- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1659 ช่องทางการเลื่อนขั้นของสามัญชน
ตอนที่ 1659 ช่องทางการเลื่อนขั้นของสามัญชน
ตอนที่ 1659 ช่องทางการเลื่อนขั้นของสามัญชน
ตึง ตึง ตึง
ยามเช้าตรู่ เสียงระฆังเต่าทมิฬดังขึ้นตรงเวลา เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวันใหม่
ล่วงเข้าสู่วันที่ห้าแล้วนับตั้งแต่เต่าทมิฬวิวัฒนาการสำเร็จ การใช้ชีวิตของชาวเมืองได้กลับคืนสู่สภาวะปกติ โรงงานและร้านค้าต่างๆ ล้วนกลับมาเปิดดำเนินการตามปกติแล้ว
บนเนินสูง ภายในตำหนัก
มู่เหลียงและคนอื่นๆ กำลังรับประทานอาหารเช้า และถือโอกาสรายงานความคืบหน้าของงานในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ฮู่เตียนเอ่ยชมเชยว่า
"มู่เหลียง อาณาเขตแสงดาวในตอนนี้มันสุดยอดไปเลย ข้าววิญญาณที่ปลูกออกมาคุณภาพดีกว่าเมื่อก่อนซะอีก"
ช่วงหลายวันนี้เธอวุ่นอยู่กับเรื่องใบสั่งซื้อ สถานที่ที่ไปบ่อยที่สุดก็คือพื้นที่เกษตรกรรมและโรงงาน ต้องคอยจับตาดูทั้งกำลังการผลิตของข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำมันพืช ไปพร้อมๆ กับตรวจสอบปริมาณการผลิตของเสื้อผ้าและของใช้ทำความสะอาดร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องถูกจัดส่งไปยังอาณาจักรใหญ่ต่างๆ ในอีกสองวันข้างหน้า
"แบบนี้แหละถึงจะดี"
มู่เหลียงอมยิ้มบางๆ
ฮู่เตียนพยักหน้าพลางกล่าว
"อืม ก็แค่พื้นที่เกษตรกรรมยังใหญ่ไม่พอ คงต้องบุกเบิกพื้นที่เกษตรกรรมใหม่ต่อไปถึงจะดี"
มู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า
"ให้เมืองรองแต่ละแห่งไปบุกเบิกพื้นที่เกษตรกรรมใหม่กันเองเถอะ แบบนี้จะได้จัดการได้ง่าย"
หยู่ฉินหลานเอ่ยเตือน
"มู่เหลียง ตอนนี้ยังมีเมืองรองอีกแปดแห่งที่ไม่มีผู้ดูแลนะ"
"ยังไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสมอีกเหรอ?"
มู่เหลียงถามด้วยความประหลาดใจ
หยู่ฉินหลานเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง
"ฉันลองคิดดูแล้ว เมืองรองนั้นสำคัญมาก จะปล่อยให้คนนอกเข้ามาดูแลสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ยังไงก็ต้องเลือกอย่างรอบคอบ"
เดิมทีตามความคิดของเธอ คือตั้งใจจะให้พวกขุนนางและเจ้าเมืองที่มาจากอาณาจักรหลานหลูโปไปเป็นผู้ดูแล แต่หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว เพื่อความปลอดภัยและความลับของเมืองเต่าทมิฬ จึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
"แล้วเธอตั้งใจจะทำยังไงล่ะ?"
มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะวางตะเกียบลง
เขาก็เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า จะมอบหมายเรื่องการคัดเลือกผู้ดูแลเมืองรองให้หยู่ฉินหลานเป็นคนรับผิดชอบ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่าย
หยู่ฉินหลานเอ่ยด้วยใบหน้าจริงจัง
"สอบคัดเลือก ใช้วิธีการแข่งขันอย่างยุติธรรม ใครสอบได้คะแนนสูงก็จะได้เป็นผู้ดูแลเมืองรอง โดยให้เริ่มจากสถานะผู้ดูแลฝึกหัดก่อน และใช้ระบบหมุนเวียนตำแหน่ง ถ้าหากไม่มีผลงานอะไรค่อยปลดออกทีหลัง"
"อืม เธอไปเขียนแผนงานมาให้ฉันก็แล้วกัน"
มู่เหลียงตอบตกลง
นี่นับว่าเป็นการเปิดช่องทางการเลื่อนขั้นให้กับพวกสามัญชน ทำให้คนที่อยู่ระดับล่างมองเห็นโอกาสในการเติบโตก้าวหน้า
ถือได้ว่าเป็นระบบการสอบจอหงวนรูปแบบหนึ่ง
"ตกลง"
หยู่ฉินหลานรับคำ
หยู่เฟ่ยหยานถามด้วยความตกใจ
"ถ้าเป็นแบบนั้น คนธรรมดาก็สามารถเป็นผู้ดูแลเมืองรองได้งั้นเหรอ?"
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างาม
"แน่นอน แค่มีความสามารถในการดูแลจัดการเมืองรองได้ก็พอ ไม่เกี่ยวว่าพลังของตัวเองจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอหรอกนะ"
เธอเป็นผู้ดูแลมานานขนาดนี้ ย่อมรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า ความแข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าจะบริหารจัดการเก่ง การจัดการก็ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเช่นกัน
"ก็ดีเหมือนกันนะ"
ลี่เยว่พยักหน้าเห็นด้วย
หยู่ฉินหลานหันไปมองมู่เหลียงพลางกล่าว
"ฉันจะรีบเขียนแผนงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด จะพยายามคัดเลือกผู้ดูแลเมืองรองให้ได้ภายในสิบวัน"
"ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ตอนนี้เมืองรองก็ยังไม่มีคนเท่าไหร่ แถมเมืองรองที่เพิ่งสร้างใหม่ก็ยังว่างเปล่าอยู่เลย"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หยู่ฉินหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นี่ไม่ใช่ปัญหาหรอก ตราบใดที่เราประกาศก่อตั้งประเทศ ฉันเชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยินดีจะย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรเต่าทมิฬ"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มใส
"เรื่องตั้งประเทศยังไม่ต้องรีบ จำเป็นต้องเตรียมการให้ดีซะก่อน"
เต่าทมิฬเพิ่งจะวิวัฒนาการเสร็จไปได้ไม่นาน ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องทำการก่อสร้าง การก่อตั้งประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในสองสามวัน
"ยังต้องเตรียมอะไรอีกเหรอ?"
ลี่ลี่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อย่างน้อยก็ต้องทำให้เมืองรองทั้งสิบสองแห่งมีชาวเมืองอยู่อาศัย นอกเหนือจากนั้นก็ยังต้องสร้างหมู่บ้าน สถานที่ท่องเที่ยว สวนสาธารณะ ย่านการค้า และอื่นๆ อีกมากมาย"
มู่เหลียงอธิบาย
หยู่ฉินหลานกล่าวเสริม
"ยังต้องส่งบัตรเชิญไปยังทั้งสองทวีป เพื่อเชิญผู้แข็งแกร่งและกษัตริย์เหล่านั้นมาร่วมชมพิธี และเป็นสักขีพยานในการถือกำเนิดของอาณาจักรเต่าทมิฬ"
"ถูกต้อง การก่อตั้งประเทศไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย"
มู่เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ยุ่งยากจัง"
ลี่ลี่บ่นพึมพำเสียงเบา
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างาม
"ไม่มีเรื่องอะไรที่ง่ายดายไปซะหมดหรอกนะ"
"เอาล่ะ ฉันอิ่มแล้ว ขอตัวไปป้อมซานไห่ก่อนนะ"
มู่เหลียงลุกขึ้นยืนพลางกล่าว
ฮู่เตียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยวน
"ฉันไปด้วยสิ พอดีมีธุระต้องไปที่ถนนการค้าเหมือนกัน"
"ตกลง"
มู่เหลียงพยักหน้ารับอย่างเยือกเย็น
"ต้องเตรียมเครื่องบินมั้ย?"
ลี่เยว่เอ่ยถามเสียงเบา
"ไม่ต้องหรอก ฉันจะบินไปเลย"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ระยะทางจากเนินสูงบินไปยังป้อมซานไห่ หากอิงตามความเร็วของเครื่องบินขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เวลาบินถึงยี่สิบนาทีจึงจะไปถึง
"เข้าใจแล้ว"
ลี่เยว่รับคำ
ช่วงหลายวันนี้เธอเองก็ยุ่งมากเช่นกัน จึงไม่ได้คิดจะตามมู่เหลียงไปยังถนนการค้า
มู่เหลียงและฮู่เตียนเดินออกจากห้องอาหาร
"กอดไว้ให้แน่นล่ะ"
มู่เหลียงยื่นมือไปโอบเอวของหญิงสาวหางจิ้งจอก พร้อมกับปรายตามองเธอด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย
"ได้สิ"
ฮู่เตียนส่งยิ้มและพยักหน้า
วินาทีต่อมา มู่เหลียงก็ใช้ทักษะทะยานเงา ร่างของทั้งสองจึงหายวับไปจากตำหนัก
หลังจากใช้ทักษะกระโดดทะยานไปหลายครั้ง ร่างของเขาก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือถนนการค้า
ถนนการค้าในตอนนี้ดูค่อนข้างเงียบเหงา บนถนนแทบไม่มีผู้คนเลย
มู่เหลียงพาหญิงสาวหางจิ้งจอกร่อนลงมาจากท้องฟ้า และลงจอดที่ด้านหน้าหอสมบัติ
มู่เหลียงกำชับว่า
"เธอไปจัดการธุระเถอะ แต่อีกเดี๋ยวฉันจะทำการปรับปรุงถนนการค้าใหม่ เธอช่วยบอกให้พนักงานทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมด้วยล่ะ"
"เข้าใจแล้ว"
ฮู่เตียนรับคำ
"อืม ถ้ามีเรื่องอะไรก็ไปหาฉันที่ป้อมซานไห่ได้เลยนะ"
มู่เหลียงยกมือขึ้นบีบแก้มของหญิงสาวหางจิ้งจอกเบาๆ
"รับทราบแล้ว"
ฮู่เตียนพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้บาน
มู่เหลียงหมุนตัวก้าวเดินจากไป มุ่งหน้าตรงไปยังป้อมปราการ
สิ่งที่เขาต้องทำในวันนี้ ก็คือการปรับปรุงป้อมปราการซานไห่ใหม่ เพื่อให้มันมีรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกับการเป็นอาณาจักร
"ท่านเจ้าเมือง"
ต้าอ้านและเว่ยกังรีบเดินเข้ามาต้อนรับ
มู่เหลียงเอ่ยกำชับ
"อืม วันนี้ฉันจะทำการปรับปรุงป้อมปราการใหม่ ให้ทหารรักษาเมืองทุกคนออกมาจากป้อมปราการซะ จะได้ไม่ถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บ"
"รับทราบค่ะ"
ต้าอ้านมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที และสั่งให้เว่ยกังเป็นคนไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง ผู้คนในป้อมป้อมปราการก็พากันอพยพออกมาจนหมด และเลือกที่จะไปหลบเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ไกลๆ
มู่เหลียงกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อไม่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ในป้อมปราการอีก
เขาก็เบาใจลง ขยับความคิดเพียงวูบเดียว หอเทียนเหมินที่จมอยู่ใต้น้ำก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาเหนือน้ำอีกครั้ง มันเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล ราวกับแม่เหล็กที่ถูกดูดติดอยู่บนแผ่นเหล็ก
ภายใต้การควบคุมของมู่เหลียง หอเทียนเหมินได้ถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ให้มาตั้งอยู่เคียงคู่กับป้อมเฉือนคง
นอกจากป้อมซานไห่แล้ว หอเทียนเหมินและป้อมเฉือนคงก็ดูราวกับถูกสร้างขึ้นบนหน้าผาสูงชัน
หลังจากหอเทียนเหมินถูกเคลื่อนย้าย ทางเข้าก็ยังคงอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณเจ็ดแปดเมตร และยังคงเชื่อมต่อกับท่าเรือและจุดจอดเรือเช่นเดิม
ตำแหน่งของหอเทียนเหมินและป้อมเฉือนคงนั้น มีความสูงแตกต่างจากป้อมซานไห่เกือบสามพันเมตร
ต่อไปหากคนนอกต้องการจะเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬ ก็ยังคงต้องเข้ามาทางหอเทียนเหมินก่อน จากนั้นจึงเดินผ่านป้อมเฉือนคง และปีนหน้าผาสูงชันกว่าสามพันเมตรขึ้นไป จึงจะสามารถไปถึงป้อมซานไห่ได้
มู่เหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงเบา
"สร้างรถไฟชมวิวยอดฮิตวิ่งรอบเมืองก็น่าจะดีนะ นอกจากจะหาเงินค่าตั๋วได้แล้ว ยังช่วยให้คนนอกสามารถเดินทางไปถึงป้อมซานไห่ได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย"
เขานึกถึงรถไฟชมวิวที่เคยนั่งเมื่อชาติที่แล้ว ขอแค่ปูรางรถไฟให้ดี การจะให้รถไฟวิ่งอยู่บนหน้าผาสูงสามพันเมตรก็ไม่ใช่ปัญหา
เมื่อมู่เหลียงมีความคิดผุดขึ้นมาในใจ เขาก็จดจำมันเอาไว้เงียบๆ ตอนนี้ต้องทำการขยายขนาดของป้อมเฉือนคงและหอเทียนเหมินเสียก่อน
รอจนกระทั่งประกาศก่อตั้งประเทศ คนที่จะเดินทางมายังอาณาจักรเต่าทมิฬก็จะมีแต่เพิ่มมากขึ้น หอเทียนเหมินและป้อมเฉือนคงในตอนนี้ดูเล็กเกินไปแล้ว อย่างน้อยก็ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้นอีกสิบเท่าถึงจะเพียงพอ
"สร้างเป็นด่านศุลกากรชายแดนไปเลยแล้วกัน"
มู่เหลียงดวงตาทอประกายวูบวาบ
เขาตั้งใจว่าจะปรับปรุงขั้นตอนของด่านศุลกากรให้ดีขึ้น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น