- หน้าแรก
- ขโมยวาสนาท้าลิขิตสวรรค์
- (✓) EP 158: (ตอนฟรี!) หมัดมหาตะวัน ซูฉานฉาน
(✓) EP 158: (ตอนฟรี!) หมัดมหาตะวัน ซูฉานฉาน
(✓) EP 158: (ตอนฟรี!) หมัดมหาตะวัน ซูฉานฉาน
(✓) EP 158: หมัดมหาตะวัน ซูฉานฉาน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนอนไหมอ้วนก็ลุกขึ้นยืน เสียงใสแจ๋วดุจระฆังเงินดังขึ้น “ก่อนที่ข้าผู้เป็นเทพธิดาจะบอกเล่าความเป็นมาของตนเอง เจ้าจงบอกข้ามาก่อนว่าที่นี่คือที่ใด?”
“ดินแดนไท่เสวียน ภายในดินแดนลับปรากฏการณ์สวรรค์” ซูเสวียนจวินเอ่ยตอบ
“ดินแดนไท่เสวียน... ช่างเป็นชื่อที่คุ้นหูนัก ดูเหมือนว่าจะเป็นโลกต้นกำเนิดของยอดคนสูงสุดไท่เสวียนกระมัง” หนอนไหมอ้วนพึมพำ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้าจงฟังให้ดี เทพธิดาอย่างข้ามาจากแดนเบื้องบน หรือก็คือแดนสวรรค์ในความเข้าใจของพวกเจ้านั่นแหละ”
“แดนสวรรค์งั้นหรือ?!” ซูเสวียนจวินจ้องมองหนอนไหมอ้วนด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ พลางเอ่ย “เจ้าบอกว่าตนเองมาจากแดนสวรรค์ ทว่าเท่าที่ข้ารู้ ผู้ใดก็ตามที่บรรลุมรรคาเหินฟ้าสู่แดนสวรรค์แล้ว ย่อมไม่อาจหวนลงมาสู่แดนเบื้องล่างได้อีก แล้วเจ้าลงมาจากแดนสวรรค์ได้อย่างไรเล่า?”
“มิใช่ว่าคนของแดนสวรรค์จะลงมาไม่ได้ ทว่าการจะลงมาสู่แดนเบื้องล่างนั้น จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัส หากไม่มีผลประโยชน์มหาศาล พวกเขาก็ย่อมไม่ยินยอมลงมาหรอก” หนอนไหมอ้วนอธิบาย “ส่วนเทพธิดาอย่างข้า เพื่อที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาสวรรค์โบราณแขนงหนึ่ง จึงผนึกตนเองไว้ในโลงหยก ปล่อยให้ล่องลอยไปในห้วงแห่งความว่างเปล่า ทว่าคงจะเกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้นเป็นแน่ จึงร่วงหล่นจากแดนสวรรค์มาสู่โลกเบื้องล่างเช่นนี้”
“โอ้ ดูจากสภาพของเจ้าแล้ว การฝึกฝนเคล็ดวิชาสวรรค์โบราณคงจะล้มเหลวสินะ” ซูเสวียนจวินเอ่ยถาม
“สำเร็จแล้ว ทว่าก็ไม่ถือว่าสำเร็จอย่างสมบูรณ์” หนอนไหมอ้วนทำหน้าย่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม “ข้าผลัดเปลี่ยนกายาได้สำเร็จ ทว่าดันเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นนิดหน่อยนิดเดียวจริงๆ จึงทำให้ข้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
“สภาพเช่นนี้นี่นะที่เรียกว่าเหตุสุดวิสัยนิดหน่อย?” ซูเสวียนจวินปรายตามองมัน ทว่าเขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงในประเด็นนี้ให้มากความ พลางเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ในเมื่อเจ้าเป็นเทพธิดาจากแดนสวรรค์ ย่อมต้องครอบครองทักษะยุทธ์ระดับเทพเทวะอยู่ไม่น้อยเป็นแน่ จงบอกทักษะยุทธ์ที่เจ้ารู้มาให้หมดเสีย”
“เหตุใดข้าต้องมอบทักษะยุทธ์ระดับเทพให้แก่เจ้าด้วยเล่า?” หนอนไหมอ้วนแผดเสียงร้องโวยวาย
ซูเสวียนจวินหิ้วคอมันขึ้นมา พลางเอ่ย “เจ้าต้องรู้ไว้นะว่าในโลกหล้าไม่มีของฟรี หากเอาแต่กินเปล่าอยู่ฟรี ไม่เพียงแต่ผู้คนจะรังเกียจ แม้แต่สุนัขยังขยะแขยงเลย”
ฟวับ!...
หนอนไหมอ้วนดิ้นหลุดจากมือของซูเสวียนจวิน ก่อนจะลอยตัวเชิดหน้าอยู่กลางอากาศ พลางเอ่ย “การที่เจ้าได้สนทนากับเทพธิดาที่งดงามหยาดฟ้ามาดิน เลอโฉมล่มเมืองสะท้านปฐพี ซ้ำยังมีชะตาต้องเป็นเซียนเทวะอย่างข้า ถือเป็นวาสนาที่เจ้าสั่งสมมาถึงแปดชาติเชียวนะ แล้วเจ้ายังกล้ามาทวงบุญคุณกับข้าอีกหรือ?”
ซูเสวียนจวินคว้าตัวหนอนไหมอ้วนกลับมา แล้วเริ่มลูบคลำค้นหาบนตัวของมัน
“อ๊าย... เจ้าจะทำอันใดน่ะ?” หนอนไหมอ้วนกรีดร้องลั่น ก่อนจะพุ่งพรวดหนีออกไปไกลลิบ
“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมมอบทักษะยุทธ์มาให้ ข้าก็คงต้องลงมือเอาเอง เจ้าเป็นคนจากแดนสวรรค์ ระดับการฝึกตนย่อมสูงส่ง แม้จะผ่านการผลัดเปลี่ยนกายามา ทว่าภายในร่างกายย่อมต้องหล่อหลอมอักขระชะตาแท้เอาไว้เป็นแน่ ข้าก็ทำได้เพียงต้องงมหาและทำความเข้าใจเอาเองเท่านั้น” ซูเสวียนจวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าผลัดเปลี่ยนกายาจนถือกำเนิดใหม่แล้ว อักขระชะตาแท้ในร่างกายล้วนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว หากเจ้ายังกล้ามาแตะเนื้อต้องตัวข้าอีก รอให้ข้าฟื้นฟูพลังกลับมาได้เมื่อใด ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจ” หนอนไหมอ้วนเอ่ยข่มขู่
ซูเสวียนจวินเมินเฉยต่อคำขู่ของมัน เขาจ้องมองมันเขม็ง พลางเอ่ย “หากเจ้าไม่ยอมมอบทักษะยุทธ์ให้ข้า เช่นนี้ข้าก็คงลำบากใจแย่”
หนอนไหมอ้วนถูกจ้องจนรู้สึกอึดอัด จึงเอ่ยขึ้น “ช่างเถอะ ภายภาคหน้ายังต้องพึ่งพาเจ้าอยู่ ข้าจะถ่ายทอดทักษะยุทธ์ระดับเทพให้เจ้าสักแขนงก็แล้วกัน”
ซูเสวียนจวินลอบยินดีอยู่ในใจ เขาเพียงแค่หยั่งเชิงดูเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะได้ทักษะยุทธ์ระดับเทพเทวะมาครอบครองจริงๆ
“ทักษะยุทธ์นี้มีนามว่าหมัดมหาตะวัน แตกฉานมาจากทักษะยุทธ์เทพสุริยัน” หนอนไหมอ้วนกล่าว “เทพสุริยันนั้นคือมหาทักษะยุทธ์อันไร้ขอบเขต จัดอยู่ในอันดับที่สามสิบหกของทำเนียบทักษะยุทธ์แห่งแดนสวรรค์ ทว่าข้าเองก็ไม่เคยได้รับทักษะยุทธ์เทพสุริยันฉบับสมบูรณ์มาหรอกนะ”
“ทว่าด้วยระดับการฝึกตนของเจ้าในยามนี้ ลำพังเพียงหมัดมหาตะวันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว”
เอ่ยจบ มันก็เริ่มท่องคัมภีร์ทีละวรรค อธิบายเคล็ดวิชาอันลึกล้ำของหมัดมหาตะวันออกมา ซูเสวียนจวินหยิบเมล็ดบัวบรรลุมรรคาออกมา แล้วเริ่มทำความเข้าใจอย่างเงียบๆ
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม หนอนไหมอ้วนจึงอธิบายเคล็ดลับของหมัดมหาตะวันจนจบสิ้น ซูเสวียนจวินจดจำคัมภีร์และเคล็ดวิชาทั้งหมดเอาไว้ในใจ ก่อนจะเริ่มโคจรปราณกัง เพื่อฝึกฝนหมัดมหาตะวัน
เพียงไม่นาน ภายใต้การฝึกซ้อมของเขา รอบกายก็แผ่แสงสีทองจางๆ ออกมา กำปั้นสาดแสงเจิดจรัสราวกับดวงตะวันที่ลุกโชน บาดตาและงดงามตระการตายิ่งนัก มันปลดปล่อยลำแสงเทพศักดิ์สิทธิ์สาดส่องไปทั่วทั้งถ้ำ
“สมแล้วที่เป็นทักษะยุทธ์ระดับเทพเทวะ เพียงแค่เพิ่งเริ่มฝึกฝน ยังไม่ทันบรรลุขั้นแรก ก็มีอานุภาพถึงเพียงนี้แล้ว” ซูเสวียนจวินพึงพอใจในอานุภาพของทักษะยุทธ์นี้เป็นอย่างยิ่ง
เขาปรายตามองหนอนไหมอ้วนที่กำลังจ้องเมล็ดบัวบรรลุมรรคาตาเป็นมัน พลางเอ่ย “เจ้าตัดใจเสียเถอะ ข้าไม่มีทางให้เจ้ากินเมล็ดบัวบรรลุมรรคาหรอกนะ”
“เทพธิดาอย่างข้ายอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้าไปแล้ว เจ้าอย่าได้ทอดทิ้งข้านะ” หนอนไหมอ้วนโอดครวญ
“พอได้แล้ว พูดจาราวกับว่าข้าไปทำมิดีมิร้ายอันใดเจ้ายังงั้นแหละ ก็แค่อยากได้สมุนไพรวิญญาณไม่ใช่หรือ เอ้า รับไป” ซูเสวียนจวินโยนสมุนไพรวิญญาณให้อีกต้น
หนอนไหมอ้วนกลืนกินสมุนไพรวิญญาณต้นนั้นจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “คุยกันมาตั้งนาน ข้ายังไม่รู้ชื่อแซ่ของเจ้าเลย”
“ซูเสวียนจวิน”
“ซูเสวียนจวินงั้นหรือ ภายภาคหน้าเจ้าจงเรียกข้าว่าท่านเทพธิดาก็แล้วกัน” หนอนไหมอ้วนเชิดหน้า
ซูเสวียนจวินถึงกับพูดไม่ออก เขารู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า หลังจากหนอนไหมอ้วนตัวนี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาจนผลัดเปลี่ยนกายาถือกำเนิดใหม่แล้ว สมองของมันก็คงจะถูกผลัดเปลี่ยนจนเพี้ยนตามไปด้วยเป็นแน่
“ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าก็แล้วกัน ในเมื่อภายภาคหน้าเจ้าต้องติดตามข้า ก็ให้ใช้แซ่ซูตามข้าก็แล้วกัน และในเมื่อเจ้าเป็นหนอนไหม เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าซูพั่งฉาน ชื่อนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ซูเสวียนจวิน เจ้าตั้งชื่อบ้าบออันใดของเจ้าเนี่ย” หนอนไหมอ้วนแสดงความไม่พอใจ
“เช่นนั้นต่อไปก็เรียกเจ้าว่าซูฉานฉานก็แล้วกัน” ซูเสวียนจวินสรุป
“ซูฉานฉานงั้นหรือ... แม้จะยังระคายหูอยู่บ้าง ทว่าเทพธิดาอย่างข้าจะฝืนใจยอมรับไว้ก็แล้วกัน” หนอนไหมอ้วนซูฉานฉานเอ่ย
ซูเสวียนจวินจ้องมองซูฉานฉาน พลางเอ่ยถามขึ้นอย่างนึกสงสัย “ข้าอยากรู้จริงๆ เลยว่า หลังจากที่เจ้าผลัดเปลี่ยนกายาถือกำเนิดใหม่จนมีระดับการฝึกตนอ่อนแอถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดจึงกล้ามาต่อรองกับข้า ซ้ำยังกล้าบอกเล่าความเป็นมาที่แท้จริงของเจ้าให้ข้าฟังอีก เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะใช้วิชาสืบค้นวิญญาณกับเจ้าหรืออย่างไร?”
ซูฉานฉานมุดตัวกลับเข้าไปในโลงหยก พลางเอ่ยตอบ “เทพธิดาอย่างข้าย่อมครอบครองทักษะยุทธ์ระดับเทพไว้ไม่น้อย ในบรรดานั้นมีทักษะยุทธ์แขนงหนึ่งที่สามารถมองทะลุถึงเจตนาดีร้ายของผู้คนได้ จากตัวเจ้า... ข้าสัมผัสได้ถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งรังสีอำมหิตแม้แต่น้อย”
“เจ้าคิดว่าผู้อื่นได้โลงหยกนี้ไปแล้วจะเปิดมันออกได้ง่ายๆ หรือ? หากข้าไม่อนุญาต อย่าว่าแต่ระดับการฝึกตนแค่ขั้นตำหนักม่วงวิญญาณอย่างเจ้าเลย ต่อให้เป็นตัวตนระดับเทพเทวะก็ไม่อาจเปิดโลงหยกใบนี้ได้”
“เอาล่ะ เทพธิดาอย่างข้าเหนื่อยแล้ว ข้าจะเข้าไปบำเพ็ญเพียรในโลงหยก หากมีเรื่องอันใดก็ค่อยเรียกข้าก็แล้วกัน” ซูฉานฉานเลื้อยเข้าไปในโลงหยก ก่อนจะดึงฝาโลงปิดลงจนสนิท
ซูเสวียนจวินสะบัดแขนเสื้อ เก็บโลงหยกเข้าไป จากนั้นก็ก้าวเดินออกจากถ้ำ พร้อมกับถอนค่ายกลกระบี่
“ชั้นที่หกแห่งนี้ มีวาสนาระดับสีน้ำเงินอยู่หลายแห่ง และวาสนาระดับสีครามอยู่นับสิบแห่ง เดิมทีข้าก็ไม่ได้สนใจวาสนาระดับสีครามเท่าใดนัก เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นทางผ่าน ทว่าบัดนี้ดันมีหนอนไหมอ้วนจอมตะกละขี้เกียจมาให้เลี้ยงดูเพิ่มอีกตัว วาสนาย่อมยิ่งมากยิ่งดี”
ซูเสวียนจวินหยิบหยกแผนที่ออกมา เมื่อตรวจสอบทิศทางแน่ชัดแล้ว เขาก็เหินร่างทะยานหายไปลับตา
หลายชั่วยามให้หลัง ซูเสวียนจวินก็แอบฉกฉวยวาสนาระดับสีครามไปนับสิบแห่ง และวาสนาระดับสีน้ำเงินอีกหลายแห่ง กอบโกยสมุนไพรวิญญาณและสมุนไพรวิเศษมาได้เป็นจำนวนมาก
“ชั้นที่หกแห่งนี้ หากจำไม่ผิด ดูเหมือนจะมีวาสนาระดับสีแดงของหลี่เฉินซ่อนอยู่แห่งหนึ่งนี่นา”
ข้อมูลของวาสนาแห่งนั้นผุดขึ้นในห้วงความคิดของซูเสวียนจวิน ทว่าในเวลานั้นเอง ยันต์สื่อสารบนตัวเขาก็เปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมา
เขากวาดสัมผัสเทวะตรวจสอบดู ก่อนจะพึมพำกับตนเอง “ช่างบังเอิญเสียจริง ศิษย์พี่หญิงฉินส่งข้อความมาหา สถานที่ที่นางต้องการให้ข้าไป ดันเป็นที่ตั้งของวาสนาแห่งนั้นพอดี”
เขาขยับกาย เหินร่างทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็ร่อนลงเบื้องหน้าป่าไผ่แห่งหนึ่ง
“ศิษย์น้องซู เจ้ามาแล้ว” ซูเสวียนจวินพบตัวฉินอวี้เซียนอย่างรวดเร็ว
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงฉินอวี้เซียนเท่านั้น ทว่าฉินอวี้เซียวก็อยู่ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ข้างกายของคนทั้งสองยังมีชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วงที่มีสีหน้าไร้อารมณ์ยืนอยู่อีกหลายคน
เขาเพียงแค่กวาดตามอง ก็รู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คือผู้ถูกผนึก ซึ่งไม่ได้สังกัดวิหารเต๋า ทว่ามาจากราชวงศ์จื่ออิน
“ศิษย์พี่หญิงฉิน ท่านส่งข้อความมาให้ข้าเดินทางมาที่นี่ มีเรื่องอันใดต้องการให้ข้าช่วยเหลือหรือ?” ซูเสวียนจวินเอ่ยถาม
“ช่วยเหลือหรือ? เจ้าประเมินตนเองสูงส่งเกินไปแล้วกระมัง ก็แค่เพราะเจ้าเป็นศิษย์วิหารเต๋า สังกัดสำนักเดียวกับแม่นางฉิน นางจึงเมตตาสนับสนุนเจ้าก็เท่านั้น” ในเวลานั้นเอง น้ำเสียงที่แฝงแววดูแคลนก็ดังขึ้น