- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1635 ล้าหลังเกินไปแล้ว
ตอนที่ 1635 ล้าหลังเกินไปแล้ว
ตอนที่ 1635 ล้าหลังเกินไปแล้ว
ชาหลัวเดินลงมาจากเครื่องบินขนส่ง กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ พลางทอดถอนใจ
“ที่นี่คือเมืองหลวงเผ่าสมิงสินะ รกร้างว่างเปล่าจริงๆ”
ภายในเมืองหลวงเผ่าสมิง บ้านเรือนล้วนสร้างขึ้นจากการนำหินมาวางซ้อนกัน รูปร่างภายนอกดูไม่เป็นระเบียบนัก มองดูไม่เหมือนบ้านคน แต่เหมือนกองหินที่ทับถมกันมั่วซั่วมากกว่า
“แบบนี้จะอยู่คนได้จริงๆ เหรอ?”
ชาหลัวเบิกตากลมโต
ไทเค่อบ่นอุบ
“ในเมืองไม่มีพืชสีเขียวเลยสักต้น ปกติพวกเขาปะทังชีวิตด้วยอะไรกันเนี่ย?”
“ก็ล่าสัตว์อสูรมากินได้นี่นา”
ชาหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส
ไทเค่อแย้งอย่างน่ารัก
“ตอนอยู่บนฟ้าเธอก็เห็นแล้วนี่ รอบๆ มีแต่ความรกร้างว่างเปล่า ไม่เห็นมีวี่แววของสัตว์อสูรเลย”
“ก็จริงนะ เพราะงั้นพวกเขาถึงต้องไปซื้อของกินที่เมืองเต่าทมิฬไง”
ชาหลัวเห็นด้วย
เธอถามต่อด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ทำเกษตรกันล่ะ?”
“ไม่รู้สิ คงเพราะพวกเขาทำไม่เป็นมั้ง”
ไทเค่อส่ายหน้า
“ก็เป็นไปได้”
ชาหลัวขานรับ
ตึก ตึก ตึก
บรรดาเผ่าสมิงบนเครื่องบินขนส่งทยอยลงมากันหมดแล้ว พวกเขาจูงมังกรอสูรและลากรถเทียมอสูรออกจากห้องโดยสาร
พวกมดงานก็เริ่มขนถ่ายสินค้าเช่นกัน นำข้าวสารและข้าวสาลีที่เป็นกระสอบๆ มาวางกองทับถมกันบนลานกว้าง
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกำชับให้อัศวินเผ่าสมิงเฝ้าสินค้าเอาไว้ให้ดี ส่วนตนเองมุ่งหน้าไปยังพระราชวังของเมืองหลวงเผ่าสมิง เพื่อเตรียมรายงานผลการปฏิบัติงานต่อราชาเผ่าสมิง
“มิอา ฉันอยากไปเดินเล่นแถวนี้จัง”
ชาหลัวหันไปมองหญิงสาวเผ่าแมว
มิอากล่าวเสียงเบา
“ไว้ทีหลังเถอะ ไปคนเดียวมันไม่ออกจะปลอดภัย รอให้ขนของเสร็จแล้ว ฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอเอง”
“ก็ได้”
ชาหลัวพยักหน้า
พวกเธอคอยควบคุมดูแลพวกมดงานขนของ กว่าจะลำเลียงสินค้าทั้งหมดออกจากห้องโดยสารเสร็จ ก็กินเวลาไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว
บริเวณโดยรอบมีชาวเผ่าสมิงมายืนมุงดูเพิ่มขึ้นมากมาย บางคนจมูกไว ได้กลิ่นว่าของในกระสอบคืออาหาร ก็ถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างห้ามไม่อยู่
“ฮึ่ม...”
ผู้บัญชาการโก่วโถวแค่นเสียงเย็นชา ทำให้พวกเผ่าสมิงที่กำลังกระสับกระส่ายเตรียมจะลงมือได้สติกลับคืนมา และไม่กล้าคิดมิดีมิร้ายอีกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวเดินเข้าไปในพระราชวังเผ่าสมิง มุ่งหน้าไปยังโถงหลักที่ราชาเผ่าสมิงมักจะประทับอยู่เป็นประจำ
พระราชวังเผ่าสมิง เรียกได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ดีที่สุดในเมืองหลวง สร้างขึ้นจากก้อนหินขนาดยักษ์ มีทั้งหมดสองชั้น
ทว่าเมื่อมองจากภายนอก พระราชวังเผ่าสมิงกลับเทียบไม่ได้แม้แต่กับโรงอาบน้ำสาธารณะของเมืองเต่าทมิฬด้วยซ้ำ
“พอกลับมาเห็นแล้วรู้สึกเป็นพวกหลังเขายังไงยังงั้น”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวลอบถอนหายใจ
หล่อนให้สาวใช้เข้าไปแจ้งความจำนง แล้วยืนรออยู่หน้าโถงหลักอย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไปกว่าสิบนาที
สาวใช้เดินออกมาจากโถงหลัก กล่าวด้วยความเคารพ
“ท่านราชาเผ่าสมิงให้ท่านเข้าไปได้ค่ะ”
“อืม”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปในโถงหลัก เพียงปราดตามองก็เห็นราชาเผ่าสมิงนั่งตัวตรงอยู่บนตำแหน่งประธาน
เขาดูเหมือนเพิ่งตื่นนอน มิน่าล่ะสาวใช้ถึงได้เรียกอยู่นานสองนานกว่าจะให้หล่อนเข้าไปได้
ราชาเผ่าสมิงมีรูปร่างขนาดเท่ากับมนุษย์ทั่วไป มีเพียงแค่ศีรษะเท่านั้นที่ไม่เหมือนมนุษย์ ส่วนอวัยวะอื่นๆ ล้วนคล้ายคลึงกัน
ศีรษะของราชาเผ่าสมิงดูเหมือนกับหัวของมังกร มีเขาแหลมงอกออกมาสี่เขา และมีหนวดยาวสองเส้น
เขาลืมตาขึ้น มองไปทางผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทำไมถึงกลับมาเร็วนักล่ะ? ไม่ได้ไปเมืองเต่าทมิฬหรอกหรือ?”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกล่าวด้วยความเคารพ
“ท่านราชาเผ่าสมิง พวกเราไปที่เมืองเต่าทมิฬมาแล้ว ทั้งยังจัดซื้อเสบียงกลับมาเรียบร้อยแล้วด้วย พวกเราโดยสารเครื่องบินขนส่งกลับมาน่ะค่ะ”
“เครื่องบินขนส่งงั้นรึ?”
ราชาเผ่าสมิงค่อยๆ ยืดตัวนั่งหลังตรง
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวก้มหน้าลง อธิบายสิ่งที่ได้พบเห็นและได้ยินมาจากการเดินทางในครั้งนี้ให้ฟังจนหมดเปลือก
ราชาเผ่าสมิงฟังแล้วก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นถึงที่มาที่ไปของเมืองเต่าทมิฬเช่นกัน
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกล่าวอย่างช้าๆ
“ท่านราชาเผ่าสมิง ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬอยากจะเปิดรับสมัครคนงานในอาณาจักรของพวกเราค่ะ”
“รับสมัครคนงานในอาณาจักรของเราเนี่ยนะ?”
ราชาเผ่าสมิงเงยหน้าขึ้น แววตาของสัตว์ป่าทอประกายเย็นเยียบ
“ใช่ค่ะ ในเมืองเต่าทมิฬมีเผ่าสมิงอาศัยอยู่ พวกเขาไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวอธิบาย
“เจ้าเห็นมากับตาตัวเองเลยรึ?”
ราชาเผ่าสมิงถามเสียงเรียบ
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ใช่ค่ะ ฉันเห็นมากับตาตัวเอง เด็กๆ ของเผ่าสมิงยังได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือและทักษะการใช้ชีวิตด้วย”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ?”
ราชาเผ่าสมิงยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“ขอเพียงแค่เป็นพลเมืองของเมืองเต่าทมิฬ ก็สามารถเรียนหนังสือได้ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย หากพวกเราเผ่าสมิงไปทำงานที่เมืองเต่าทมิฬ เด็กๆ ก็จะสามารถไปเรียนที่โรงเรียน โดยค่าเรียนในแต่ละภาคเรียนจะอยู่ที่หนึ่งร้อยทมิฬเท่านั้น”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกล่าวต่อ
ราชาเผ่าสมิงได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปพักหนึ่ง จู่ๆ ก็พูดขึ้น
“เจ้าดูจะชอบเมืองเต่าทมิฬมากเลยนะ”
“ใช่ค่ะ ที่นั่นดีมากจริงๆ หากท่านราชาเผ่าสมิงได้ลองไปเยือน ก็จะต้องชอบที่นั่นเหมือนกันแน่นอน”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวตอบกลับด้วยท่าทีไม่ถ่อมตนและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป
หล่อนไม่ได้เกรงกลัวราชาเผ่าสมิงแต่อย่างใด นี่เกี่ยวข้องกับนิสัยใจคอของราชาเผ่าสมิงด้วย ขอเพียงแค่ไม่ทำอะไรเกินเลยไปนัก ปกติแล้วเวลาพูดคุยกันก็จะสามารถสื่อสารกันได้ดี แต่หากเผลอไปล้ำเส้นขีดจำกัดของราชาเผ่าสมิงเข้าละก็ จุดจบจะต้องตายอย่างน่าอนาถแน่นอน
“ฟังเจ้าพูดแบบนี้ ข้าชักจะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬขึ้นมาบ้างแล้วสิ”
ราชาเผ่าสมิงกล่าวด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวช้อนตามองพลางกล่าว
“ท่านราชาเผ่าสมิงสามารถไปดูด้วยตาตัวเองได้นะคะ นั่งเครื่องบินขนส่งกลับไป ใช้เวลาแค่สามวันก็ถึงเมืองเต่าทมิฬแล้ว”
“น่าสนใจดี ขอข้าลองคิดดูก่อนก็แล้วกัน”
ราชาเผ่าสมิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวพูดเสียงเบา
“ท่านราชาเผ่าสมิง แล้วเรื่องที่เมืองเต่าทมิฬจะเปิดรับสมัครคนงานในเมืองหลวงล่ะคะ...”
ราชาเผ่าสมิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ก็ปล่อยพวกนั้นไปเถอะ ขาก็อยู่บนร่างของพวกเขา อยากไปไหนก็ไป ขอแค่มีชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอแล้ว”
เขาคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว หากอยู่ในอาณาจักรสมิง เขาจะให้ความคุ้มครองเผ่าสมิงที่อาศัยอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหากเผ่าสมิงออกจากอาณาจักรไป เขาก็จะไม่สนความเป็นตายของคนเหล่านั้นอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น การที่บางคนไปเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ ยังอาจนำความรู้และข้อมูลข่าวสารกลับมาได้อีกด้วย
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวแค่นยิ้มขื่น
“ท่านราชาเผ่าสมิง...”
“ถ้าเจ้าอยากจะไป ข้าก็จะไม่ห้ามหรอกนะ เพราะยังไงซะอาณาจักรสมิงของเรามันก็ห่วยแตกเกินเยียวยาจริงๆ นั่นแหละ”
ราชาเผ่าสมิงหาวหวอดก่อนจะพูดขึ้น
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวตีหน้าขรึมกล่าวอย่างจริงจัง
“ฉันไม่ไปไหนหรอกค่ะ ขอให้ท่านราชาเผ่าสมิงวางใจได้”
“เอาล่ะ ออกไปได้แล้ว”
ราชาเผ่าสมิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ค่ะ”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวลอบถอนหายใจ ทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อหล่อนกลับมาถึงลานกว้าง มิอาก็กำลังพาคนไปเปิดรับสมัครคนงานอยู่พอดี
มีโต๊ะนับสิบตัววางเรียงรายอยู่หน้าเครื่องบินขนส่ง บนโต๊ะมีเครื่องเล่นเพลงวางอยู่ ซึ่งกำลังเปิดเสียงประกาศรับสมัครงานวนไปมาซ้ำๆ
ตอนนี้ยังไม่มีชาวเผ่าสมิงคนไหนกล้าเดินเข้าไปสอบถาม ได้แต่จับกลุ่มพูดคุยซุบซิบกันอยู่ห่างๆ
ผู้บัญชาการโก่วโถวเห็นผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกลับมา จึงรีบเอ่ยถามขึ้นทันที
“สินค้าพวกนี้จะเอายังไงดี จะขนกลับไปที่โกดัง หรือว่าจะเอาออกไปขายตอนนี้เลย?”
การที่พวกเขาไปจัดซื้อเสบียงกลับมานั้น ส่วนหนึ่งก็จะนำมาขายให้กับชาวเมืองในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป แต่ก็ไม่ถูกไปกว่าราคาต้นทุนที่รับมาเช่นกัน
“ขนกลับไปไว้ที่โกดังก่อน”
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวกล่าวเสียงเย็นชา
“ตกลง”
ผู้บัญชาการโก่วโถวพยักหน้า เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาและอัศวินเผ่าสมิงทั้งหมดมาช่วยกันขนสินค้าขึ้นรถเทียมอสูร แล้วลากกลับไปเก็บไว้ในโกดังโดยไม่ให้ตกหล่นแม้แต่กระสอบเดียว
“ท่านเสวียนเหนี่ยว ท่านราชาเผ่าสมิงมีท่าทีอย่างไรบ้าง?”
มิอาหันไปมองผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยว
ผู้บัญชาการเสวียนเหนี่ยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่มีความเห็นอะไรหรอก พวกเธอทำตามสบายเถอะ ขอแค่ไม่สร้างความวุ่นวายให้กับความสงบเรียบร้อยของเมืองหลวงก็พอ”
“ได้ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
มิอายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
เธอเรียกพนักงานที่รับผิดชอบเรื่องการรับสมัครคนงานมาหาและกำชับไปสองสามประโยค บอกให้พวกเขาลงมือรับสมัครคนงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขัดขวาง
ผ่านไปไม่นาน ก็มีเผ่าสมิงบางคนที่อดรนทนไม่ไหว เดินเข้าไปสอบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากลองเสี่ยงดู