- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู่ยุคดวงดาว สตรีมไลฟ์สอนลูกสัตว์บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 350 แข็งนักมักหักง่าย อ่อนโยนสยบแข็งกร้าว
บทที่ 350 แข็งนักมักหักง่าย อ่อนโยนสยบแข็งกร้าว
บทที่ 350 แข็งนักมักหักง่าย อ่อนโยนสยบแข็งกร้าว
"แข็งนักมักหักง่าย อ่อนโยนสยบแข็งกร้าว?"
"ความดีสูงสุดเปรียบดั่งสายน้ำ?"
"ในใต้หล้าไม่มีสิ่งใดอ่อนโยนและโอนอ่อนไปกว่าน้ำ แต่หากจะเอาชนะความแข็งแกร่ง กลับไม่มีสิ่งใดเทียบเทียมได้?"
"น้ำนั้นอ่อนโยนที่สุด แต่ก็แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน... ความอ่อนโยนที่สุดในใต้หล้า สามารถสยบความแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าได้?"
ในหัวของสือยวนกำลังเกิดพายุความคิดอย่างหนัก
อ่อนโยนที่สุดจนกลายเป็นแข็งแกร่งที่สุด...
แข็งแกร่งที่สุดจนกลายเป็นอ่อนโยนที่สุด...
พลังก็สมควรจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน!
สือยวนค่อย ๆ หลับตาลง จมดิ่งสู่ห้วงความคิดอย่างลึกซึ้ง
ถ้าเจียงอวี่ซีอยู่ในเหตุการณ์ล่ะก็ คงต้องถอนหายใจชื่นชมพรสวรรค์อันล้ำเลิศของเสือขาวน้อยเจียงโย่วอันอีกเป็นแน่
ถึงแม้มนุษย์สัตว์ในที่นั้น จะไม่รู้ว่าสือยวนกำลังเกิดพายุความคิดอะไรอยู่ในหัว แต่มนุษย์สัตว์ระดับสูง มักจะมีสิ่งที่เรียกว่าสัมผัสที่หกเสมอ
พวกเขาสัมผัสได้ลาง ๆ ว่าสภาวะขององค์รัชทายาทในตอนนี้สำคัญมาก จึงพากันเงียบกริบอย่างรู้ใจ ไม่เข้าไปรบกวนสือยวนในเวลานี้
หนึ่งก้านธูปผ่านไป สือยวนก็ลืมตาขึ้น
เขาแบมือออก พลังงานสีเงินกลุ่มหนึ่งหมุนวนอยู่บนฝ่ามือ
ดูอ่อนแอ ไร้พิษสง แถมยังเปล่งแสงเรืองรองอบอุ่นอีกต่างหาก?
ถ้าไม่ใช่เพราะการเคลื่อนไหวของสือยวน มนุษย์สัตว์ในที่นั้นคงไม่มีทางสังเกตเห็นกลุ่มพลังงานที่ปราศจากความผันผวนใด ๆ กลุ่มนี้เลย
มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว กับพลังอันแข็งกร้าวที่สือยวนเคยรวบรวมออกมาเมื่อก่อน
โอดิสเซียส: "ฝ่าบาท นี่คือ..." หรือว่าองค์รัชทายาทเจียงโย่วอันจะฝึกวิชามั่วซั่ว จนทำให้พลังเดิมของฝ่าบาทสือยวนปั่นป่วนไปหมดแล้ว?
หลิ่นคิดไปไกลกว่านั้น เขาคิดไปถึงขั้นที่ว่า ถ้าเกิดในสนามรบกับเผ่าเซิร์กไม่มีองค์รัชทายาทสือยวน จะทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากจักรวรรดิยังไงดี บางทีอาจจะต้องให้องค์จักรพรรดิ เสด็จนำทัพมาด้วยองค์เองแล้วมั้ง
ในจักรวรรดิตอนนี้ มนุษย์สัตว์ที่พอจะมีความหวังในการต่อต้านการควบคุมพลังจิตของราชินีเผ่าเซิร์ก ซึ่งไม่รู้ว่าจะโผล่มาที่สนามรบไหน ก็มีแค่องค์จักรพรรดิกับองค์รัชทายาทเท่านั้น
สือยวนเพียงแค่พลิกความคิด กลุ่มพลังงานบนฝ่ามือก็แผ่รังสีอันตรายถึงขีดสุดออกมาทันที
ทหารที่เพิ่งเข้ามารายงานกับโอดิสเซียส ถูกแรงกดดันจนหลังงองุ้ม ยืดหลังไม่ขึ้นแล้ว
มีเพียงหลิ่นที่อาศัยพรสวรรค์ระดับ S ของตัวเองและประสบการณ์ที่หล่อหลอมมาจากสนามรบ ถึงพอจะฝืนประคองท่าทางเดิมไว้ได้
สือยวนกำมือ พลิกฝ่ามือเก็บกลุ่มพลังงานนั้นกลับไป
หลิ่น: "ฝ่าบาท พลังของพระองค์?"
โอดิสเซียส: "แข็งแกร่งขึ้นนี่ครับ ทำได้ยังไงเนี่ย?"
สือยวน: "ก่อนหน้านี้เผ่าเสือขาวมุ่งเน้นแต่จะไขว่คว้าพลังที่แข็งกร้าวเพียงอย่างเดียว แต่แข็งนักมักหักง่าย ตึงนักมักขาด"
โอดิสเซียส: "นั่นเป็นข้อเสียในการบำเพ็ญเพียรของเผ่าเสือขาวจริง ๆ นั่นแหละครับ แต่ถ้าไม่มุ่งเน้นไปที่ความแข็งกร้าวถึงขีดสุด ก็จะสูญเสียจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของเผ่าเสือขาวไปนะครับ" นี่คือข้อสรุปที่บรรพบุรุษราชวงศ์เผ่าเสือขาวได้จากการลองผิดลองถูกมาตลอดหลายพันปี
สือยวน: "ใช่ แต่แข็งนักมักหักง่าย ส่วนความอ่อนโยนกลับทำให้ไร้พ่าย พลังสามารถเป็นได้ทั้งแข็งแกร่งที่สุดและอ่อนโยนที่สุด"
ระหว่างที่พูด สือยวนก็รวบรวมกลุ่มพลังงานขึ้นมาบนฝ่ามืออีกครั้ง แล้วโยนใส่โอดิสเซียส
ทำเอาท่านหมอทหารผู้เคร่งขรึมตกใจจนร้องลั่น: "ฝ่าบาท กระหม่อมรับใช้จักรวรรดิมาตลอดสามร้อยกว่าปีอย่างสุดความสามารถ ทำไมพระองค์ถึงต้องลงไม้ลงมือกับกระหม่อมด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ?"
ในฐานะแพทย์ทหารประจำตัวขององค์รัชทายาทสือยวน ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงพลังทำลายล้างจากพลังของสือยวนดีไปกว่าโอดิสเซียสอีกแล้ว
แต่จนกระทั่งกลุ่มพลังงานนั้นกระทบตัว เขากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ เลย
กลับรู้สึกเหมือนถูกก้อนสำลีปาใส่... งั้นเหรอ?
โอดิสเซียสลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย กลุ่มพลังงานสีเงินลอยอยู่ตรงหน้าเขา
"ฝ่าบาท นี่..."
กลุ่มพลังงานสีเงิน "กระโดด" ดึ๋ง ๆ ไปบนหน้าเขา...
โอดิสเซียสหัวเราะร่วน: "ไม่เจ็บ ไม่เจ็บจริง ๆ ด้วย!"
หลิ่นถามด้วยความประหลาดใจ: "ฝ่าบาท พลังของพระองค์ทำไมถึง..."
พลังของราชวงศ์จักรวรรดิเผ่าเสือขาว มีพลังทำลายล้างสูงมาก ทำร้ายทั้งศัตรูและตัวเอง ไม่เคยมีความอ่อนโยนแบบนี้มาก่อนเลย
สือยวน: "เป็นการบ้านของเจียงโย่วอันน่ะ ถ้าฉันเดาไม่ผิด วิชาที่เรียกว่าภาษากลางแห่งยุคดวงดาว ก็คือวิถีการบำเพ็ญเพียรของโรงเรียนอนุบาลนั่นเอง"
นี่เป็นครั้งแรกที่สือยวนเรียกชื่อ "เจียงโย่วอัน" เมื่อก่อนเวลาสือยวนจะเรียก "เจียงโย่วอัน" เขามักจะใช้คำว่า "เขา" แทนเสมอ
เขาไม่เชื่อหรอกว่ามนุษย์สัตว์ที่สูญเสียความทรงจำคนนั้น คือตัวเขาในวัยหกเจ็ดแปดขวบ
เพราะถึงแม้จะเป็นตอนก่อนสามขวบ ที่ร่างสัตว์ของเขายังเป็นแค่ลูกสัตว์ตัวน้อย เขาก็ไม่มีทางทำเรื่องน่าขายหน้าแบบนั้นเด็ดขาด!
ไม่มีทางใช้ประโยชน์จากรูปร่างเล็ก ๆ ของตัวเอง แล้วยังเจ้าเล่ห์แอบย้อมขนเป็นสีดำ เพื่อไปหลอกลวงมนุษย์สัตว์เพศเมียที่ตกอับ หลอกกินหลอกดื่มแถมยังแกล้งทำตัวอ่อนแออีกต่างหาก
แกล้งทำตัวอ่อนแอก็ช่างเถอะ ดันมีสองหน้าอีก
เวลาอยู่ต่อหน้าสัตว์ร้าย ก็ฆ่าล้างผลาญเรียบ แน่นอนว่านี่คือเรื่องปกติ
แต่พออยู่ต่อหน้าเพศเมียตัวน้อย กลับแกล้งทำตัวอ่อนแอไร้ทางสู้ ขนาดโต๊ะสูงแค่ 75 เซนติเมตรยังกระโดดขึ้นไปไม่ได้ แถมยังเบิกตากว้าง เอียงคอ ใช้สายตาชวนคลื่นไส้แบบนั้น เพื่อเรียกร้องความสงสารจากเพศเมียตัวน้อยอีก...
นอกจากนี้ ยังส่งเสียงร้อง "หงิง ๆ" แบบที่ลูกสัตว์แรกเกิดเท่านั้นที่จะร้องออกมาได้ ขนาดเสียงคำราม "โฮก" "แฮ่" ที่ควรจะดุดันน่าเกรงขาม ก็ยังร้องออกมาซะดูอ่อนแอไร้ทางสู้สุด ๆ
สือยวนทนดูได้แค่สิบนาที ก็ทนดูต่อไม่ไหวแล้ว
แม้แต่คำพูดที่หลิ่นถ่ายทอดมาเกี่ยวกับ "คำกำชับนักกำชับหนาของท่านเจียงอวี่ซี" เขาก็ยังฟังไม่จบเลย
เพราะมันเป็นอะไรที่ฟังแล้วชวนให้มนุษย์สัตว์ต้องสงสัยในสัจธรรมของชีวิตจริง ๆ
เขา องค์รัชทายาทเพียงพระองค์เดียวของจักรวรรดิ องค์รัชทายาทผู้สง่างาม จะเป็นมนุษย์สัตว์เพศผู้ที่ "กลัวความมืด กลัวเจ็บ ติดคน ขี้อ้อน แล้วยังเรื่องมากเรื่องกิน..." แบบที่หลิ่นพูดได้ยังไงกัน!
ต่อให้จะเป็นตัวเขา ตอนที่สติปัญญาแค่สามสี่ขวบก็เถอะ
(ตอนที่เจียงโย่วอันไปถึงโรงเรียนอนุบาลใหม่ ๆ สติปัญญาอยู่ที่สามสี่ห้าขวบ ต่อมาผ่านการบำเพ็ญเพียรและเลื่อนระดับอย่างต่อเนื่อง ถึงได้กลายมาเป็นเจ็ดแปดเก้าขวบอย่างในตอนนี้)
ดังนั้น เขาถึงไม่เคยคิดเลยว่าเจียงโย่วอันกับเขาคือมนุษย์สัตว์ตัวเดียวกัน
โอดิสเซียสเอาแต่บีบ ๆ นวด ๆ กลุ่มพลังงานสีเงินบนฝ่ามือไปมา ดูเหมือนจะสนุกกับมันมาก
หลิ่น: "ใช่ครับ นี่แหละคือเรื่องที่กระหม่อมอยากจะรายงานพระองค์ องค์รัชทายาทเจียงโย่วอันมีวิถีการบำเพ็ญเพียรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโรงเรียนอนุบาลครับ ได้ยินว่าเป็นท่านเจียงอวี่ซีที่สอนให้
ตอนที่พาร่างขององค์รัชทายาทเจียงโย่วอันที่กำลังหลับใหลกลับมาจากดาวไห่หลาน ท่านเจียงอวี่ซีก็เคยบอกกับกระหม่อมเหมือนกันว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้ฝ่าบาทได้รับบาดเจ็บสาหัสจนกระทบถึงรากฐาน ถึงแม้จะรักษาหายแล้ว แต่ต่อไปห้ามบำเพ็ญเพียรวิชาที่แข็งกร้าวแบบนั้นอีกเด็ดขาด ต้องบำเพ็ญเพียรตามวิชาที่องค์รัชทายาทเจียงโย่วอันเรียนมาต่อไป..."
หลิ่น: "แต่ตอนหลังพระองค์รับสั่งว่าไม่อยากฟังเรื่องขององค์รัชทายาทเจียงโย่วอัน กระหม่อมก็เลยไม่ได้เล่าเรื่องนี้ต่อครับ
เพราะท่านเจียงอวี่ซีบอกไว้ว่า ถึงแม้พระองค์จะตื่นขึ้นมาแล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถและไม่มีทางเปลี่ยนวิชาบำเพ็ญเพียรได้
ยกเว้นเสียแต่ว่า พระองค์จะหาวิชาบำเพ็ญเพียรที่ระดับสูงกว่าวิชาที่องค์รัชทายาทเจียงโย่วอันกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ได้ ถึงจะมีโอกาสเริ่มบำเพ็ญเพียรใหม่ได้ครับ"
สือยวนเงียบไป มิน่าล่ะ พอตื่นขึ้นมาถึงได้รู้สึกว่าวิถีการโคจรของพลังเปลี่ยนไป แถมความเร็วในการโคจรก็เร็วขึ้นด้วย
ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพราะการเลื่อนระดับซะอีก
ในเผ่าเสือขาว เขาคือมนุษย์สัตว์เพศผู้คนแรกที่เลื่อนขึ้นสู่ระดับ 3S ได้ ไม่มีประสบการณ์จากใครให้ศึกษาเป็นแนวทางเลย
เขาต้องเดินบนเส้นทางที่ไม่มีใครเคยเดินมาก่อน เป็นเส้นทางที่หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็อาจจะพังทลายลงทั้งหมดได้
เขาคือสือยวน คือเสาหลักแห่งอนาคตของจักรวรรดิ หรือแม้แต่ของเผ่าเสือขาว เขาไม่สมควรพ่ายแพ้ และไม่สามารถพ่ายแพ้ได้
แต่ตอนนี้เขาพบว่า ในช่วงเวลาที่เขายากลำบากที่สุด ดูเหมือนจะมีร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่ง คอยปูทางข้างหน้าไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว
สือยวนพลิกดูการบ้านบนโต๊ะอย่างละเอียด
ตัวอักษรที่อัดแน่นเหล่านั้น เขาเหมือนจะมองเห็นร่างของเพศเมียตัวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่บนโพเดียม กำลังสอนหนังสือด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน...
สือยวน: "เจียงอวี่ซี?" ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้ ในใจของเขามักจะมีความรู้สึกแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ
หลิ่น: "ใช่ครับ ท่านเจียงอวี่ซีมาจากดาวเคราะห์หงเย่ที่ห่างไกลความเจริญ..."
นี่เป็นครั้งแรกที่สือยวนสงบจิตสงบใจ นั่งฟังหลิ่นเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ "เจียงโย่วอัน"
(จบบท)