- หน้าแรก
- ระบบผูกมัดตระกูล พวกเจ้าฝึกไปเถอะ ส่วนข้าแกร่งกว่าสามขั้นใหญ่โดยอัตโนมัติ
- ตอนที่ 23 สังหารทูตตระกูลจิ้ง เก็บดอกเบี้ยล่วงหน้า
ตอนที่ 23 สังหารทูตตระกูลจิ้ง เก็บดอกเบี้ยล่วงหน้า
ตอนที่ 23 สังหารทูตตระกูลจิ้ง เก็บดอกเบี้ยล่วงหน้า
เย่เฟิงเร้นกายออกจากตระกูลเย่อย่างไร้สุ้มเสียง ทะยานตัดผ่านอากาศพุ่งตรงไปยังตระกูลจิ้งแห่งชิงโจวในชั่วพริบตา
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันนี้ ไม่มีผู้ใดในเมืองตงฮวงล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเขาแม้แต่น้อย
หลังจากผ่านเหตุการณ์ตระกูลน่าหลันมา เย่เฟิงก็ตระหนักซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง: การแก้แค้น เด็ดขาดที่จะไม่ปล่อยข้ามคืน
กลางวันล่วงเกินข้า อย่างช้าที่สุดยามสามเจ้าก็ต้องตาย
มิเช่นนั้น อีกฝ่ายไม่เพียงจะไม่ยับยั้งชั่งใจ แต่ยังจะคอยกระโดดออกมายั่วยุครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำยังหาเรื่องใส่ตัวไม่หยุดหย่อน
แม้เย่เฟิงจะไม่เกรงกลัว แต่เขารำคาญที่จะต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาพวกนี้เต็มทน
...
ณ หอหมื่นสมบัติ
หูปู้เหยาเพิ่งกลับมาจากตระกูลเย่ เอนกายอิงแอบพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันเย้ายวน
“นายหญิง! เย่เฟิงกวาดล้างสามตระกูลใหญ่ สังหารน่าหลันชิงอี ตระกูลจิ้งไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่!”
หลิวคงหมิงมีสีหน้าเคร่งเครียด “สามตระกูลใหญ่นั้นสวามิภักดิ์ต่อตระกูลจิ้งมานานแล้ว แต่ละปีต้องส่งบรรณาการให้ไม่ใช่น้อย บัดนี้เมืองตงฮวงทั้งเมืองตกเป็นของตระกูลเย่ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ แต่ยังเป็นการตบหน้าตระกูลจิ้งฉาดใหญ่!”
“จะลนลานไปทำไม?”
หูปู้เหยายกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ
“ตระกูลเย่เองก็ไม่ใช่ธรรมดา เบื้องหลังพวกเขามียอดฝีมือเร้นลับคอยหนุนหลังอยู่”
“แต่ตระกูลจิ้งเชี่ยวชาญการสร้างเครือข่าย เส้นสายในชิงโจวกว้างขวางนัก ซ้ำยังร่วมหัวจมท้ายกับหลายตระกูลใหญ่ ตระกูลเย่แม้จะมียอดฝีมือเร้นลับคอยคุ้มกะลาหัว แต่เกรงว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”
หลิวคงหมิงเสนอแนะ “ข้าขอเสนอให้รายงานเรื่องนี้ไปยังหอหลัก ให้ทางหอหลักออกหน้า ส่งยอดฝีมือมาคุ้มครองตระกูลเย่!”
หูปู้เหยายังคงมีท่าทีนิ่งเฉย ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ จิบชาต่อไปอย่างสบายอารมณ์
เมื่อเห็นท่าทีของนาง หลิวคงหมิงก็ชักจะหงุดหงิดขึ้นมา
“นายหญิง! นักปรุงโอสถระดับสี่ที่อายุแค่ยี่สิบปีเชียวนะ! ท่านรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่ายังไง! อนาคตเขามีสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นปราชญ์โอสถได้เลยนะ! ต่อให้มองไปทั่วทั้งแดนตงเสวียน จำนวนปราชญ์โอสถก็นับนิ้วได้!”
“คนระดับนี้ เราทำได้แค่ผูกมิตรไว้ล่วงหน้า ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด หอหมื่นสมบัติของเราจะพลาดโอกาสนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด!”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน พยายามหว่านล้อมไม่หยุดหย่อน
หูปู้เหยายิ้มบางๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า
“ปรมาจารย์หลิว เมื่อกลางวันท่านยังลั่นวาจาอยู่เลยว่า จะไม่ยอมให้เขาก้าวเท้าออกจากหอหมื่นสมบัติไปได้”
หลิวคงหมิงถึงกับสะอึกไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแก้ตัวว่า
“ถ้าข้ารู้แต่แรกว่าเขาเป็นนักปรุงโอสถระดับสี่ ข้าคงคุกเข่าโขกศีรษะให้ตั้งแต่เขาก้าวพ้นประตูเข้ามาแล้ว! นี่นายหญิง ท่านได้ตั้งใจฟังที่ข้าพูดบ้างไหมเนี่ย!”
“ได้ยินแล้วน่า”
ในที่สุด หูปู้เหยาก็วางถ้วยชาลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ
“เมื่อตอนกลางวัน ข้าได้รายงานเรื่องนี้ให้นายหญิงใหญ่ทราบแล้ว”
“นายหญิงใหญ่จะเดินทางมายังชิงโจวด้วยตัวเอง”
หลิวคงหมิงนิ่งอึ้งไปถึงสามวินาทีเต็มๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เอ่ยด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น
“เช่นนั้นก็ดี... เช่นนั้นก็ดี!”
...
ณ ชิงโจว
ตระกูลจิ้ง
ในฐานะตระกูลใหญ่ผู้กุมอำนาจแห่งชิงโจว เครือข่ายข่าวกรองของตระกูลจิ้งนั้นทรงประสิทธิภาพยิ่งนัก ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งค่อนวันหลังจากตระกูลเย่กวาดล้างสามตระกูลของน่าหลัน ตระกูลจิ้งก็ได้รับข่าวคราวแล้ว
เวลานี้ ภายในโถงใหญ่ตระกูลจิ้งสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
“ไอ้ลูกสุนัข!”
สีหน้าของจิ้งอู๋เหินดำคล้ำสุดขีด “ตระกูลเย่นี่มันไม่เห็นตระกูลจิ้งเราอยู่ในสายตา ไม่เห็นขุมกำลังทั้งหมดในชิงโจวอยู่ในสายตาเลยสักนิด! คิดว่าแค่แข็งข้อต่อนิกายกระบี่ชิงเหลียนได้ แล้วจะสามารถมาเทียบรัศมีกับตระกูลใหญ่ของพวกเราได้อย่างนั้นหรือ!”
ตระกูลจิ้งในฐานะตระกูลใหญ่ที่ยืนยงมานับพันปี มีตระกูลใต้อาณัติมากมายนับไม่ถ้วน ตระกูลน่าหลัน ตระกูลเฉิน และตระกูลจาง ก็คือหนึ่งในนั้น
เหตุใดตระกูลจิ้งถึงกล้าสั่งห้ามทั่วทั้งชิงโจวไม่ให้รับซื้อผลึกวิญญาณของตระกูลเย่ แต่สามตระกูลนั้นกลับกล้าไปกดราคารับซื้อ ก็เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นตัวแทนของตระกูลจิ้งอย่างไรล่ะ!
ใครจะไปคิดว่า กำไรก้อนโตที่วาดหวังไว้จะสูญเปล่า หนำซ้ำลูกสมุนทั้งสามยังโดนตระกูลเย่กวาดล้างไปอีก
“ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน!”
จิ้งอู๋เหินหันหน้าไปทางฝูงชน กล่าวปลุกระดมด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม
“นี่คือการท้าทายอำนาจของตระกูลจิ้ง เป็นการประกาศสงครามกับตระกูลจิ้งของพวกเรา! เรื่องนี้เราจะยอมทนไม่ได้เด็ดขาด!”
สาเหตุที่เขาโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้ ก็สืบเนื่องมาจากน่าหลันชิงอี
สตรีผู้นี้มีกายาพิเศษหาตัวจับยาก เป็นกายาเตาหลอมที่พบเจอได้เพียงหนึ่งในหมื่น การฝึกบำเพ็ญคู่กับนางสามารถยกระดับความเร็วในการบ่มเพาะพลังได้
จิ้งอู๋เหินจ้องตะครุบเหยื่อชิ้นนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ กลับถูกเย่เฟิงชิงฆ่าทิ้งไปเสียก่อน!
เรื่องนี้จะให้ทนได้อย่างไร!
“ถูกต้อง เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้ ตระกูลเย่ต้องชดใช้!”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่มีระดับพลังขอบเขตจิตวิญญาณเอ่ยขึ้น
“และไอ้ฆาตกรเย่เฟิงนั่น ก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
“ตระกูลจิ้งเราหยัดยืนอยู่ในชิงโจวมานับพันปี ไม่ใช่ใครหน้าไหนจะมาลูบคมได้ง่ายๆ!”
“ส่งสารถึงตระกูลใหญ่อื่นๆ หากตระกูลเย่ไม่ยอมจำนน ก็จงรวมพลังทั้งชิงโจว บดขยี้ตระกูลเย่ให้แหลกเป็นจุณ!”
เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลจิ้งพากันส่งเสียงสนับสนุน แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตควบแน่นแก่นแท้เป็นอย่างน้อย
ผู้นำตระกูลจิ้งคนปัจจุบัน จิ้งฉางเซิง ผู้มีพลังระดับขอบเขตเบิกนภา ก็มีสีหน้ามืดครึ้มไม่แพ้กัน
“ระดมยอดฝีมือในตระกูล ติดต่อตระกูลใหญ่อื่นๆ เตรียมพร้อมทำศึก! หากตระกูลเย่ไม่ยอมก้มหัวแต่โดยดี ก็ยาตราทัพสู่เมืองตงฮวง! ฆ่าล้างโคตรตระกูลเย่ซะ!”
เขาหันไปมองผู้อาวุโสคนแรกที่เอ่ยปาก
“น้องหก เจ้าเป็นตัวแทนของข้าไปเยือนเมืองตงฮวง ถ่ายทอดคำสั่งของตระกูลจิ้ง: ภายในหนึ่งวัน ชายฉกรรจ์ทุกคนในตระกูลเย่ต้องปลิดชีพตัวเองเพื่อชดใช้ความผิด! ส่วนตัวการเย่เฟิง ต้องยอมรับการประทับตราวิญญาณ ยอมเป็นข้ารับใช้ตระกูลจิ้งไปชั่วชีวิต!”
“มิเช่นนั้น หลังจากหนึ่งวันผ่านไป เมืองตงฮวงจะไม่เหลือแม้แต่ไก่หรือสุนัขให้เห็น!”
ผู้อาวุโสหกแห่งตระกูลจิ้งรับคำสั่งก่อนจะจากไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น จิ้งอู๋เหินก็ยังรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจนัก เอ่ยแย้งว่า
“ท่านพ่อ ไอ้เย่เฟิงนั่นจะปล่อยมันไปง่ายๆ ไม่ได้ ต้องกำจัดมันให้สิ้นซากสิขอรับ!”
จิ้งฉางเซิงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
“ไอ้เด็กนั่นไม่กี่วันก่อนยังเป็นแค่สวะ แต่วันนี้กลับสามารถสังหารน่าหลันเจี๋ยกับพวก ก้าวเข้าสู่ขอบเขตควบแน่นแก่นแท้ได้ในรวดเดียว พรสวรรค์นับว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับยาก ฆ่าทิ้งก็น่าเสียดาย สู้เก็บไว้เป็นสุนัขรับใช้ให้ตระกูลจิ้งเราจะดีกว่า”
แม้จิ้งอู๋เหินจะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ
...
อีกด้านหนึ่ง
ขณะที่เย่เฟิงกำลังมุ่งหน้าสู่ชิงโจว เบื้องหน้าในห้วงอากาศก็ปรากฏแสงสายหนึ่งพุ่งวาบมา
ความเร็วของลำแสงนั้นรวดเร็วยิ่งนัก เทียบชั้นกับยอดฝีมือขอบเขตเบิกนภาก็คงไม่ช้าไปกว่ากันเท่าใดนัก
เมื่อเพ่งตามอง ก็พบว่าเป็นเรือเหาะลำหนึ่ง
บนตัวเรือเหาะ สลักอักษรคำว่า "จิ้ง" ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม นั่นคือตราสัญลักษณ์ของตระกูลจิ้ง
ดวงตาของเย่เฟิงหรี่แคบลงเล็กน้อย
นั่นคือคนของตระกูลจิ้ง
และดูจากทิศทางการเคลื่อนที่แล้ว เป้าหมายของพวกมันก็คือเมืองตงฮวง
ใบหน้าของเย่เฟิงเย็นเยียบลงในพริบตา เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทะลุปรุโปร่งในทันที
ด้วยเครือข่ายข่าวกรองของตระกูลจิ้ง ป่านนี้พวกมันคงรู้ข่าวแล้ว และในเวลานี้ การที่ยอดฝีมือขอบเขตควบแน่นแก่นแท้ของตระกูลจิ้งคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองตงฮวง...
จุดประสงค์นั้นย่อมชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
แววตาของเย่เฟิงเยือกเย็นจนน่าขนลุก
ดังนั้น เขาจึงไม่รอช้า รวบรวมพลังฝ่ามือเก้ามังกรสยบโลกันตร์แล้วฟาดออกไปหนึ่งฝ่ามือ
บนเรือเหาะ ผู้อาวุโสหกแห่งตระกูลจิ้งยืนเอามือไพล่หลัง สายตาหยิ่งผยอง
ในสายตาของเขา การเดินทางครั้งนี้ก็แค่การไปอวดเบ่งบารมี ตระกูลเย่จะกล้าแตะต้องเขาหรือ?
แต่จู่ๆ ทำไมฟ้าถึงมืดลงล่ะ?
เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปเบื้องบน ก็เห็นฝ่ามือสีทองขนาดยักษ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ฝ่ามือใหญ่นั่นมันช่างใหญ่โตมโหฬารเสียเหลือเกิน เกิดมาทั้งชีวิตเขายังไม่เคยเห็นฝ่ามือที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย!
ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ผู้อาวุโสหกแห่งตระกูลจิ้งกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า: เจ้าเคยเห็นเพลงกระบี่... เอ้ย เพลงฝ่ามือที่ฟาดลงมาจากสวรรค์บ้างไหม?
เขาได้เห็นแล้ว
ไม่รู้ว่านี่จะนับว่าการเกิดมาชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดได้หรือเปล่านะ
ฝ่ามือสีทองขนาดยักษ์ที่แฝงไปด้วยแรงกดดันระดับทำลายล้างโลก พุ่งลงมาประทับร่างราวกับเขาไท่ซานถล่มทลาย
เรือเหาะทั้งลำและผู้คนบนนั้น รวมไปถึงผู้อาวุโสหกแห่งตระกูลจิ้ง ล้วนถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง
ตายจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
“ถือซะว่าเก็บดอกเบี้ยล่วงหน้าก็แล้วกัน”
เย่เฟิงมีแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก เขารั้งฝ่ามือกลับ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ตระกูลจิ้งต่อไป
...
ณ ตระกูลจิ้ง
จิ้งฉางเซิงนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ขนาบข้างด้วยบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง
ฝ่ายชายสวมชุดคลุมสีฟ้า บริเวณหน้าอกปักลายยอดเขา นั่นคือรองประมุขแห่งนิกายหลานชาง!
ส่วนฝ่ายหญิงอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีม่วง ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวให้ดูยั่วยวนชวนหลงใหล ใบหน้างดงามหยดย้อย
“ขอบคุณท่านทั้งสองที่กรุณามาช่วยเหลือ จิ้งฉางเซิงผู้นี้จะไม่มีวันลืมบุญคุณ”
บุรุษผู้นั้นโบกมือไปมา พลางแย้มยิ้ม
“นิกายหลานชาง สมาคมนักปรุงโอสถ และตระกูลจิ้ง พวกเราต่างก็ลงเรือลำเดียวกัน ผู้นำตระกูลจิ้งไม่ต้องเกรงใจไป”
สตรีผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น นางคือประธานสมาคมนักปรุงโอสถสาขาชิงโจว!
“ถูกต้อง การกระทำของตระกูลเย่ในครั้งนี้ถือเป็นการลบหลู่คนทั้งชิงโจว พวกเราจะนิ่งดูดายไม่ได้เด็ดขาด! สมาคมนักปรุงโอสถชิงโจวจะต้องจัดการผู้ชายคนนี้ให้จงได้!”
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสแห่งตระกูลจิ้งคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา น้ำเสียงร้อนรน
“ท่านผู้นำ! แย่แล้วขอรับ! ผู้อาวุโสหกสิ้นชีพแล้ว!”
---