเราได้ปลอมตัวเป็นคนของขุมกำลังเทียนโจวแทรกซึมเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของแดนฉางหมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกมันไปที่ใดก็ล้วนจุดชนวนความขัดแย้งที่นั่น ยามนี้แดนฉางหมิงได้ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสิ้นเชิงแล้ว"
เมื่อตงฟางซิ่นได้ฟังดังนั้น ก็ค่อยๆ ช้อนนัยน์ตาอันมืดมิดยากจะหยั่งถึงขึ้น มองไปยังทิศทางของลานประลองกลางหาวที่แว่วเสียงการต่อสู้อันดุเดือดมาให้ได้ยิน
มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"ราชวงศ์เทียนโจวจะต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือทั้งหมดไป ผู้คนทั้งปวงในแดนฉางหมิงจะต้องเคียดแค้นต่อการมีอยู่ของขุมกำลังเทียนโจว... เฉิ่นเยียนเอ๋ยเฉิ่นเยียน เจ้าจะแก้กระดานนี้อย่างไรกัน?"
มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"นายท่าน เหตุใดท่านจึงไม่สังหารเฉิ่นเยียนผู้นั้นเสียเล่าขอรับ?"
ตงฟางซิ่นกวาดสายตาอันเย็นเยียบมองผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นแวบหนึ่ง ทำเอาอีกฝ่ายหวาดกลัวจนต้องรีบก้มหน้าลง
"ย่อมเป็นเพราะว่า..."
"นางยังตายไม่ได้"
ทว่าเขาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวนาง จนกว่าโชคชะตาบารมีบนร่างของนางจะถูกช่วงชิงไปจนหมดสิ้น
ต่อจากนี้ เฉิ่นเยียน เจ้าจะรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่?
เป็นเพราะแผนการของเจ้า ทำให้ทั่วทั้งแดนฉางหมิงต้องตกอยู่ในหายนะ สรรพชีวิตต่างเคียดแค้นชิงชังเจ้า
ขณะเดียวกัน
ภายในแดนฉางหมิง การเข่นฆ่าอันแสนนองเลือดกำลังลุกลามบานปลาย
กลุ่มยอดฝีมือที่อ้างตัวว่ารับบัญชาจากองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอแห่งราชวงศ์เทียนโจว กำลังอาละวาดอย่างอุกอาจราวกับหมาป่าหิวโซ พวกมันกวัดแกว่งคมมีดที่สาดประกายเย็นเยียบในมือ เข้าฟาดฟันผู้บริสุทธิ์ในทุกหนแห่งของแดนฉางหมิง
ชั่วขณะนั้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงอ้อนวอนขอชีวิตดังระงม ทั่วทั้งแดนฉางหมิงราวกับตกอยู่ในขุมนรกบนดินก็มิปาน
บรรดาขุมกำลังใหญ่ที่เดิมทีตกอยู่ภายใต้การควบคุมของขุมกำลังเทียนโจว เมื่อได้ยินถึงการกระทำอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์นี้ ต่างก็เดือดดาลด้วยความคับแค้นใจ ไม่อาจทนต่อความกำเริบเสิบสานของราชวงศ์เทียนโจวได้อีกต่อไป
ขุมกำลังจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจลุกฮือขึ้นต่อต้าน
ยามนี้ เสิ่นเช่อซึ่งอยู่ที่ตระกูลลู่แห่งเหิงโจวได้รับข่าวแล้ว สีหน้าของเขาพลันเคร่งเครียดลง เขารู้ดีว่าการกระทำของคนเหล่านั้นไม่เพียงแต่จะปลุกปั่นความโกรธแค้นของประชาชน แต่ยังอาจทำให้สถานการณ์หลุดการควบคุมได้
เสิ่นเช่อตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ส่งกองกำลังชั้นยอดจำนวนมากออกไปไล่ล่าผู้ที่จงใจก่อกวนสถานการณ์ให้วุ่นวาย
ขณะเดียวกัน เขาก็ลงมือบัญชาการด้วยตนเอง ใช้วิธีการอันเฉียบขาดและรวดเร็วเข้าสะกดข่มขุมกำลังที่กำลังคิดจะก่อกบฏอย่างเด็ดขาด
เวลานี้ คนของตระกูลลู่ ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ตระกูลลู่แห่งเหิงโจวล้วนถูกจับกุมตัวไปคุมขังไว้ในคุกใต้ดินจนหมดสิ้น
ทว่ากลับไร้ซึ่งวี่แววของบรรพชนตระกูลลู่ นามว่า ลู่ฉงยาง ที่จะปรากฏตัวออกมา
บนหลังคาจวนตระกูลลู่ ปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง เขามีรูปโฉมหล่อเหลา ใบหน้าเคร่งขรึมลึกล้ำ นัยน์ตาดำมืดราวกับน้ำหมึก เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของเกาะเทียนคง
เมื่อสายตาเลื่อนต่ำลง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย คล้ายกับมองเห็นคนคุ้นเคย
ร่างของเขาวูบไหว แล้วก็หายตัวไปจากจุดเดิมในพริบตา
เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง...
เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าตัวเด็กสาวในชุดขาวเอาไว้ ทว่าเด็กสาวผู้นั้นกลับดูไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย นางเอาแต่มองเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"เจ้าคือผู้ใด?!"
"ข้าคือผู้ใด ท่านไม่รู้หรือ?"
เด็กสาวในชุดขาวไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับยิ้มแย้มสดใสเอ่ยถามกลับไป
ขณะพูด นางถึงกับเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปสวมกอดเอวชายหนุ่มไว้แน่น แล้วซบศีรษะลงบนแผงอกกว้างของเขาอย่างแผ่วเบา
เสิ่นเช่อมองดูใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าที่ช่างดูคล้ายคลึงกับเสิ่นเสวี่ย สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ
ทว่าในพริบตาต่อมา เขาก็สัมผัสได้ถึงอันตราย จึงผลักเด็กสาวชุดขาวออกไปอย่างแรง
แต่ก็ยังช้าไปเสียแล้ว หน้าท้องของเขาถูกมีดสั้นแหลมคมแทงเข้าให้ เลือดสดพุ่งกระฉูดจากบาดแผลทันที
"มีนักฆ่า!"
คนของขุมกำลังเทียนโจวที่ประจำการอยู่บริเวณนั้นตื่นตัว และรีบพุ่งตรงมายังทิศทางนี้ทันที
สีหน้าของเสิ่นเช่อซีดขาวเล็กน้อย บาดแผลที่หน้าท้องราวกับถูกเปลวเพลิงร้อนระอุแผดเผาอย่างรุนแรง ซ้ำยังค่อยๆ ฉีกขาดออกจากกัน
มันคือพิษร้าย!
เด็กสาวชุดขาวไม่ได้หลบหนีไปทันที นางมองดูเสิ่นเช่อที่ได้รับบาดเจ็บ รอยยิ้มหดหายไป นัยน์ตาแฝงความรู้สึกอันซับซ้อนบางอย่าง
"ใต้เท้า ท่านจะไม่ตายหรอก"
"อย่าได้หวาดกลัวไป ความทรงจำของท่านกำลังจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ถึงเวลานั้นท่านก็จะได้รู้ว่ามหาราชครูของสายเลือดสกุลเสิ่นผู้นั้นน่ารังเกียจเพียงใด! เป็นเขาที่หลอกลวงท่าน! ทำให้ท่านต้องยอมถวายหัวรับใช้สายเลือดสกุลเสิ่น!"
เสิ่นเช่อมีสีหน้ามืดทะมึน เขารีบเรียกกระบี่ยาวออกมา แล้วตวัดฟันใส่เด็กสาวชุดขาวทันที
เพราะเขาไม่เชื่อคำพูดของนางแม้แต่น้อย
เมื่อเด็กสาวชุดขาวเห็นเช่นนั้น ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง รีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าเสิ่นเช่อได้ฟันนางล้มลงใต้คมกระบี่เสียแล้ว
ไร้ซึ่งความปรานีแม้แต่น้อย
เพียงแต่พอเขาเก็บกระบี่ยาว ร่างกายก็โอนเอน ทำท่าจะหมดสติไป
"ใต้เท้า!"
คนของขุมกำลังเทียนโจวหน้าถอดสี รีบกรูกันเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
ณ เกาะเทียนคง
บนลานประลองกลางหาว ผู้คนกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
ด้านประมุขสำนักจี๋เต้าและเหล่ายอดฝีมือระดับแนวหน้าต่างพุ่งดิ่งมายังทิศทางของเฉิ่นเยียน
ยามนี้เนี่ยสวินยืนอยู่ข้างกายเฉิ่นเยียน พอเห็นคนนับร้อยพุ่งตรงมาทางนี้ สีหน้าก็แปรเปลี่ยน ด้วยความร้อนรนเขาจึงเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเฉิ่นเยียนหวังจะพานางหนีไปจากที่นี่
ทว่าเฉิ่นเยียนกลับสะบัดมือเขาออก เพียงชั่วพริบตา ในมือของนางก็ปรากฏกระบี่เทวะเทียนโจวซึ่งมีเพียงเล่มเดียวในใต้หล้าขึ้นมา!
ครืน—!
ปราณกระบี่อันทรงพลังสั่นสะเทือนออกไปในพริบตา ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความอันตราย
เฉิ่นเยียนจ้องมองคนของสำนักจี๋เต้าด้วยสายตาเย็นเยียบ ตัดสินใจใช้ความรุนแรงสยบความรุนแรง
นางทะยานร่างลอยขึ้นไป
และในวินาทีต่อมา เหล่าสหายอสุราต่างก็ปรากฏกายขึ้นข้างกายนาง
"สะกดข่มพวกมันสุดกำลัง! ผู้ใดต่อต้าน สังหารไร้ปรานี!"
น้ำเสียงเด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมของเฉิ่นเยียนดังกังวานไปทั่วลานประลองกลางหาวทันที ทำเอาผู้คนอดไม่ได้ที่จะใจสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ คนของขุมกำลังเทียนโจวก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที พวกเขาไม่หวั่นเกรงอีกต่อไป ปลดปล่อยความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนออกมาเต็มกำลัง!
พวกเขาล้วนมาจากแดนมืด แต่ละคนมีตบะเหนือระดับวิญญาณจักรพรรดิขึ้นไปทั้งสิ้น เพียงแค่ระดับการฝึกตนก็สามารถบดขยี้ผู้คนส่วนใหญ่ในที่นี้ได้แล้ว!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาเจิงและเหล่าขุนนางเก่าแก่ ความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ก้าวข้ามระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นสิบจุดสูงสุดไปแล้ว!
อีกทั้งพวกเขายังมีชีวิตอยู่มานานกว่าแปดร้อยปี หากไม่มีฝีมือที่แท้จริง จะเอาตัวรอดในแดนมืดที่มีผู้คนร้อยพ่อพันแม่ปะปนกันอยู่ได้อย่างไร?
"อสุรา—!"
สิ้นเสียงเฉิ่นเยียน ร่างทั้งแปดก็พุ่งทะยานไปยังทิศทางของประมุขสำนักจี๋เต้าและพวกพ้องอย่างรวดเร็วพร้อมกัน
เฉิ่นเยียนยกกระบี่ขึ้นแล้วตวัดฟัน—!
ชั่วพริบตา คมกระบี่ขนาดยักษ์ก็ม้วนกวาดเอาพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวสาดซัดออกไป
"สังหาร!"
นัยน์ตาของจูเก๋อโย่วหลินเหี้ยมโหด สองมือยกขึ้นพร้อมกัน ควบคุมด้ายวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกไป!
เจิ้ง เจิ้ง เจิ้ง—!
เสียงพิณดังสนั่นขึ้นอย่างฉับพลัน!
พริบตาเดียวก็ก่อเกิดคลื่นเสียงน่าสะพรึงกลัวระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่ซ่านไอสังหารไปไกลนับพันลี้!
ดวงตาของเจียงเสียนเยวี่ยเปลี่ยนเป็นสีฟ้าทันที นางไม่สะกดข่มพลังปีศาจอีกต่อไป พลังปีศาจอันทรงพลังและบ้าคลั่งทะลักทะลวงออกมาราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ นางกำตรีศูลในมือแน่น แล้วพุ่งทะยานเข้าแทงใส่พวกมัน
ตู้ม!
เซียวเจ๋อชวนกุมดาบยาวจันทร์เสี้ยวในมือ ถ่ายทอดพลังกลืนกินลงไปบนตัวดาบ ร่างของเขาวูบไหวเข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าพวกเฉิ่นเยียน ใช้ดาบต่างโล่ กลืนกินการโจมตีของคนจากสำนักจี๋เต้า!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง!
เผยซู่กุมกระบี่คู่ในมือ งัดใช้ทักษะฟันคู่สังหาร!
ปราณกระบี่ตัดสลับไขว้กันไปมา ไอเย็นแผ่ซ่านกดดัน เจตนากระบี่อันดุดันเกรี้ยวกราดราวกับจะฉีกกระชากความว่างเปล่า คล้ายกับสามารถทำลายล้างทุกสรรพสิ่งในรัศมีหลายร้อยเมตรให้พินาศสิ้น!
อวี่ฉางอิงแปลงกายเป็นมนุษย์หุ่นเกราะ มือหนึ่งถือหอกวิญญาณศาสตรา อีกมือหนึ่งถือโล่จิตศาสตรา
หอกทะลวงสามพันสาย!
พุ่งทะลวงทำลายการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอย่างทรงพลัง!