- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1653 นี่แหละคือวันสิ้นโลก
ตอนที่ 1653 นี่แหละคือวันสิ้นโลก
ตอนที่ 1653 นี่แหละคือวันสิ้นโลก
มู่เหลียงบินขึ้นไปบนท้องฟ้าอันว่างเปล่า ก้มมองลงมายังกระดองเต่าทั้งใบ
ผืนดินบนกระดองเต่า นอกเหนือจากพื้นที่สำคัญบางแห่งที่ยังพอนับว่าสมบูรณ์อยู่บ้าง พื้นที่อื่นๆ ล้วนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
มองดูแล้วคล้ายกับแผ่นซีเรียลที่ลอยเท้งเต้งกระจัดกระจายอยู่ในกะละมังน้ำ
มู่เหลียงเดาะลิ้นเบาๆ
"ถ้าจะถมรอยแยกพวกนี้ให้เต็ม คงต้องขุดดินใต้ก้นทะเลแถวนี้มาให้หมดซะแล้วมั้ง"
ที่นี่คือใจกลางมหาสมุทร รอบด้านไร้ซึ่งเกาะแก่งหรือผืนแผ่นดิน ดินทรายจึงหาได้จากใต้ทะเลลึกเท่านั้น
"ขึ้นมา!"
มู่เหลียงแค่ขยับความคิด คลื่นพลังไร้รูปก็แผ่กระจายออกไป
"ซ่า ซ่า"
น้ำทะเลรอบตัวเต่าทมิฬเริ่มปั่นป่วน มวลทรายจากใต้ทะเลลึกถูกม้วนตัวขึ้นมา ลอยต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นสู่ผิวน้ำ
ดินทรายมหาศาลพุ่งทะลุผิวน้ำขึ้นมา ราวกับมังกรดินตัวเขื่องที่ทะยานขึ้นฟ้า มังกรดินนับพันสายโอบล้อมเต่าทมิฬเอาไว้ เป็นภาพที่ดูอลังการตระการตาเป็นอย่างยิ่ง
ณ ฐานทัพเรือ เจินฮ่วนและเฉียวเอ๋อรวมถึงคนอื่นๆ ต่างเบิกตากลมโต จ้องมองมวลทรายที่บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"นี่ นี่มัน..."
เฉียวเอ๋อร้องอุทานซ้ำๆ อ้าปากค้างอยู่นาน ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายสิ่งที่เห็นตรงหน้า
หนานเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
"อลังการยิ่งกว่าตอนปรับปรุงครั้งที่หกซะอีก"
เจินฮ่วนกล่าวด้วยความตื่นตระหนก
"ต่อให้เป็นมหาเวทต้องห้ามธาตุดิน ก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้เลยมั้ง...?"
"ครืน"
กระแสดินที่เกิดจากการควบแน่นของทรายพาดผ่านเหนือศีรษะของทุกคน มุ่งหน้าไปถมรอยแยกบนกระดองเต่าอย่างมีเป้าหมาย
เจินฮ่วนยืนอยู่บนกำแพงเมือง เฝ้ามองกระแสดินที่พุ่งทะยานเข้าไปในเขตเมืองชั้นนอก ถมรอยร้าวเหล่านั้นจนราบเรียบ
เธอมองไปรอบๆ ไม่เห็นแม้กระทั่งจุดสิ้นสุดของกระแสดินนี้
นัยน์ตาของมู่เหลียงเป็นประกาย เขายกมือขึ้น ขยับนิ้วทั้งสิบเป็นจังหวะ ควบคุมให้กระแสดินตกลงไปตามพื้นที่ต่างๆ
ดินพวกนี้ล้วนเป็นดินเค็มจัด จำเป็นต้องใช้เขตแดนแห่งชีวิตมาชำระล้าง ถึงจะนำมาใช้เพาะปลูกได้
มู่เหลียงวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว รอให้เต่าทมิฬวิวัฒนาการเสร็จสิ้น ค่อยให้ต้นไม้แห่งชีวิตวิวัฒนาการไปถึงระดับสิบสอง
ภาพดินทรายที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทำเอาชาวเมืองและเผ่าสมิงที่อาศัยอยู่ในเมืองชั้นนอกพากันตกตะลึง ต่างพากันชะโงกหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง
"วันสิ้นโลกมาถึงแล้วงั้นหรอ?"
คนที่ขี้ขลาดพากันตัวสั่นงันงก เสียงกึกก้องดังกังวานอยู่ในหูอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเผ่าสมิงนั้นตกใจจนแทบสิ้นสติ ถิ่นฐานของมนุษย์ช่างอันตรายเกินไปแล้วจริงๆ
ภาพกระแสดินทะยานฟ้าดำเนินต่อไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง รอยแยกที่มีอยู่บนกระดองเต่าก็ถูกถมจนเต็มทั้งหมด
มู่เหลียงค่อยๆ วางมือลง รอให้เต่าทมิฬวิวัฒนาการเสร็จสิ้น ค่อยกลับมาถมรอยร้าวที่เกิดขึ้นใหม่อีกเป็นครั้งที่สอง
การวิวัฒนาการของเต่าทมิฬยังคงดำเนินต่อไป ยิ่งขนาดตัวใหญ่ขึ้นเท่าไร ผืนดินบนกระดองเต่าก็เริ่มปริแตกอีกครั้ง รอยแยกสายใหม่แผ่ขยายไปทั่วผืนดินนอกเขตเมืองชั้นใน
แอร๊!!!!
เวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ เต่าทมิฬส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดออกมาเป็นระยะ เสียงนั้นดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
ร่างของมู่เหลียงวูบไหว ก่อนจะไปปรากฏตัวอยู่บนหัวของเต่าทมิฬ
เขานั่งขัดสมาธิลง ยื่นมือไปตบหัวเต่าทมิฬเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อดทนอีกนิดนะ ใกล้จะสำเร็จแล้ว"
"ฉันอยู่เป็นเพื่อนแกเอง"
เขาขยับความคิด ป้อนแต้มวิวัฒนาการนับล้านให้กับเต่าทมิฬ ทำให้มันฟื้นฟูพละกำลังกลับมาได้ไม่น้อย
เต่าทมิฬครางต่ำ ดวงตาสัตว์ร้ายขนาดมหึมาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง อดทนรับความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของร่างกายอย่างเงียบๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกครั้ง ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดลง เต่าทมิฬในตอนนี้มีขนาดตัวใหญ่กว่าก่อนวิวัฒนาการถึงห้าเท่า
"มู่เหลียง ฉันเอาของกินมาส่ง"
เสียงใสซื่อไร้เดียงสาดังขึ้นจากด้านหลังของมู่เหลียง
เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นหยู่เฟ่ยหยานบินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เกราะหงส์เพลิงบนร่างของเธอเปล่งประกายแสงสีแดงจางๆ
ร่างบางร่อนลงจากฟากฟ้ามายืนอยู่ตรงหน้ามู่เหลียง ก่อนจะยกมือหยิบกล่องอาหารออกมาจากอุปกรณ์เวท
มู่เหลียงยกยิ้มมุมปาก
"ไม่ต้องลำบากเอามาให้หรอก ฉันยังไม่หิวเลย"
"ไม่หิวก็ต้องกินสักหน่อยสิ"
หยู่เฟ่ยหยานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส
เธอย่อตัวลง เปิดกล่องอาหารเผยให้เห็นกับข้าวที่อยู่ด้านใน แล้วค่อยๆ ยกทุกอย่างออกมาอย่างระมัดระวัง
เด็กสาวผมแดงบินมาเร็วมาก อาหารจึงยังคงมีควันร้อนๆ ลอยกรุ่นอยู่ ประกอบไปด้วยกับข้าวแปดอย่าง ข้าวหนึ่งชาม โดยแบ่งเป็นเนื้อห้าอย่าง ผักสองอย่าง และน้ำแกงอีกหนึ่งอย่าง
"หรูหราจังเลยนะ"
มู่เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แม่บอกว่านายคงจะเหนื่อยมาก ต้องกินให้เยอะๆ "
หยู่เฟ่ยหยานยื่นตะเกียบให้กับมู่เหลียง
มู่เหลียงส่ายหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ก็เรื่อยๆ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่"
หยู่เฟ่ยหยานเร่งเร้าอย่างน่าเอ็นดู
"นายรีบกินเข้าเถอะ"
มู่เหลียงยกชามข้าวขึ้นมา ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
"เฟ่ยหยานกินหรือยังล่ะ?"
หยู่เฟ่ยหยานส่งยิ้มหวาน
"ยังเลย อาหารพวกนี้ยังไม่ทันยกไปที่ห้องอาหาร ฉันก็เอามาส่งให้นายก่อนเนี่ยแหละ"
บรรดาสาวๆ ต่างก็เป็นห่วงมู่เหลียง ถึงได้ให้เด็กสาวผมแดงเอาอาหารมาส่งก่อนโดยที่เธอยังไม่ได้กินอะไรเลย
"งั้นก็กินด้วยกันสิ"
มู่เหลียงพูดพลางพลิกฝ่ามือ หยิบชามและตะเกียบออกมาจากมิติเก็บของส่วนตัว แล้วยื่นให้กับเด็กสาวผมแดง
"เอาสิ"
ดวงตาคู่สวยของหยู่เฟ่ยหยานเปล่งประกายวิบวับ
อาหารมีปริมาณเยอะมาก พอให้ทั้งสองคนกินอิ่มได้สบายๆ
มู่เหลียงยกมือขึ้นดีดนิ้ว ขันธ์แห่งแสงก็หลั่งไหลมารวมตัวกัน ส่องสว่างไปทั่วบริเวณในรัศมีสิบเมตร
"งั่ม"
"อร่อยจังเลย"
หยู่เฟ่ยหยานแทะน่องไก่อย่างเอร็ดอร่อย น้ำซุปไหลย้อยลงมาจากมุมปาก เนื้อไก่นุ่มและชุ่มฉ่ำสุดๆ
"สถานการณ์ในเมืองชั้นในเป็นยังไงบ้าง?"
มู่เหลียงเอียงคอถาม
หยู่เฟ่ยหยานคายกระดูกไก่ทิ้ง แล้วตอบด้วยเสียงใส
"ทุกอย่างปกติดี การวิวัฒนาการของเต่าทมิฬน้อยรอบนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเมืองชั้นในมากนักหรอก"
"อืม งั้นก็ดีแล้วล่ะ"
มู่เหลียงคลายความกังวลลง ในเมื่อเมืองชั้นในไม่เป็นไร เขาก็อยู่เป็นเพื่อนเต่าทมิฬจนกว่าจะวิวัฒนาการเสร็จได้
ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันไปพลางกินกันไปพลาง ไม่นานกับข้าวทั้งแปดอย่างก็ถูกฟาดเรียบไม่มีเหลือ
"อิ่มจังเลย"
หยู่เฟ่ยหยานลูบหน้าท้องน้อยๆ ของตัวเอง
เธอหันไปมองมู่เหลียง แล้วพูดอ้อนๆ ว่า
"ฉันอยู่เป็นเพื่อนนายที่นี่เอามั้ย?"
มู่เหลียงส่ายหน้า
"ไม่ต้องหรอก กลับไปเถอะ ฝากบอกแม่ของเธอด้วยนะว่า พอเต่าทมิฬน้อยวิวัฒนาการเสร็จ ต้นไม้แห่งชีวิตก็จะวิวัฒนาการแล้วเหมือนกัน"
หยู่เฟ่ยหยานเบิกตาสีแดงคู่สวยด้วยความตกตะลึง
"เอ๊ะ ต้นไม้แห่งชีวิตก็จะวิวัฒนาการด้วยเหรอ?"
มู่เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจน
"อืม เพราะงั้นคนที่อาศัยอยู่บนเนินสูงจะต้องอพยพออกไปชั่วคราว"
"เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปบอกนะ"
หยู่เฟ่ยหยานรับคำ
"อืม พอต้นไม้แห่งชีวิตวิวัฒนาการเสร็จ เนินสูงก็ต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วย" มู่เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หยู่เฟ่ยหยานทำหน้าจริงจัง
"อืมๆ ฉันจะเอาไปบอกท่านแม่แน่นอน"
มู่เหลียงลุกขึ้นยืน
"เต่าทมิฬน้อยต้องใช้เวลาถึงพรุ่งนี้กว่าจะวิวัฒนาการเสร็จ เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน คืนนี้พวกเธอยังพอนอนหลับฝันดีได้อยู่"
"มู่เหลียงยังไม่กลับ ทุกคนคงนอนไม่หลับกันหรอก"
หยู่เฟ่ยหยานบ่นพึมพำเสียงเบา
มู่เหลียงลองคิดดู จากนิสัยของลี่เยว่และคนอื่นๆ แล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
"ฉันกลับก่อนนะ"
หยู่เฟ่ยหยานเก็บกล่องอาหาร ก่อนจะกางปีกที่อยู่ด้านหลังออก
"ไปเถอะ"
มู่เหลียงสะบัดมือเบาๆ สายลมวูบหนึ่งก็พยุงร่างของเด็กสาวผมแดงให้ลอยขึ้น
หยู่เฟ่ยหยานอาศัยแรงลมช่วยกระพือปีกอย่างแรง ก่อนจะหมุนตัวบินกลับไปทางเมืองชั้นใน
เต่าทมิฬคำรามต่ำ ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง
คืนนี้คงเป็นคืนที่ไม่อาจข่มตาหลับได้ลง ไกลออกไปคือทะเลหมอก สายฟ้าแลบปลาบพาดผ่านท้องฟ้า ยามราตรีนี้จึงไม่เงียบสงบนัก
มู่เหลียงหลุบตาลง นั่งนิ่งเงียบ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป
หลายชั่วโมงผ่านไป แสงสว่างสาดส่องขึ้นที่เส้นขอบฟ้า วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
มู่เหลียงลุกขึ้นยืน มองดูพื้นที่บนกระดองเต่าที่ขยายใหญ่ขึ้นถึงเจ็ดแปดเท่า รอยแยกใหม่ก็ปรากฏขึ้นมามากขึ้นด้วย
"ใกล้แล้ว อดทนอีกหน่อยนะ"
มู่เหลียงพึมพำเสียงแผ่ว
เมื่อความมืดมิดมาเยือนอีกครั้ง การวิวัฒนาการของเต่าทมิฬก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ มันไม่ส่งเสียงคำรามอีกต่อไป เพียงแค่เฝ้ารอผลลัพธ์สุดท้ายอย่างเงียบๆ